ไม่พลิกโผเมื่อที่ประชุมสภาฯ เสียงข้างมาก 293 เสียง โหวตหนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ อีกสมัย แต่ที่เซอร์ไพรส์คือปรากฏ “งูเห่าส้ม” มาเพิ่มเป็นคนแรกหลังเลือกตั้ง 69 คือ “สุริยา วงศ์อารีย์” สส.อุดรธานี เขต 7 พรรคประชาชน (ปชน.)
โดยปฏิบัติการดูด“งูเห่า”ครั้งนี้ มีการกล่าวอ้างว่า เกิดจากเแรงจูงใจ ในการเสนอตัวเลข 20 ล้านบาท พร้อมเงินรายเดือนอีก เดือนละ 4 แสนบาท รวมถึงจะอัดงบประมาณลงพื้นที่เพิ่มเติม โดยผู้ที่เปิดดีลดูดรอบนี้ เป็น สส.พรรคหนึ่ง ในอดีตก็เคยมีพฤติกรรมเป็นงูเห่าเช่นกัน
สส.“สุริยา” ยังไม่ชี้แจงข้อเท็จจริง ในข้อกล่าวหาเรื่องนี้ ส่วน “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. แถลงถึงกรณีนี้ตอนหนึ่งว่า กระบวนการสรรหาที่ผ่านมา เราตรวจสอบแบ็กกราวนด์ทุกอย่างรอบด้านแล้ว คงยังตอบตอนนี้ไม่ได้ ว่าเป็นเหตุผลใดที่ทําให้เขาตัดสินใจแบบนี้
ขณะเดียวกันยังมีการพุ่งเป้าไปยัง “เลขาฯติ่ง” ศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรค ปชน.ว่าเป็นชนวนเหตุในการเปิด “งูเห่า” ครั้งนี้ แต่ “เท้ง ณัฐพงษ์” ปกป้องว่า ต้องตั้งคําถามกับคนที่ซื้องูเห่ามากกว่า โดยเฉพาะเรื่องกลไกกฎกติกาที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ถ้าระบบการเมืองดีไม่เปิดช่องให้แบบนี้ การเมืองคงดีขึ้น ประชาชนคงไม่อยากเห็นสส.ที่เลือกมาถูกซื้อ ถือเป็นการทําลายความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชน
“คุณศรายุทธิ์ได้ยื่นหนังสือลาออกกับผมนานแล้ว แต่ผมปฏิเสธไว้ก่อน เพราะอยากให้ช่วยกันรักษาหน้าที่ให้ดีที่สุดในช่วงนี้ จนกว่าจะมีการประชุมใหญ่พรรคในช่วงปลายเดือน เม.ย.นี้” ณัฐพงษ์ ระบุ
สำหรับโครงสร้างใหม่ของพรรค ปชน. ว่ากันว่า “กลุ่มเพื่อนเอก-โปลิตบูโร” ที่เหลือ จะผลักดัน “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” รองหัวหน้าพรรค ขึ้นมานั่งหัวหน้าพรรคแทน ส่วน “เท้ง ณัฐพงษ์” ที่เผชิญคดีอดีต 44 สส.ก้าวไกลนั้น จะถอยไปนั่งเก้าอี้เลขาธิการแทน ส่วน “พริษฐ์ วัชรสินธุ” ที่มีบทบาทในปัจจุบัน จะขยับจากโฆษกพรรค เป็นรองหัวหน้าพรรค
นอกเหนือจากการ “รีโนเวต” โครงสร้างพรรคส้มใน “รุ่นที่ 4” แล้ว ประเด็นที่น่าสนใจ พรรคสีน้ำเงินจะยิ่งใหญ่อย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่เดือนอย่างนี้ไม่ได้ หากไม่เกิดเหตุการณ์ “ฝ่ายค้านข้างมาก” โหวตเห็นชอบให้ “อนุทิน” นั่งเก้าอี้นายกฯขัดตาทัพตั้ง “รัฐบาลข้างน้อย” เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และยุบสภาฯนำไปสู่การเลือกตั้ง ภายใต้ MOA กินเวลาราว 6 เดือน
