คําปรารภ
ของ ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงศึกษาธิการได้ดําเนินการพัฒนา
การศึกษา เพื่อ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สอดคล้อง
กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับ ที่
8 โดยกําหนดเป้าหมายให้เยาวชนและ ประชาชนชาว
ไทยทุกคนมีการศึกษาเฉลี่ย 12 ปี นั่นคือ
นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราจะทําให้คนไทยทุกคนได้มีโอกาส
จบการศึกษาชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือจบระดับ
ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) เป็นอย่างน้อย
มีการจัดการศึกษาทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบ
โรงเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ เด็กและเยาวชนทุกคน
ที่มีอายุตั้งแต่ 3-17 ปี จะต้องเข้าเรียนในระบบ
โรงเรียน
ส่วนผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป จะให้ศึกษา
นอกระบบโรงเรียน โดยกรมการศึกษานอก โรงเรียน
เป็นผู้จัดการสอนในสถานที่ต่าง ๆ เช่น สถาน
ประกอบการ กรมทหาร เรือนจํา องค์การบริหารส่วน
ตําบล และสถานที่อื่น ๆ ที่ ประชาชนต้องการให้ไป
ช่วยจัดการสอนให้ เพื่อให้ผู้เรียนมีการศึกษา ครบ 12
ปี
จากแนวทางในการจัดการศึกษาดังกล่าว กระทรวง
ศึกษาธิการมั่นใจว่าจะสามารถจัดบริการการศึกษาให้เยาวชนและ
ประชาชนทุกเพศทุกวัย อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ ทันต่อการ
เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี รวมทั้ง
ทันต่อสภาวะปัจจุบันและเป็นสากลด้วย
เพื่อให้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเยาวชน
และ ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับนานาอารยประเทศ
ดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการจึงได้กําหนดแนวทางการปฏิรูป
การศึกษา 4 แนวทาง คือ
(1) ปฏิรูปโรงเรียนและสถานศึกษา
(2)ปฏิรูปครูและบุคลากรทางการศึกษา
(3) ปฏิรูปหลักสูตรและ
กระบวนการเรียนการสอน
และ (4) ปฏิรูประบบบริหาร
แนวปฏิบัติของการปฏิรูปการศึกษาที่เป็นรูปธรรมที่
ชัดเจน เพื่อบรรลุจุดหมายสูงสุด ประชาชนมีการศึกษาโดยเฉลี่ย 12 ปี
คือ
นโยบายการเพิ่มนักเรียนเข้าศึกษาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นไป
รวมทั้งเร่งดําเนินการทุกวิถีทางให้เด็กและเยาวชนไทยทุกคนที่มีอายุ
ตั้งแต่ 3-17 ปี มีโอกาสเข้าเรียนในระบบโรงเรียน
ให้กรมการศึกษานอกโรงเรียนและกรมอื่น ๆ ที่มีการสอนนอกระบบ สนับสนุนและ
รณรงค์ให้ประชาชนที่มีอายุเกิน 18 ปีขึ้นไป มีโอกาสรับการศึกษา 12
ปี
และเป้าหมายความสําเร็จ คือ การศึกษาไทยเป็นเลิศในปี 2550
เมื่อประชาชนไทยทุกคนมีการศึกษาโดยเฉลี่ย 12 ปี
แทนที่จะ มีการศึกษาโดยเฉลี่ยเพียง 5.3 ปีอย่างในปัจจุบัน(2538)
คุณภาพของ คนไทยก็จะสูงขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีผลผลิตเพิ่มขึ้น
อยู่ในสังคม ได้อย่างเสมอภาค มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน เกิดความ
สามัคคี ปัญหาสังคมก็จะลดน้อยลง มีความสงบ เศรษฐกิจจะเจริญ
ยั่งยืน การเมืองจะมั่นคง และบ้านเมืองจะอยู่อย่างสันติสุขตลอดไป
จากแนวทางในการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าว
ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการจัดการศึกษา
เป็น อย่างมาก
เป็นต้นว่า เกิดความร่วมมือในการปฏิบัติงานทั้ง
ส่วน ราชการและประชาชนทุกระดับ จํานวนนักเรียนเพิ่มขึ้น
การพัฒนาการศึกษาเพื่อปรับปรุงหลักสูตร
การเรียนการ สอนให้เป็นสากลมากขึ้น
บุคลากรในสังกัดได้รับการดูแลช่วยเหลือ ด้านสวัสดิการมากขึ้น โรงเรียน และ
สถานศึกษาได้รับการเอาใจใส่ และพัฒนามากขึ้น นักเรียนได้
พัฒนาการเรียนรู้อย่างกว้างขวางและ ทันสมัย รวมทั้งการ
พัฒนาด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมเป็นไป อย่างกว้างขวาง
ยิ่งขึ้น
180 วันในกระทรวงศึกษาธิการ จึงเป็นช่วงระยะเวลาที่น่า
ประทับใจ และน่าระลึกถึงในความร่วมมือและร่วมแรงร่วมใจ
ของ ผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ
ทุกคน ที่ได้ร่วมกันดําเนินงาน จนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่า
ภูมิใจขึ้นใน กระทรวงศึกษาธิการของเรา
หวังว่าเอกสารฉบับนี้คงจะเป็นความภูมิใจร่วมกันและจะ เป็น
พันธสัญญาว่า เราจะร่วมกัน ปฏิรูปการศึกษาเพื่อทําให้การ
ศึกษาไทยเป็นเลิศในปี 2550
