ถ้าคุณได้ลองมองไปตามท้องถนน ไม่ว่าจะคุณกำลังจะเดินไปที่ไหนก็ตาม เรียกได้ว่าแทบทุกคนเลยที่ใช้สายตามองหน้าจอโทรศัพท์มือถือ คล้ายๆกับว่าโทรศัพท์มือถือนั้นได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไปแล้ว เพราะว่าคนในปัจจุบันนี้ให้ความสนใจกับการกดมือถือที่อยู่ตรงหน้าจนไม่มีเวลาสนใจสภาพแวดล้อมหรือคนรอบข้างกันสักเท่าไหร่ หลายคนอาจจะปฏิเสธว่าตัวเองนั้นไม่ได้ติดโทรศัพท์มือถือขนาดนั้น บางคนก็อาจจะบอกว่าเล่นเป็นเวลา
พอรู้แบบนี้แล้วเรามารีบเช็คอาการเหล่านี้กันดีกว่า ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ แสดงว่าคุณอาจจะเข้าข่ายใช้โทรศัพท์มือถือมากเกินไป
ตื่นมาปุ๊ป คว้าโทรศัพท์ก่อนเลย
ใครที่ตื่นนอนมาแล้วต้องจับโทรศัพท์เลยบ้าง? ทุกคนรู้ไหมว่าการที่ตื่นนอนมาแล้วจับโทรศัพท์เลยนั้นจะทำให้เกิดความเครียดและกังวลได้ง่าย เนื่องจากเราจะเห็น Notifications มารัวๆจากทั่วสารทิศ ไม่ว่าจะมาจาก Facebook ,Messenger, Line ,Twiiter หรือE-mailที่ต่างกระหน่ำเข้ามา สิ่งเหล่านี้แหละที่จะกระตุ้นความรู้สึกต่างๆมาให้คุณตั้งแต่เช้าที่ตื่น จากที่จะตื่นนอนขึ้นมาด้วยเช้าอันสดใสก็กลายเป็นว่าสมองของเราต้องมารับข้อมูลมากมายแทน
ถือสมาร์ทโฟนอยู่ในมือตลอดเวลา
ถ้าคุณคือคนที่ถือโทรศัพท์มือถือเหมือนกับเป็นอวัยวะที่มือหรือแขนอีกข้าง และไม่ว่าคุณจะงานยุ่งแค่ไหน แค่เพียงคุณได้ยินเสียงเตือนจากโทรศัพท์เพียงแค่ 0.2 วินาที คุณจะเลิกสนในงานที่กำลังยุ่งอยู่ตรงหน้า แล้วจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่แจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือของตัวเองแทน หากไม่ได้เช็ค คุณจะมีอาการกระวนกระวาย และหมดสมาธิกับอย่างอื่นทันที
รู้สึกว่าโทรศัพท์มือถือของตัวเองนั้นสั่นบ่อย
สมมุติเรานั่งทำนู่นทำนี่ไปเรื่อยเปื่อยแล้วรู้สึกว่าตัวเองหูแว่วหรือนึกว่าโทรศัพท์มือถือของเรานั้นดังหรือสั่น แต่พอไปดูก็ไม่เห็นว่าจะมีใครส่งข้อความอะไรมาเลย กลายเป็นหน้าจอปกติที่ไม่มีอะไรแจ้งเตือน ซึ่งอาการแบบนี้นั้นเขาเรียกว่า Phantom Cellphone Syndrome หรืออาการหลอนว่าโทรศัพท์ดังหรือสั่น อันนี้คืออาการที่ชัดเจนมากๆสำหรับคนที่ใช้โทรศัพท์มากเกินไป
อยู่แต่กับมือถือ ไม่สนใจคนข้างตัว
อันนี้เห็นได้บ่อยมากกับการที่คนเราไม่สนใจคนข้างกาย ขนาดนั่งรถไปด้วยกัน เดินด้วยกัน หรือแม้แต่รับประทานอาหารด้วยกัน แต่ต่างคนต่างสนใจสิ่งที่อยู่ในมือถือ ไม่มีใครคุยกัน ไม่แม้แต่จะมองหน้ากันเลยด้วยซ้ำ พฤติกรรมแบบนี้จะส่งผลให้คุณนั้นยิ่งออกห่างจากคนรอบข้างมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากต่างฝ่ายต่างไม่มีบทสนทนา และไม่มีการสื่อสารอะไรกันเลย เพราะฉะนั้นคุณควรให้ความสำคัญกับคนข้างกาย ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว คนรัก เพื่อน
