JJNY : แม่ค้าสตรีทฟู้ดตรัง โอดน้ำมันปาล์มขึ้น│จับตาหมัดน็อก“ทักษิณ”│ความเสี่ยงศก.สหรัฐสูงขึ้น│เกาหลีใต้ยืนยันไม่ส่งทหาร

แม่ค้าสตรีทฟู้ดตรัง โอด น้ำมันปาล์มขึ้นราคาพุ่ง ลิตรละ 7 บาท แบกรับต้นทุนสูง กัดฟันขายราคาเดิม
https://www.matichon.co.th/region/news_4878730
 
 
แม่ค้าสตรีทฟู้ดตรัง โอด น้ำมันปาล์มขึ้นราคามหาโหด ลิตรละ 7 บาท แบกรับต้นทุนสูง กัดฟันขายราคาเดิม กลัวลูกค้าหาย แม้กำไรฮวบ วอนรบ.พยุงราคาลิตรละ 40 บาท สารพัดวัตถุดิบพาเหรดขึ้นราคาซ้ำเติมอีก

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตลาดเซ็นเตอร์พ้อยท์ เทศบาลนครตรัง ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง ซึ่งเป็นตลาดจำน่ายอาหารพร้อมรับประทาน และอาหารแนวสตรีทฟู้ด มีร้านค้าประมาณ 200 ร้านค้า โดยผู้สื่อข่าวได้สอบถามแม่ค้าจำหน่ายอาหารประเภททอดที่ต้องใช้น้ำมันปาล์ม เป็นวัตถุดิบสำคัญ ซึ่งได้รับคำตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้นทุนน้ำมันปาล์มปรับราคาสูงขึ้น จนทำให้กำไรจากการขายลดลง อีกทั้งวัตถุดิบอื่นอย่างเช่น แป้ง หอม กระเทียม ล้วนปรับราคาขึ้นเช่นเดียวกัน

น.ส.มลฤดี เพชรเพ็ง อายุ 45 ปี แม่ค้าขายทอดมัน บอกว่า ตอนนี้ราคาน้ำมันปาล์มปรับขึ้นเยอะมาก จากเดิมถุงละ 43 บาท ตอนนี้เป็นถุงละ 50 บาท แต่ละวันจะใช้น้ำมันปาล์มสำหรับทอดทอดมัน จำนวน 10 ถุง หรือ 1 ลัง เพราะของทอดใช้น้ำมันเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ต้องซื้อใช้ และถ้าใช้น้ำมันทอดซ้ำลูกค้าจะไม่กล้าซื้อ แต่จะให้ปรับราคาขายก็ไม่ได้ ยอมรับว่าตอนนี้กำไรลดลงมาก อยากให้รัฐบาลช่วยเหลือ พยุงราคาน้ำมันปาล์มไว้ที่ประมาณ 40 บาทต่อถึง เพราะน้ำมันพืชเป็นสินค้าที่ทุกบ้านต้องใช้

ด้านางวิไลพร วงศ์วิวัฒน์ อายุ 43 ปี แม่ค้าไก่ทอด กล่าวว่า ร้านไก่ทอดของตนใช้น้ำมันปาล์มวันละ 3 ลัง หรือ 30 ถุง อีกส่วนก็ใช้น้ำมันจากการเจียวมันไก่มาเสริม ช่วงนี้ราคาน้ำมันปาล์มแพงขึ้นตกลังละเกือบ 600 บาท จากเดิมลังละ 400 กว่าบาท ส่วนราคาไก่เพิ่มขึ้นมากิโลกรัมละ 7 บาท ตอนนี้ราคากิโลกรัมละ 67 บาท แม้วัตถุดิบจะแพงขึ้นแต่แม่ค้าก็ยังขายราคาเดิม ไม่ปรับขึ้นแต่อย่างใด นอกจากนี้ราคาหอมกระเทียม และแป้ง ราคาก็ปรับเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยแป้งราคาเพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 5 บาท จากเดิมลังละ 250 บาท เป็นลังละ 300 บาท หอม จากกระสอบละ 290 บาท เป็นกระสอบละ 360 บาท และกระเทียมจีนจากเดิมกระสอบละ 550 บาท เป็นกระสอบละ 620 บาท.



“พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร” จับตาหมัดน็อก “ทักษิณ” “นายกฯอิ๊งค์-เพื่อไทย” ระส่ำ !
https://siamrath.co.th/n/577247

หมายเหตุ : “พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร” อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)  วิเคราะห์เจาะลึกถึงสถานการณ์การเมืองที่เข้มข้นตลอดห้วงเดือนตุลาคม ไปถึงเดือนพฤศจิกายนนี้ จากคดีความ จากคำร้องต่างๆจะนำไปสู่จุดพลิกผันทางการเมือง ครั้งใหญ่ตามมาหรือไม่   กับรายการ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ออกอากาศทางช่องยูทูบ Siamrathonline เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2567 
 
- อยากให้ช่วยประเมินบรรยากาศ สถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนระอุ จะทำให้หลายสิ่งหลายอย่างกระชับเร็วขึ้นหรือไม่
 
เมื่อดูจากปรากฎการณ์ในปัจจุบัน สถานการณ์ค่อนข้างชัดเจน  ในเรื่องคดีความที่มีความสำคัญอันจะมีส่วนทำให้รัฐบาลชุดนี้ทรงตัวอยู่ได้หรือไม่ได้  อยู่ที่ปัจจัย 2 คนเท่านั้น คือผู้นำจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทย คือคุณทักษิณ ชินวัตร และตัวคุณแพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ซึ่งตอนนี้จะต้องมาดูเหตุการณ์ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นมา มีพัฒนาการมา จะเห็นชัดเลยว่าคดีความ เริ่มร้อนแรงแล้ว เนื่องจากคดีความที่มีการกล่าวหา ทั้งคุณทักษิณ และนายกฯ แพทองธาร  มีด้วยกันสองประเด็นหลัก คือ เรื่องชั้น 14 ที่ไม่มีการติดคุกแม้แต่วันเดียว และในเรื่องการครอบงำ ครอบครองพรรคเพื่อไทย
 
ส่วนกรณีของนายกฯแพทองธาร คือการที่ทำให้พรรคเพื่อไทย ถูกครอบงำและอีกคดีที่มีความล่อแหลมคือที่ดินอัลไพน์ที่ดินของวัด ซึ่งคดีของทั้งคุณทักษิณและนายกฯแพทองธาร กำลังเดินเข้าสู่กระบวนการ ทั้งช่องทางของคณะกรรมการป.ป.ช. , กกต. ,ศาลฎีกา และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมาบรรจบพอดีในราวกลางเดือนพ.ย.นี้  ดังนั้นในห้วงเวลานี้จะเป็นการรุมเร้าของปัญหา 
 
เพราะเมื่อคดีไปจบที่องค์กรอิสระ หรือศาลไหน ก็จะมีผลกระทบหมด  เพราะ 1. อาจจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเลย คือการทำให้นายกฯ แพทองธาร ต้องพ้นจากตำแหน่ง ก็ได้ หรือต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ก็ได้ และในขณะเดียวกัน ในส่วนของคุณทักษิณ ถึงแม้จะเป็นทางอ้อม แต่ถ้าเกิดว่าห้ามมาเกี่ยวข้อง หรือมีโอกาสที่จะกลับเข้าไปอยู่ในเรือนจำ สิ่งต่างๆเหล่านี้ อย่าไรก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เพราะคุณทักษิณ เป็นผู้ทรงอิทธิพล ต่อพรรคเพื่อไทย พรรคแกนนำรัฐบาล และหากพรรคเสียการทรงตัว จะทำให้พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำรัฐบาลก็จะหมดไป ดังนั้นเดือนพ.ย.นี้จึงมีความล่อแหลมมาก โดยก่อนหน้านี้ประเด็นต่างๆได้ไหลกันมาตั้งแต่เดือนต.ค.นี้แล้ว แต่จะไปเกิดควาชัดเจนในเดือนพ.ย. เพราะจะไปอยู่ในมือองค์กรอิสระที่จะสามารถชี้ซ้ายชี้ขวาได้
 