คำปรารภของคุณพ่อสุขวิช รังสิตพล : ในหนังสือ 180 วัน กระทรวงศึกษาธิการ หลังจากเริ่มใช้แผนพัฒนาฯ 8
ของ ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงศึกษาธิการได้ดําเนินการพัฒนา
การศึกษา เพื่อ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สอดคล้อง
กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับ ที่
8 โดยกําหนดเป้าหมายให้เยาวชนและ ประชาชนชาว
ไทยทุกคนมีการศึกษาเฉลี่ย 12 ปี นั่นคือ
นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราจะทําให้คนไทยทุกคนได้มีโอกาส
จบการศึกษาชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือจบระดับ
ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) เป็นอย่างน้อย
มีการจัดการศึกษาทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบ
โรงเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ เด็กและเยาวชนทุกคน
ที่มีอายุตั้งแต่ 3-17 ปี จะต้องเข้าเรียนในระบบ
โรงเรียน
ส่วนผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป จะให้ศึกษา
นอกระบบโรงเรียน โดยกรมการศึกษานอก โรงเรียน
เป็นผู้จัดการสอนในสถานที่ต่าง ๆ เช่น สถาน
ประกอบการ กรมทหาร เรือนจํา องค์การบริหารส่วน
ตําบล และสถานที่อื่น ๆ ที่ ประชาชนต้องการให้ไป
ช่วยจัดการสอนให้ เพื่อให้ผู้เรียนมีการศึกษา ครบ 12
ปี
จากแนวทางในการจัดการศึกษาดังกล่าว กระทรวง
ศึกษาธิการมั่นใจว่าจะสามารถจัดบริการการศึกษาให้เยาวชนและ
ประชาชนทุกเพศทุกวัย อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ ทันต่อการ
เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี รวมทั้ง
ทันต่อสภาวะปัจจุบันและเป็นสากลด้วย
เพื่อให้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเยาวชน
และ ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับนานาอารยประเทศ
ดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการจึงได้กําหนดแนวทางการปฏิรูป
การศึกษา 4 แนวทาง คือ
(1) ปฏิรูปโรงเรียนและสถานศึกษา
(2)ปฏิรูปครูและบุคลากรทางการศึกษา
(3) ปฏิรูปหลักสูตรและ
กระบวนการเรียนการสอน
และ (4) ปฏิรูประบบบริหาร
แนวปฏิบัติของการปฏิรูปการศึกษาที่เป็นรูปธรรมที่
ชัดเจน เพื่อบรรลุจุดหมายสูงสุด ประชาชนมีการศึกษาโดยเฉลี่ย 12 ปี
คือ
นโยบายการเพิ่มนักเรียนเข้าศึกษาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นไป
รวมทั้งเร่งดําเนินการทุกวิถีทางให้เด็กและเยาวชนไทยทุกคนที่มีอายุ
ตั้งแต่ 3-17 ปี มีโอกาสเข้าเรียนในระบบโรงเรียน
ให้กรมการศึกษานอกโรงเรียนและกรมอื่น ๆ ที่มีการสอนนอกระบบ สนับสนุนและ
รณรงค์ให้ประชาชนที่มีอายุเกิน 18 ปีขึ้นไป มีโอกาสรับการศึกษา 12
ปี
และเป้าหมายความสําเร็จ คือ การศึกษาไทยเป็นเลิศในปี 2550
เมื่อประชาชนไทยทุกคนมีการศึกษาโดยเฉลี่ย 12 ปี
แทนที่จะ มีการศึกษาโดยเฉลี่ยเพียง 5.3 ปีอย่างในปัจจุบัน(2538)
คุณภาพของ คนไทยก็จะสูงขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีผลผลิตเพิ่มขึ้น
อยู่ในสังคม ได้อย่างเสมอภาค มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน เกิดความ
สามัคคี ปัญหาสังคมก็จะลดน้อยลง มีความสงบ เศรษฐกิจจะเจริญ
ยั่งยืน การเมืองจะมั่นคง และบ้านเมืองจะอยู่อย่างสันติสุขตลอดไป
จากแนวทางในการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าว
ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการจัดการศึกษา
เป็น อย่างมาก
เป็นต้นว่า เกิดความร่วมมือในการปฏิบัติงานทั้ง
ส่วน ราชการและประชาชนทุกระดับ จํานวนนักเรียนเพิ่มขึ้น
การพัฒนาการศึกษาเพื่อปรับปรุงหลักสูตร
การเรียนการ สอนให้เป็นสากลมากขึ้น
บุคลากรในสังกัดได้รับการดูแลช่วยเหลือ ด้านสวัสดิการมากขึ้น โรงเรียน และ
สถานศึกษาได้รับการเอาใจใส่ และพัฒนามากขึ้น นักเรียนได้
พัฒนาการเรียนรู้อย่างกว้างขวางและ ทันสมัย รวมทั้งการ
พัฒนาด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมเป็นไป อย่างกว้างขวาง
ยิ่งขึ้น
180 วันในกระทรวงศึกษาธิการ จึงเป็นช่วงระยะเวลาที่น่า
ประทับใจ และน่าระลึกถึงในความร่วมมือและร่วมแรงร่วมใจ
ของ ผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ
ทุกคน ที่ได้ร่วมกันดําเนินงาน จนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่า
ภูมิใจขึ้นใน กระทรวงศึกษาธิการของเรา
หวังว่าเอกสารฉบับนี้คงจะเป็นความภูมิใจร่วมกันและจะ เป็น
พันธสัญญาว่า เราจะร่วมกัน ปฏิรูปการศึกษาเพื่อทําให้การ
ศึกษาไทยเป็นเลิศในปี 2550