คุณประสาทกินเมื่อแบตฯเหลือน้อย
ถ้าหัวใจของคุณเต้นตูมตามหรือมีเหงื่อออกที่มือ เวลาที่แบตมือถือกำลังจะหมดล่ะก็ ขอให้พึงสังวรณ์ไว้นะว่าคุณกำลังโดนโรคติดโทรศัพท์มือถือเล่นงานเข้าให้แล้วล่ะ เนื่องจากการวิตกกังวลว่าคุณจะไม่สารมารถติดต่อใครได้ ไม่สามารถเช็คอีเมล์ และไม่สามารถตรวจดูความเคลื่อนไหวในสื่อสังคมออนไลน์
คุณออกจากบ้านไม่ได้ถ้าไม่มีมือถือ
การไม่มีสมาธิที่จะทำอะไรได้ถ้าไม่มีสมาร์ทโฟนอยู่ในมือนั้น คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังหมกหมุ่นอยู่กับอะไรแบบไร้สติ ซึ่งควรหาวิธีบำบัดโรคติดโทรศัพท์มือถือได้แล้ว เนื่องจากในโลกใบนี้มีสิ่งที่น่าสนใจอยู่ตั้งมากมาย ถ้าคุณไม่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาสไลด์หน้าจอโทรศัพท์มือถืออยู่
คุณรู้สึกหงุดหงิดมากถ้าใช้มือถือไม่ได้
สัญญาณที่ชัดเจนอีกอย่างหนึ่งก็คือ คุณจะรู้สึกระทมทุกข์มากถ้าอยู่ห่างจากโทรศัพท์มือถือ และรู้สึกประสาทเสียเอามากๆ ถ้าไม่สามารถใช้โทรศัพท์มือถือได้ ซึ่งถ้ามีใครมาบอกให้คุณวางมือถือลงในระหว่างดินเนอร์ล่ะก็ คุณอาจมีอารมณ์ฉุนเฉียวขึ้นมาเลยก็ได้
คุณใช้มือถือเช็คเรื่องงานในขณะลาพักร้อน
ผลการศึกษาวิจัยพบว่าผู้คน 60 เปอร์เซ็นต์ที่กลับมาจากการไปเที่ยวพักร้อนนั้น มักจะไม่รู้สึกกระปรี้เปร่าหรือเฟรซขึ้น เนื่องจากยังต้องติดต่อเรื่องงานและเช็คอีเมล์อยู่ ซึ่งนี่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนของโรคติดโทรศัพท์มือถือ ซึ่งจะทำให้ไม่รุ่งทั้งในเรื่องการงานและชีวิตส่วนตัว
คุณเช็คมือถือในขณะขับรถ
การกระทำที่เสี่ยต่อชีวิตทั้งของคุณเองหรือของผู้อื่น ก็เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณเป็นโรคติดโทรศัพท์มือถือขั้นรุนแรง เพราะนั่นจะทำให้คุณตัดสินใจอะไรได้ช้ากว่าตอนเมาแล้วขับซะอีกนะ แถมยังช้าเป็นสามเท่า เมื่อเปรียบเทียบกับการยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูในขณะขับรถ นี่เป็นการกระทำที่บ่งบอกว่าคุณกลัวจะส่งข้อความไม่ทันมากกว่าจะกลัวตาย
ถ้าคุณมีพฤติกรรมเหล่านี้ แสดงว่าคุณอาจจะอยู่ในกลุ่มที่ ใช้โทรศัพท์มือถือมากเกินไป เพราะฉะนั้นถ้าคุณรู้สึกไม่อยากมีอาการแบบที่กล่าวมา คุณอาจจะลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดู อย่างเช่นการหากิจกรรมอื่นๆทำเพื่อที่จะไม่ต้องโฟกัสโทรศัพท์มือถือมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการออกไปเที่ยวข้างนอก เล่นกีฬา อ่านหนังสือ ดูภาพยนตร์ ไป Hang out กับเพื่อนก็ได้ หรืออาจะปิด Notifications ที่ไม่จำเป็นต่างๆลงไปเพื่อที่จะได้ไม่ต้องหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูบ่อยๆ
ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ในการใช้มือถือ
สำหรับผู้คนโดยส่วนใหญ่แล้ว การควบคุมการใช้สมาร์ทโฟนและอินเตอร์เน็ตน้น ไม่ใช่การเลิกใช้แบบหักดิบ แต่เป็นอะไรที่คล้ายๆ การควบคุมอาหารนั่นแหละ เพราะยังไงๆ คุณก็ยังต้องกินอาหารให้มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่แค่กินให้น้อยลง เพื่อให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นเท่านั้นเอง และนี่คือวิธี…
จัดตารางการใช้โทรศัพท์มือถือ เช่น จัดตารางการใช้โทรศัพท์ในช่วงเวลาที่แน่นอนในแต่ละวัน โดยอาจให้รางวัลตนเองที่จะมีเวลาใช้โทรศัพท์ได้มากขึ้น ถ้าสามารถทำงานบ้านหรืองานอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ปิดโทรศัพท์มือถือ ในช่วงเวลาที่แน่นอนในแต่ละวัน อย่างเช่น เวลาที่คุณขับรถ เข้าประชุม ออกกำลังกาย ทานดินเนอร์ หรือเล่นกับลูกน้อย และไม่ควรนำมือถือเข้าไปใช้ในห้องน้ำด้วย
อย่าใช้มือถือหรือแท็บเล็ตบนเตียงนอน แสงที่ฟ้าที่ออกมาจากหน้าจอโทรศัพท์นั้นอาจรบกวนการนอนหลับของคุณได้ ถ้าคุณใช้มือถือในช่วงก่อนเข้านอนสองชั่วโมง ฉะนั้นก็ปิดมือถือแล้วเสียบสายชาร์ทในอีกห้องหนึ่ง แล้วหยิบหนังสือที่เป็นหนังสือจริงๆ ขึ้นมาอ่านในช่วงก่อนนอนแทน
หากิจกรรมอย่างอื่นทำ ถ้าคุณรู้สึกเบื่อหรือเหงา การข่มความรู้สึกไม่ให้ใช้สมาร์ทโฟนจะกลายเป็นเรื่องยากลำบากได้ ฉะนั้น ก็วางแผนการฆ่าเวลาของคุณเอาไว้ให้ดี ไม่ว่าจะเป็นการนั่งสมาธิ การอ่านหนังสือ หรือการพบปะพูดคุยกับเพื่อนๆ
ลบแอปโซเชียลมีเดียออกจากมือถือ เพื่อจะได้เช็คเฟซบุค ทวิตเตอร์ และยอดไลค์ต่างๆ ได้ทางคอมพิวเตอร์ได้ทางเดียว แล้วอย่าลืมนะว่าสิ่งที่คุณเห็นบนโลกออนไลน์นั้น ไม่ใช่ภาพสะท้อนที่แท้จริงบนโลกแห่งความเป็นจริง ฉะนั้น หยุดนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร หรือเลิกใส่อารมณ์กับเรื่องราวดราม่าบนโลกอินเตอร์เน็ตได้แล้ว
จำกัดการตรวจเช็คมือถือ ถ้าคุณตรวจเช็คอะไรในมือถือทุกๆ สองนาทีอยู่ล่ะก็ เลื่อนเวลาออกไปให้นานขึ้นซะ โดยจำกัดเวลาตัวเองให้ตรวจเช็คได้ทุกๆ 15 นาที จากนั้น ก็เพิ่มเป็นทุกๆ 30 นาที และทุกๆ หนึ่งชั่วโมงในที่สุด
ไม่ต้องกลัวว่าจะพลาดอะไร คุณต้องทำใจยอมรับให้ได้ว่า คุณไม่มีทางที่จะติดตามข่าวเด็ดหรือเรื่องชวนเม้าท์มอยได้ทุกเรื่องหรอกนะ ซึ่งถ้าคุณทำใจยอมรับได้ คุณก็จะเป็นอิสระจากเครื่องมืออิเลคโทรนิคทุกชนิด
ที่มา
https://www.innnews.co.th/lifestyle/news_46612/
https://www.sanook.com/women/117605/
มาลองเช็คดู ว่าคุณใช้โทรศัพท์มากเกินไปหรือเปล่า?