- รัฐบาลจะอยู่ถึงตรุษจีนหรือไม่
 
ณ ตรงนี้ ตามกระบวนการดูเหมือนว่าให้ลากต่อไปได้ เพราะยังเชื่อมั่นว่าคดีที่เกี่ยวข้องกับคุณทักษิณ จะเร็วกว่าของนายกฯ แพทองธาร แต่จริงๆแล้ว สำหรับคดีของคุณทักษิณ หากประสบปัญหาตามที่เราได้บอกเอาไว้ข้างต้น ก็จะเกิดผลกระทบตามมาอยู่ดี  แต่สำหรับคดีของนายกฯ แพทองธาร อาจจะต้องมีกระบวนการ แต่จริงๆแล้วก็ต้องถือว่าหวาดเสียว  เพราะเรายังไม่รู้ว่าเรื่องที่ไปร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีด้วยกันถึง 6 ประเด็น ดังนั้นเพียงแค่ศาลรัฐธรรมนูญ รับไว้ ก็จะทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลมีปัญหาแล้ว
 
หรือหากศาลรับคำร้องไว้ แล้วสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็ยิ่งมีแนวโน้มว่าอาการจะไม่ค่อยดี แต่เชื่อมั่นว่า จะมีน้ำหนักในเรื่องของการที่ศาลรับไว้ แต่ยังไม่ต้องให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นั้นจะมีสูง ซึ่งเราจะเห็นเค้าลางเหล่านี้ในเวลาอีกไม่นาน เมื่อศาลให้เวลากับอัยการสูงสุด ที่จะต้องตอบคำถามกลับมาภายใน 15 วัน ว่ากรณีมีผู้ยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ  เนื่องจากภายในเวลา 15 วันอัยการสูงสุดไม่ได้ดำเนินการอะไร ซึ่งเราต้องรอคำตอบจากศาลรัฐธรรมนูญ
 
และเมื่ออัยการสูงสุด ตอบศาลรัฐธรรมนูญกลับมาภายใน 15 วัน ก็เตรียมใจจดใจจ่อกันได้เลย แต่ขณะเดียวกัน เรื่อง ชั้น14 ของคุณทักษิณ เองนั้น ก็ไปอยู่ในมือของคณะกรรมการป.ป.ช.แล้ว ซึ่งก็เริ่มมีความก้าวหน้ามาเรื่อยๆ เรื่องนี้หากป.ป.ช.ชี้มูลออกมา บรรดาข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องสะดุดหยุดลงในการปฏิบัติหน้าที่ แล้วจากนั้นเรื่องก็จะลุกลามจนชี้ให้เห็นแนวโน้มว่าอาจจะจบไม่สวย
 
พอมาถึงจุดนี้ รัฐบาลก็จะขาดเสถียรภาพอีก  ส่วนข้าราชการเองก็เริ่มพะว้าพะวัง เริ่มไม่กล้าที่จะไปสนับสนุนกิจกรรมต่างๆงานต่างๆของรัฐบาล
 
- จุดนี้อาจจะทำให้พรรคข้าราชการ ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดรวนไปด้วย
 
อาจจะเกิดสภาพที่เรียกว่า ข้าราชการเกียร์ว่าง หรือขาลอย คือถ้ารัฐบาลเกียร์ว่าง ก็ขาลอย เพราะกลไกขับเคลื่อนจะไม่เดิน ซึ่งตอนนี้ เราก็เริ่มเห็นแล้วว่าสภาพของรัฐบาลเริ่มถูกถาโถมเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำท่วม เรื่องเศรษฐกิจ ปัจจัยภายนอกที่มีสงครามเกิดขึ้น 3-4 สมรภูมิ ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจทั้งสิ้น
 