สิ่งหนึ่งที่ “พรรคส้ม” ในยานพาหนะคันที่ 3 อย่าง ปชน.ทำพลาดอย่างมาก และมีการสรุปบทเรียนกัน ในวันนัดรวมตัวสมาชิกพรรค และ สส.ของพรรคเมื่อ 21-22 ก.พ.ที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ถูกพูดถึงในบางวงคือ การโหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ ตามแนวทาง Grand Compromise ของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า ผู้ไม่ชอบถูกเรียกว่าเป็น “ผู้นำทางจิตวิญญาณส้ม” ถูกต้องหรือไม่
ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้คือ “บิ๊กเนมสีส้ม” วางแพลนโหวต “สีน้ำเงิน” เพื่อเป็นรัฐบาล โดยต่อรองหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือการให้ “สว.สีน้ำเงิน” ช่วยโหวตผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปิดทางให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ โดย สสร.ขึ้นมา ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นหลายเดือน ก่อนที่ “แพทองธาร ชินวัตร” จะถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นเก้าอี้นายกฯ กรณีคลิปเสียงสนทนา “ฮุน เซน”
ดังนั้นการเปิดทางให้ “แดง-น้ำเงิน” เข้ามาเจรจาเพื่อต่อรองจัดตั้งรัฐบาลตาม MOA ของ “ส้ม” อาจเรียกได้ว่าเป็นแค่ “ปาหี่การเมือง” เท่านั้น เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองหากเกิด “อุบัติเหตุการเมือง” ขึ้น จะได้มีคำอธิบายกับ “ด้อมส้ม” ได้ แม้ว่าหลายคนจะตะขิดตะขวงใจก็ตาม
ประเด็นที่น่าสนใจ บางวงสนทนาในวันถอดบทเรียน“พรรคส้ม” มีการนำเสนอฉากทัศน์โหวตเลือก“อนุทิน” เมื่อครั้งเป็น“ฝ่ายค้ำ” ช่วงปี 2568 ไว้ แบ่งเป็น 2 กรณี ได้แก่
1.กรณี ปชน.โหวต “พรรคน้ำเงิน” แต่ไม่ร่วมรัฐบาล อย่างที่ทราบกันแล้วว่า “พรรคส้ม” เลือกแนวทางนี้ เพื่อหวังแนวทาง Grand Compromise ต่อรองให้มีการผลักดันร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยตอนแรก “โปลิตบูโร” ส่วนใหญ่มองว่า เป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะอย่างน้อยหากร่างรัฐธรรมนูญใหม่ผ่าน จะทำให้การเลือกตั้งครั้งถัดไป “เข้าทาง” พรรคส้มมากขึ้น
2.กรณี ปชน.โหวต “พรรคน้ำเงิน” โดยเข้าร่วมรัฐบาลด้วย และขอ“แบ่งเค้ก”ตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญ ๆ ที่ตรงกับนโยบายของ ปชน.มาบริหาร โดยมี “โปลิตบูโร” บางคน และ สส.ในเครือข่าย เห็นด้วยกับแนวทางนี้ ยกตัวอย่างในช่วงเวลานั้น กระแส “ปฏิรูปประกันสังคม” กำลังถูกโหมโรงอย่างหนัก ถ้าหาก ปชน.เอาเก้าอี้ รมว.แรงงาน มาบริหาร และแก้ไขปัญหานี้ได้ เชื่อว่าจะได้คะแนนนิยมพุ่งสูงขึ้นมากกว่าเดิม หรือแม้แต่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อลุยนโยบาย“รัฐสวัสดิการ”เป็นต้น แนวคิดนี้จะไม่แตะต้องกระทรวงเศรษฐกิจ เพราะรอเป็นรัฐบาลพรรคเดียวจะบริหารงานง่ายกว่า