พอรู้แบบนี้แล้วเรามารีบเช็คอาการเหล่านี้กันดีกว่า ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ แสดงว่าคุณอาจจะเข้าข่ายใช้โทรศัพท์มือถือมากเกินไป
ตื่นมาปุ๊ป คว้าโทรศัพท์ก่อนเลย
ใครที่ตื่นนอนมาแล้วต้องจับโทรศัพท์เลยบ้าง? ทุกคนรู้ไหมว่าการที่ตื่นนอนมาแล้วจับโทรศัพท์เลยนั้นจะทำให้เกิดความเครียดและกังวลได้ง่าย เนื่องจากเราจะเห็น Notifications มารัวๆจากทั่วสารทิศ ไม่ว่าจะมาจาก Facebook ,Messenger, Line ,Twiiter หรือE-mailที่ต่างกระหน่ำเข้ามา สิ่งเหล่านี้แหละที่จะกระตุ้นความรู้สึกต่างๆมาให้คุณตั้งแต่เช้าที่ตื่น จากที่จะตื่นนอนขึ้นมาด้วยเช้าอันสดใสก็กลายเป็นว่าสมองของเราต้องมารับข้อมูลมากมายแทน
ถือสมาร์ทโฟนอยู่ในมือตลอดเวลา
ถ้าคุณคือคนที่ถือโทรศัพท์มือถือเหมือนกับเป็นอวัยวะที่มือหรือแขนอีกข้าง และไม่ว่าคุณจะงานยุ่งแค่ไหน แค่เพียงคุณได้ยินเสียงเตือนจากโทรศัพท์เพียงแค่ 0.2 วินาที คุณจะเลิกสนในงานที่กำลังยุ่งอยู่ตรงหน้า แล้วจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่แจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือของตัวเองแทน หากไม่ได้เช็ค คุณจะมีอาการกระวนกระวาย และหมดสมาธิกับอย่างอื่นทันที
รู้สึกว่าโทรศัพท์มือถือของตัวเองนั้นสั่นบ่อย
สมมุติเรานั่งทำนู่นทำนี่ไปเรื่อยเปื่อยแล้วรู้สึกว่าตัวเองหูแว่วหรือนึกว่าโทรศัพท์มือถือของเรานั้นดังหรือสั่น แต่พอไปดูก็ไม่เห็นว่าจะมีใครส่งข้อความอะไรมาเลย กลายเป็นหน้าจอปกติที่ไม่มีอะไรแจ้งเตือน ซึ่งอาการแบบนี้นั้นเขาเรียกว่า Phantom Cellphone Syndrome หรืออาการหลอนว่าโทรศัพท์ดังหรือสั่น อันนี้คืออาการที่ชัดเจนมากๆสำหรับคนที่ใช้โทรศัพท์มากเกินไป
อยู่แต่กับมือถือ ไม่สนใจคนข้างตัว
อันนี้เห็นได้บ่อยมากกับการที่คนเราไม่สนใจคนข้างกาย ขนาดนั่งรถไปด้วยกัน เดินด้วยกัน หรือแม้แต่รับประทานอาหารด้วยกัน แต่ต่างคนต่างสนใจสิ่งที่อยู่ในมือถือ ไม่มีใครคุยกัน ไม่แม้แต่จะมองหน้ากันเลยด้วยซ้ำ พฤติกรรมแบบนี้จะส่งผลให้คุณนั้นยิ่งออกห่างจากคนรอบข้างมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากต่างฝ่ายต่างไม่มีบทสนทนา และไม่มีการสื่อสารอะไรกันเลย เพราะฉะนั้นคุณควรให้ความสำคัญกับคนข้างกาย ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว คนรัก เพื่อน
ถ้าหัวใจของคุณเต้นตูมตามหรือมีเหงื่อออกที่มือ เวลาที่แบตมือถือกำลังจะหมดล่ะก็ ขอให้พึงสังวรณ์ไว้นะว่าคุณกำลังโดนโรคติดโทรศัพท์มือถือเล่นงานเข้าให้แล้วล่ะ เนื่องจากการวิตกกังวลว่าคุณจะไม่สารมารถติดต่อใครได้ ไม่สามารถเช็คอีเมล์ และไม่สามารถตรวจดูความเคลื่อนไหวในสื่อสังคมออนไลน์