- มีการตั้งข้อสังเกตว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญโยนเรื่องกลับไปที่อัยการสูงสุดก่อนที่จะรับหรือไม่รับคำร้อง ทำให้ถูกมองว่าจะทำให้กระบวนการต่างๆเร็วขึ้นหรือไม่
 
กรณีเมื่อนำไปเทียบเคียงกับคดีการยุบพรรคก้าวไกลที่ผ่านมา ถือว่าเป็นกระบวนการแบบเดียวกันเลย  คือศาลรัฐธรรมนูญทำหนังสือให้อัยการสูงสุดตอบกลับมาภายใน 15 วัน ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญ ก็รับคำร้องให้ยุบพรรค ซึ่งเรื่องนี้ตัวแบบอย่างเดียวกัน  ร่องรอยคล้ายๆกัน  จึงทำให้อ่านยาก แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เสียวสันหลังก็ได้ หรือจะไม่เสียวสันหลังก็ได้ ถ้าต้องการจะปลอบใจตัวเอง แต่มองดีๆจะพบว่าเป็นรูปการณ์ที่ซ้ำกับตอนคดียุบพรรคก้าวไกล ดังนั้นจึงต้องตั้งข้อสังเกตเอาไว้ก่อนว่าน่าหวาดเสียวมากกว่า
 
- ในทางการข่าวแล้ว ได้มีการติดตามหรือไม่ว่าทั้งเรื่องคดีความของทักษิณที่อาจจบเร็ว  อาจทำให้คุณทักษิณ เตรียมการออกนอกประเทศอีกหรือไม่
 
ในทางกระแสข่าวมีชัด และนอกจากนี้ยังมีการสื่อออกมาในทางสาธารณะอีกด้วย  โดยพิธีกรรายการข่าวหนึ่ง ที่ระบุชัดเจนว่าคุณทักษิณ มีการขออนุญาตที่จะออกนอกประเทศ ไปดูไบด้วยกันถึง 3 ครั้ง แต่ไม่ได้รับการอนุญาตจากศาล ทั้งที่มีข่าวชัดเจนว่าเคยขอไปดูไบ แต่ไม่ได้ ต่อมามีการข่าวระบุว่า จะขอออกนอกประเทศเพื่อไปแสดงความยินดี กับประธานาธิบดีอินโดนีเซียคนใหม่  ซึ่งเมื่อวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา การรับตำแหน่งดังกล่าวก็เสร็จสิ้นลงไปแล้ว
และมีกระแสข่าวว่าคุณทักษิณ ขอเดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปแสดงความยินดี กับประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ เมื่อได้รับทราบผลการเลือกตั้ง ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 4 พ.ย.นี้ ตอนนี้ทุกฝ่ายก็จับตามองดูอยู่  แต่ถ้าเราย้อนกลับไปที่การขอศาลเดินทางไปดูไบ ก็เป็นสิ่งบอกเหตุที่ไม่น่าจะดี และขณะเดียวกัน จะถูกถามถึงสถานะว่าคุณทักษิณ คืออะไรที่จะขอออกไปพบกับผู้นำต่างประเทศ ตัวท่านเองเป็นแค่อดีตผู้นำ และมีปัญหาว่ามีคดีติดหลังอยู่ จึงมีข้อสังเกตว่าคุณมีพลังขนาดนั้นเลยหรือ ในการที่จะได้เข้าไปพบผู้นำต่างประเทศ
 