อย่างที่ทราบกันดี สุดท้าย “โปลิตบูโร” มีหน้าที่แค่ระดมแนวคิด แต่คณะที่ถือค้อนเคาะสุดท้ายคือ “กลุ่มเพื่อนเอก”เห็นชอบเรื่องโหวตให้“พรรคน้ำเงิน”เถลิงอำนาจ ส่วน“ส้ม”ยอมเป็น ฝ่ายค้าน-ฝ่ายค้ำ ไม่ร่วมรัฐบาลแทน
“โปลิตบูโร” บางคนวิเคราะห์ว่า การตัดสินใจดังกล่าว ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อคะแนนเสียงของ“พรรคส้ม” เนื่องจาก “ค่ายน้ำเงิน” เขี้ยวลากดินทางการเมือง เห็นได้จากการคุมกระทรวงที่เกี่ยวกับท้องถิ่น เมื่อเข้าไปเป็นรัฐบาล ได้โยกย้ายตำแหน่งข้าราชการสะพัดหลายร้อยคน เพื่อจัดวางตัวบุคคลในเครือข่ายอำนาจ ให้เตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง
แถมสุดท้าย “ดีล” แลกแก้รัฐธรรมนูญ ผลักดันร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็ล่ม เนื่องจาก “รัฐพันลึก” ส่งสัญญาณไม่ต้องการให้แก้ เพราะจะทำให้ “ส้ม-แดง” ซึ่งเป็นศัตรูทั้งทางตรง-ทางอ้อม ของฝ่ายอนุรักษนิยม เติบโตขึ้น และจะทำให้พวกเขาสูญเสียอำนาจลง
โดยเรื่องนี้ “โปลิตบูโร” บางคนที่สนับสนุนให้ “ส้ม” ร่วมรัฐบาล “น้ำเงิน” เมื่อปี 2568 คาดการณ์เอาไว้อยู่แล้วว่า ถ้าหากอย่างน้อย “ส้ม” ได้ร่วมรัฐบาลเฉพาะกิจขณะนั้น แม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะล่ม แต่อย่างน้อยได้ผลักดันนโยบายต่าง ๆ เพื่อสร้างฐานเสียงชุดใหม่ขึ้นมา ผลการเลือกตั้ง 69 คงไม่พ่ายแพ้อย่างหนักขนาดนี้
ถึงแม้หลายคนประเมินว่า ปชน.ได้ 120 สส. ลดน้อยกว่าเดิมราว 31 ที่นั่ง จะเล็กน้อย แต่ในข้อเท็จจริงหากเจาะไปในรายหน่วยเลือกตั้งแต่ละท้องที่ หลายจังหวัดที่เคยมีคะแนนปาร์ตี้ลิสต์นำ หรือตามเป็นที่ 2 เกือบทั้งประเทศ ปัจจุบันคะแนนเหล่านั้นลดหายลงไปมากพอสมควร
โดยมีการวิเคราะห์กันว่า สาเหตุสำคัญมาจาก “ด้อมส้ม” ยุคดั้งเดิม ที่สนับสนุนมาตั้งแต่ยุค “อนาคตใหม่” ไม่พอใจที่ไปโหวตให้ “สีน้ำเงิน” เป็นรัฐบาล โดยฝ่ายตัวเองไม่ทำอะไรเลย
นอกจากนี้ “โปลิตบูโร” ในพรรค “บางคน” พยายามมีบทบาทอย่างมาก ทั้ง “หน้าฉาก-หลังม่าน” ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักให้ลดบทบาทลง และมีหลายคนตัดสินใจ “ยุติบทบาทชั่วคราว” เพื่อถอยไปใช้ชีวิตของตัวเอง ดังนั้นต้องรอดูว่าบทบาทของ “โปลิตบูโรส้ม” หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป
ทั้งหมดคือความเคลื่อนไหวของ “พรรคส้ม” ถอดบทเรียนหลังความพ่ายแพ้ศึกเลือกตั้ง 69 ที่ผ่านมา รอวัดฝีมือในสภาฯกันใหม่ ท่ามกลางพรรค “ฝ่ายค้านมืออาชีพ” อย่าง “ประชาธิปัตย์” และ “ฝ่ายแค้น” อย่าง “กล้าธรรม” จะสอย “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ได้หรือไม่
https://www.facebook.com/share/p/1K2FBoC3xW/
#ฝ่ายค้าน #พรรคประชาชน #ภูมิใจไทย #เนชั่นสุดสัปดาห์ #การเมือง #ข่าวล่าสุด
บทเรียน 'ส้ม' ค้ำ 'น้ำเงิน' ไปต่อ-พอแค่นี้ ?