การไม่มีสมาธิที่จะทำอะไรได้ถ้าไม่มีสมาร์ทโฟนอยู่ในมือนั้น คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังหมกหมุ่นอยู่กับอะไรแบบไร้สติ ซึ่งควรหาวิธีบำบัดโรคติดโทรศัพท์มือถือได้แล้ว เนื่องจากในโลกใบนี้มีสิ่งที่น่าสนใจอยู่ตั้งมากมาย ถ้าคุณไม่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาสไลด์หน้าจอโทรศัพท์มือถืออยู่
สัญญาณที่ชัดเจนอีกอย่างหนึ่งก็คือ คุณจะรู้สึกระทมทุกข์มากถ้าอยู่ห่างจากโทรศัพท์มือถือ และรู้สึกประสาทเสียเอามากๆ ถ้าไม่สามารถใช้โทรศัพท์มือถือได้ ซึ่งถ้ามีใครมาบอกให้คุณวางมือถือลงในระหว่างดินเนอร์ล่ะก็ คุณอาจมีอารมณ์ฉุนเฉียวขึ้นมาเลยก็ได้
ผลการศึกษาวิจัยพบว่าผู้คน 60 เปอร์เซ็นต์ที่กลับมาจากการไปเที่ยวพักร้อนนั้น มักจะไม่รู้สึกกระปรี้เปร่าหรือเฟรซขึ้น เนื่องจากยังต้องติดต่อเรื่องงานและเช็คอีเมล์อยู่ ซึ่งนี่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนของโรคติดโทรศัพท์มือถือ ซึ่งจะทำให้ไม่รุ่งทั้งในเรื่องการงานและชีวิตส่วนตัว
การกระทำที่เสี่ยต่อชีวิตทั้งของคุณเองหรือของผู้อื่น ก็เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณเป็นโรคติดโทรศัพท์มือถือขั้นรุนแรง เพราะนั่นจะทำให้คุณตัดสินใจอะไรได้ช้ากว่าตอนเมาแล้วขับซะอีกนะ แถมยังช้าเป็นสามเท่า เมื่อเปรียบเทียบกับการยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูในขณะขับรถ นี่เป็นการกระทำที่บ่งบอกว่าคุณกลัวจะส่งข้อความไม่ทันมากกว่าจะกลัวตาย
ถ้าคุณมีพฤติกรรมเหล่านี้ แสดงว่าคุณอาจจะอยู่ในกลุ่มที่ ใช้โทรศัพท์มือถือมากเกินไป เพราะฉะนั้นถ้าคุณรู้สึกไม่อยากมีอาการแบบที่กล่าวมา คุณอาจจะลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดู อย่างเช่นการหากิจกรรมอื่นๆทำเพื่อที่จะไม่ต้องโฟกัสโทรศัพท์มือถือมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการออกไปเที่ยวข้างนอก เล่นกีฬา อ่านหนังสือ ดูภาพยนตร์ ไป Hang out กับเพื่อนก็ได้ หรืออาจะปิด Notifications ที่ไม่จำเป็นต่างๆลงไปเพื่อที่จะได้ไม่ต้องหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูบ่อยๆ
ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ในการใช้มือถือ
สำหรับผู้คนโดยส่วนใหญ่แล้ว การควบคุมการใช้สมาร์ทโฟนและอินเตอร์เน็ตน้น ไม่ใช่การเลิกใช้แบบหักดิบ แต่เป็นอะไรที่คล้ายๆ การควบคุมอาหารนั่นแหละ เพราะยังไงๆ คุณก็ยังต้องกินอาหารให้มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่แค่กินให้น้อยลง เพื่อให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นเท่านั้นเอง และนี่คือวิธี…
ไม่ต้องกลัวว่าจะพลาดอะไร คุณต้องทำใจยอมรับให้ได้ว่า คุณไม่มีทางที่จะติดตามข่าวเด็ดหรือเรื่องชวนเม้าท์มอยได้ทุกเรื่องหรอกนะ ซึ่งถ้าคุณทำใจยอมรับได้ คุณก็จะเป็นอิสระจากเครื่องมืออิเลคโทรนิคทุกชนิด
ที่มา
https://www.innnews.co.th/lifestyle/news_46612/
https://www.sanook.com/women/117605/