ข้อสังเกต ต่างๆเหล่านี้จะกลายเป็นข้อจำกัดสำหรับตัวคุณทักษิณตามมา  และทำให้ศาลมองว่าจะเดินทางออกนอกประเทศไปได้อย่างไร เมื่อมีสถาะเช่นนี้ ดังนั้นแนวโน้มที่จะตามมาคือ ไม่ต้องไป เนื่องจากสามารถสื่อสารผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้  หรือจะสื่อสารผ่านนายกฯ แพทองธาร ก็ได้
 
- เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้มีการมองว่า เตรียมการหนีอีกหรือไม่ และจะสร้างความหวั่นไหวให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องตามมาด้วยหรือไม่
 
ถูกต้องเลย เพราะจากสถานการณ์แบบนี้ แล้วบวกกับบทเรียนในอดีตที่คุณทักษิณ เคยไปแล้วไม่กลับประเทศไทย ประกอบกับคดีต่างๆเริ่มส่งผลในทางลบของตัวท่านเองและต่อนายกฯแพทองธาร ต่อรัฐบาลด้วย เนื่องจากเกิดกระแสต่างๆออกมาว่า รัฐบาลอาจจะเดินต่อไม่ได้  ขณะที่พรรคสีน้ำเงินที่ร่วมรัฐบาล ก็มีข่าวเชิงบวกว่าโอกาสที่จะถูกยุบพรรค อาจจะไม่มีแล้ว รวมทั้งมีกระแสข่าวว่าอาจจะต้องเปลี่ยนตัวผู้นำรัฐบาล สอดรับกับคดีความต่างๆที่เกิดขึ้น  ซึ่งตอนนี้ก็น่าจะรวมๆแล้วได้ประมาณ 20 คดีแล้วจึงกลายเป็นเหตุปัจจัยที่ประชาชนมอง แล้วว่าเมื่อเจอแต่คดีความแบบนี้แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาใช้ดุลยพินิจในการบริหารราชการแผ่นดิน
 
ส่วนฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทย และของรัฐบาลก็จะไปติดกับดักแต่เรื่องของคดีลักษณะนี้ แล้วอย่างนี้จะไปต่อกันอย่างไร ซึ่งมีแต่ภาพข่าวเชิงลบ อีกทั้งคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทย อาจจะโดนน็อกได้  คนก็เชื่อและมองว่าหากโดนจริง จากแนวโน้มที่ผ่านมาคุณทักษิณ จะหนีออกนอกประเทศทุกครั้ง ดังนั้นจากน้ำหนักต่างๆ ทำให้ประชาชนสามารถเชื่อเช่นนั้นได้
 
ดังนั้นตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป จนถึงเดือนหน้า เดือนพ.ย.จะเป็นภาวะวิกฤติของประเทศ เพราะจะเห็นเลยว่าคนที่เป็นแกนนำรัฐบาล  ระยะหลังๆเราจะเห็นว่า ไม่ค่อยเห็นคุณทักษิณออกงานใดๆเหมือนกับครั้งแรก สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนสิ่งบอกเหตุและประมาทไม่ได้ ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

- อย่างนี้จะเรียกว่าปิดประตูตีแมว ในช่วง1-2 เดือนนี้ได้หรือไม่

ถือว่าใช่เลย แม้จะมีการดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาล แต่ปรากฏว่าพอรับประทานอาหารจบแล้ว เรื่องแนวทางการพิจารณาร่างกฎหมายต่างๆ ของพรรคร่วมรัฐบาล กลับไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกันเลย แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้มีเอกภาพ อยู่กันไป ต่อรองกันตลอดเวลา  เนื่องจากพรรคเพื่อไทยไม่ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ดังนั้นจึงมีแต่ภาพว่าจับมือกันเท่านั้น แต่เมื่อดูจากผลของการบริหารราชการแผ่นดินตอนนี้ กลับไม่มีการขับเคลื่อนแบบเป็นเอกภาพเลย ต่างคนต่างเดิน โดยเฉพาะเรื่องตัวบทกฎหมาย ที่จะต้องเดินไปด้วยกัน อย่างเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกันเลย
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่