ไม่พลิกโผเมื่อที่ประชุมสภาฯ เสียงข้างมาก 293 เสียง โหวตหนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ อีกสมัย แต่ที่เซอร์ไพรส์คือปรากฏ “งูเห่าส้ม” มาเพิ่มเป็นคนแรกหลังเลือกตั้ง 69 คือ “สุริยา วงศ์อารีย์” สส.อุดรธานี เขต 7 พรรคประชาชน (ปชน.)
โดยปฏิบัติการดูด“งูเห่า”ครั้งนี้ มีการกล่าวอ้างว่า เกิดจากเแรงจูงใจ ในการเสนอตัวเลข 20 ล้านบาท พร้อมเงินรายเดือนอีก เดือนละ 4 แสนบาท รวมถึงจะอัดงบประมาณลงพื้นที่เพิ่มเติม โดยผู้ที่เปิดดีลดูดรอบนี้ เป็น สส.พรรคหนึ่ง ในอดีตก็เคยมีพฤติกรรมเป็นงูเห่าเช่นกัน
สส.“สุริยา” ยังไม่ชี้แจงข้อเท็จจริง ในข้อกล่าวหาเรื่องนี้ ส่วน “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. แถลงถึงกรณีนี้ตอนหนึ่งว่า กระบวนการสรรหาที่ผ่านมา เราตรวจสอบแบ็กกราวนด์ทุกอย่างรอบด้านแล้ว คงยังตอบตอนนี้ไม่ได้ ว่าเป็นเหตุผลใดที่ทําให้เขาตัดสินใจแบบนี้
ขณะเดียวกันยังมีการพุ่งเป้าไปยัง “เลขาฯติ่ง” ศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรค ปชน.ว่าเป็นชนวนเหตุในการเปิด “งูเห่า” ครั้งนี้ แต่ “เท้ง ณัฐพงษ์” ปกป้องว่า ต้องตั้งคําถามกับคนที่ซื้องูเห่ามากกว่า โดยเฉพาะเรื่องกลไกกฎกติกาที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ถ้าระบบการเมืองดีไม่เปิดช่องให้แบบนี้ การเมืองคงดีขึ้น ประชาชนคงไม่อยากเห็นสส.ที่เลือกมาถูกซื้อ ถือเป็นการทําลายความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชน
“คุณศรายุทธิ์ได้ยื่นหนังสือลาออกกับผมนานแล้ว แต่ผมปฏิเสธไว้ก่อน เพราะอยากให้ช่วยกันรักษาหน้าที่ให้ดีที่สุดในช่วงนี้ จนกว่าจะมีการประชุมใหญ่พรรคในช่วงปลายเดือน เม.ย.นี้” ณัฐพงษ์ ระบุ
สำหรับโครงสร้างใหม่ของพรรค ปชน. ว่ากันว่า “กลุ่มเพื่อนเอก-โปลิตบูโร” ที่เหลือ จะผลักดัน “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” รองหัวหน้าพรรค ขึ้นมานั่งหัวหน้าพรรคแทน ส่วน “เท้ง ณัฐพงษ์” ที่เผชิญคดีอดีต 44 สส.ก้าวไกลนั้น จะถอยไปนั่งเก้าอี้เลขาธิการแทน ส่วน “พริษฐ์ วัชรสินธุ” ที่มีบทบาทในปัจจุบัน จะขยับจากโฆษกพรรค เป็นรองหัวหน้าพรรค
นอกเหนือจากการ “รีโนเวต” โครงสร้างพรรคส้มใน “รุ่นที่ 4” แล้ว ประเด็นที่น่าสนใจ พรรคสีน้ำเงินจะยิ่งใหญ่อย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่เดือนอย่างนี้ไม่ได้ หากไม่เกิดเหตุการณ์ “ฝ่ายค้านข้างมาก” โหวตเห็นชอบให้ “อนุทิน” นั่งเก้าอี้นายกฯขัดตาทัพตั้ง “รัฐบาลข้างน้อย” เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และยุบสภาฯนำไปสู่การเลือกตั้ง ภายใต้ MOA กินเวลาราว 6 เดือน
สิ่งหนึ่งที่ “พรรคส้ม” ในยานพาหนะคันที่ 3 อย่าง ปชน.ทำพลาดอย่างมาก และมีการสรุปบทเรียนกัน ในวันนัดรวมตัวสมาชิกพรรค และ สส.ของพรรคเมื่อ 21-22 ก.พ.ที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ถูกพูดถึงในบางวงคือ การโหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ ตามแนวทาง Grand Compromise ของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า ผู้ไม่ชอบถูกเรียกว่าเป็น “ผู้นำทางจิตวิญญาณส้ม” ถูกต้องหรือไม่
ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้คือ “บิ๊กเนมสีส้ม” วางแพลนโหวต “สีน้ำเงิน” เพื่อเป็นรัฐบาล โดยต่อรองหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือการให้ “สว.สีน้ำเงิน” ช่วยโหวตผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปิดทางให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ โดย สสร.ขึ้นมา ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นหลายเดือน ก่อนที่ “แพทองธาร ชินวัตร” จะถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นเก้าอี้นายกฯ กรณีคลิปเสียงสนทนา “ฮุน เซน”
ดังนั้นการเปิดทางให้ “แดง-น้ำเงิน” เข้ามาเจรจาเพื่อต่อรองจัดตั้งรัฐบาลตาม MOA ของ “ส้ม” อาจเรียกได้ว่าเป็นแค่ “ปาหี่การเมือง” เท่านั้น เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองหากเกิด “อุบัติเหตุการเมือง” ขึ้น จะได้มีคำอธิบายกับ “ด้อมส้ม” ได้ แม้ว่าหลายคนจะตะขิดตะขวงใจก็ตาม
ประเด็นที่น่าสนใจ บางวงสนทนาในวันถอดบทเรียน“พรรคส้ม” มีการนำเสนอฉากทัศน์โหวตเลือก“อนุทิน” เมื่อครั้งเป็น“ฝ่ายค้ำ” ช่วงปี 2568 ไว้ แบ่งเป็น 2 กรณี ได้แก่
1.กรณี ปชน.โหวต “พรรคน้ำเงิน” แต่ไม่ร่วมรัฐบาล อย่างที่ทราบกันแล้วว่า “พรรคส้ม” เลือกแนวทางนี้ เพื่อหวังแนวทาง Grand Compromise ต่อรองให้มีการผลักดันร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยตอนแรก “โปลิตบูโร” ส่วนใหญ่มองว่า เป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะอย่างน้อยหากร่างรัฐธรรมนูญใหม่ผ่าน จะทำให้การเลือกตั้งครั้งถัดไป “เข้าทาง” พรรคส้มมากขึ้น
2.กรณี ปชน.โหวต “พรรคน้ำเงิน” โดยเข้าร่วมรัฐบาลด้วย และขอ“แบ่งเค้ก”ตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญ ๆ ที่ตรงกับนโยบายของ ปชน.มาบริหาร โดยมี “โปลิตบูโร” บางคน และ สส.ในเครือข่าย เห็นด้วยกับแนวทางนี้ ยกตัวอย่างในช่วงเวลานั้น กระแส “ปฏิรูปประกันสังคม” กำลังถูกโหมโรงอย่างหนัก ถ้าหาก ปชน.เอาเก้าอี้ รมว.แรงงาน มาบริหาร และแก้ไขปัญหานี้ได้ เชื่อว่าจะได้คะแนนนิยมพุ่งสูงขึ้นมากกว่าเดิม หรือแม้แต่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อลุยนโยบาย“รัฐสวัสดิการ”เป็นต้น แนวคิดนี้จะไม่แตะต้องกระทรวงเศรษฐกิจ เพราะรอเป็นรัฐบาลพรรคเดียวจะบริหารงานง่ายกว่า
อย่างที่ทราบกันดี สุดท้าย “โปลิตบูโร” มีหน้าที่แค่ระดมแนวคิด แต่คณะที่ถือค้อนเคาะสุดท้ายคือ “กลุ่มเพื่อนเอก”เห็นชอบเรื่องโหวตให้“พรรคน้ำเงิน”เถลิงอำนาจ ส่วน“ส้ม”ยอมเป็น ฝ่ายค้าน-ฝ่ายค้ำ ไม่ร่วมรัฐบาลแทน
“โปลิตบูโร” บางคนวิเคราะห์ว่า การตัดสินใจดังกล่าว ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อคะแนนเสียงของ“พรรคส้ม” เนื่องจาก “ค่ายน้ำเงิน” เขี้ยวลากดินทางการเมือง เห็นได้จากการคุมกระทรวงที่เกี่ยวกับท้องถิ่น เมื่อเข้าไปเป็นรัฐบาล ได้โยกย้ายตำแหน่งข้าราชการสะพัดหลายร้อยคน เพื่อจัดวางตัวบุคคลในเครือข่ายอำนาจ ให้เตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง
แถมสุดท้าย “ดีล” แลกแก้รัฐธรรมนูญ ผลักดันร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็ล่ม เนื่องจาก “รัฐพันลึก” ส่งสัญญาณไม่ต้องการให้แก้ เพราะจะทำให้ “ส้ม-แดง” ซึ่งเป็นศัตรูทั้งทางตรง-ทางอ้อม ของฝ่ายอนุรักษนิยม เติบโตขึ้น และจะทำให้พวกเขาสูญเสียอำนาจลง
โดยเรื่องนี้ “โปลิตบูโร” บางคนที่สนับสนุนให้ “ส้ม” ร่วมรัฐบาล “น้ำเงิน” เมื่อปี 2568 คาดการณ์เอาไว้อยู่แล้วว่า ถ้าหากอย่างน้อย “ส้ม” ได้ร่วมรัฐบาลเฉพาะกิจขณะนั้น แม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะล่ม แต่อย่างน้อยได้ผลักดันนโยบายต่าง ๆ เพื่อสร้างฐานเสียงชุดใหม่ขึ้นมา ผลการเลือกตั้ง 69 คงไม่พ่ายแพ้อย่างหนักขนาดนี้
ถึงแม้หลายคนประเมินว่า ปชน.ได้ 120 สส. ลดน้อยกว่าเดิมราว 31 ที่นั่ง จะเล็กน้อย แต่ในข้อเท็จจริงหากเจาะไปในรายหน่วยเลือกตั้งแต่ละท้องที่ หลายจังหวัดที่เคยมีคะแนนปาร์ตี้ลิสต์นำ หรือตามเป็นที่ 2 เกือบทั้งประเทศ ปัจจุบันคะแนนเหล่านั้นลดหายลงไปมากพอสมควร
โดยมีการวิเคราะห์กันว่า สาเหตุสำคัญมาจาก “ด้อมส้ม” ยุคดั้งเดิม ที่สนับสนุนมาตั้งแต่ยุค “อนาคตใหม่” ไม่พอใจที่ไปโหวตให้ “สีน้ำเงิน” เป็นรัฐบาล โดยฝ่ายตัวเองไม่ทำอะไรเลย
นอกจากนี้ “โปลิตบูโร” ในพรรค “บางคน” พยายามมีบทบาทอย่างมาก ทั้ง “หน้าฉาก-หลังม่าน” ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักให้ลดบทบาทลง และมีหลายคนตัดสินใจ “ยุติบทบาทชั่วคราว” เพื่อถอยไปใช้ชีวิตของตัวเอง ดังนั้นต้องรอดูว่าบทบาทของ “โปลิตบูโรส้ม” หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป
ทั้งหมดคือความเคลื่อนไหวของ “พรรคส้ม” ถอดบทเรียนหลังความพ่ายแพ้ศึกเลือกตั้ง 69 ที่ผ่านมา รอวัดฝีมือในสภาฯกันใหม่ ท่ามกลางพรรค “ฝ่ายค้านมืออาชีพ” อย่าง “ประชาธิปัตย์” และ “ฝ่ายแค้น” อย่าง “กล้าธรรม” จะสอย “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ได้หรือไม่
https://www.facebook.com/share/p/1K2FBoC3xW/
#ฝ่ายค้าน #พรรคประชาชน #ภูมิใจไทย #เนชั่นสุดสัปดาห์ #การเมือง #ข่าวล่าสุด