รายงานกรมพลศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
ผลงานระหว่าง พฤศจิกายน 2539 – 8 พฤษภาคม 2540 (180 วัน)
ยุคการอภิวัฒน์การศึกษาไทย พ.ศ. 2538
ภายใต้การนำของ
ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล
ด้วยแนวทางการปฏิรูปการศึกษา 4 แนวทาง
โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์
กรมพลศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เป็นหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อน “การอภิวัฒน์การศึกษาไทย พ.ศ. 2538” ภายใต้แนวคิดการปฏิรูปการศึกษาเชิงบูรณาการของ สุขวิช รังสิตพล โดยมีภารกิจในการพัฒนาการศึกษา กีฬา สุขภาพพลานามัย และคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทย ผ่านวิทยาลัยพลศึกษา 17 แห่ง และโรงเรียนกีฬา 4 แห่งทั่วประเทศ
การดำเนินงานตลอดระยะเวลา 180 วัน ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2539 ถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2540 เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา 4 ด้าน ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ที่มุ่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างสมดุล ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา คุณธรรม และศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
1. การปฏิรูปโรงเรียนและสถานศึกษา
กรมพลศึกษาได้ดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาวิทยาลัยพลศึกษาและโรงเรียนกีฬาให้เป็นสถานศึกษาสมัยใหม่และเป็นศูนย์กลางสุขภาพของชุมชน โดยดำเนินการดังนี้
ปรับปรุงอาคารเรียน อาคารประกอบ และภูมิทัศน์ของสถานศึกษาให้สวยงาม ร่มรื่น และใช้ประโยชน์ได้สูงสุด
พัฒนาสวนสุขภาพ สระน้ำธรรมชาติ ซุ้มพักผ่อน และสถานที่ออกกำลังกาย เพื่อเปิดให้ประชาชนทั่วไปใช้ประโยชน์ร่วมกัน
แก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างถาวร ด้วยการสร้างเขื่อน คันดิน รางระบายน้ำ และระบบบริหารจัดการน้ำ
จัดหาน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคบริโภคอย่างทั่วถึง
จัดตั้งห้องปฏิบัติการทางภาษาและห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ เพื่อรองรับการศึกษายุคใหม่
พัฒนาค่ายลูกเสือให้เป็นศูนย์อเนกประสงค์และศูนย์ฝึกอบรม
แนวทางดังกล่าวสะท้อนหลักปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ที่มุ่ง “พัฒนาสถานศึกษาให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน”
2. การปฏิรูปครูและบุคลากร
กรมพลศึกษาให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา โดยเชื่อว่าการพัฒนาคนคือหัวใจของการปฏิรูปประเทศ
มาตรการสำคัญ ได้แก่
จัดอบรมการทำผลงานทางวิชาการ เพื่อส่งเสริมการเลื่อนตำแหน่งและสร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากร
พัฒนาความรู้ด้านวิชาการกีฬา สุขภาพพลานามัย และวิชาชีพสมัยใหม่
ส่งเสริมเครือข่ายวิชาการกีฬาในระดับภูมิภาค
พัฒนาบุคลากรให้เป็นผู้ตัดสินและผู้ฝึกสอนกีฬาระดับประเทศและนานาชาติ
จ้างผู้เชี่ยวชาญด้านกีฬาจากต่างประเทศ เช่น
อาร์เมเนีย
สหรัฐอเมริกา
ญี่ปุ่น
เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และยกระดับมาตรฐานกีฬาไทยสู่ระดับสากล
3. การปฏิรูประบบบริหารการศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการได้ปรับระบบบริหารงานของกรมพลศึกษาให้มีความคล่องตัวและสอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่นมากขึ้น โดย
กระจายอำนาจการบริหารไปยังศูนย์พลศึกษาและกีฬาจังหวัด
เปิดโอกาสให้หน่วยงานในพื้นที่สามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาของตนเอง
อนุญาตให้จ้างผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการในท้องถิ่นเข้ามาร่วมสอนในวิทยาลัยพลศึกษาและโรงเรียนกีฬา
แนวทางดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นของการบริหารการศึกษาแบบกระจายอำนาจ ที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการพัฒนาการศึกษาไทย
4. การปฏิรูปหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน
กรมพลศึกษาได้ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัย สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และความต้องการของท้องถิ่น โดย
ปรับปรุงหลักสูตรด้านกีฬา สุขศึกษา และวิชาชีพ
พัฒนาหลักสูตรที่เชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับการประกอบอาชีพ
จัดระบบประเมินผลโครงการเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง
ขยายโอกาสทางการศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สำหรับนักเรียนที่จบมัธยมศึกษาตอนต้น
แนวทางนี้สอดคล้องกับเป้าหมายของการศึกษาต่อเนื่อง 15 ปี เพื่อให้เยาวชนไทยทุกคนเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม
กีฬาเพื่อพัฒนาสังคมและต่อต้านยาเสพติด
นอกจากการปฏิรูปการศึกษา 4 ด้านแล้ว กรมพลศึกษายังใช้กีฬาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาสังคมและป้องกันปัญหายาเสพติด โดย
เปิดสนามกีฬาและสถานที่ออกกำลังกายให้เด็ก เยาวชน และประชาชนเข้าใช้บริการ
สนับสนุนการแข่งขันกีฬาในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ
จัดโครงการกีฬาหมู่บ้านเพื่อส่งเสริมสุขภาพประชาชน
เปิดโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาสและผู้พิการเข้าร่วมกิจกรรมกีฬา
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนหลัก “กีฬาเพื่อการพัฒนาคนและสังคม” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ที่มุ่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ควบคู่กับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย
บทสรุป
ผลงานของกรมพลศึกษาในช่วง พฤศจิกายน 2539 – 8 พฤษภาคม 2540 เป็นตัวอย่างสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาไทยเชิงบูรณาการ ภายใต้การนำของ สุขวิช รังสิตพล ที่มุ่งพัฒนาคนทั้งด้านการศึกษา กีฬา สุขภาพ คุณธรรม และศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
แนวทางดังกล่าวสะท้อนปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ซึ่งให้ความสำคัญกับ “การพัฒนาคน” เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาชาติ และวางรากฐานสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยในระยะยาว
เอกสารอ้างอิง
180 วัน ในกระทรวงศึกษาธิการของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ พฤศจิกายน 2539- 8 พฤษภาคม 2540
https://books.google.co.th/books/about/180_%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99_%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7.html?id=aL3KoAEACAAJ&redir_esc=y
ผลคือ 8พฤษภาคม2540 สามารถให้บริการทางการศึกษา 15 ปี มีคุณภาพ ใกล้บ้าน เด็กและเยาวชนอายุ 3-17 ปีในระบบการศึกษาเพิ่มจาก 12.33 ล้านคน เป็น 16.68 ล้านคน
เด็กจากครอบครัวยากจนกว่า 4.35 ล้านคน ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์การจัดบริการการศึกษาของประเทศไทย
พร้อมอาหาร 1มื้อ รถรับ-ส่งหรือค่ารถ อยู่ประจำได้อาหาร 3มื้อ ทกคนได้เครื่องแบบครบชุดทุกชุด ( ชุดนักเรียน, ชุดพละ, ชุดลูกเสือและเนตรนารีหรือยุวกาชาด) อุปกรณ์การเรียนครบครัน เพื่อป้องกันเด็กจากครอบครัวยากจนหลุดจากระบบการศึกษาของประเทศไทย อย่างในปัจจุบัน 2569
ต่อมา 11 ตุลาคม 2540 รัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 43 รับรองสิทธิ์ขั้นต่ำ 12 ปี
มาตรา 53 และ 80 รองรับสิทธิเด็ก
มาตรา 81 สั่งให้รัฐไทย จัดทำพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ประกอบรัฐธรรมนูญ 2540 ตามบัญญัติในมาตรา 81
รายงานกรมพลศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ผลงานระหว่าง พฤศจิกายน 2539 – 8 พฤษภาคม 2540 (180 วัน)
ผลงานระหว่าง พฤศจิกายน 2539 – 8 พฤษภาคม 2540 (180 วัน)
ยุคการอภิวัฒน์การศึกษาไทย พ.ศ. 2538
ภายใต้การนำของ
ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล
ด้วยแนวทางการปฏิรูปการศึกษา 4 แนวทาง
โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์
กรมพลศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เป็นหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อน “การอภิวัฒน์การศึกษาไทย พ.ศ. 2538” ภายใต้แนวคิดการปฏิรูปการศึกษาเชิงบูรณาการของ สุขวิช รังสิตพล โดยมีภารกิจในการพัฒนาการศึกษา กีฬา สุขภาพพลานามัย และคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทย ผ่านวิทยาลัยพลศึกษา 17 แห่ง และโรงเรียนกีฬา 4 แห่งทั่วประเทศ
การดำเนินงานตลอดระยะเวลา 180 วัน ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2539 ถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2540 เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา 4 ด้าน ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ที่มุ่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างสมดุล ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา คุณธรรม และศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
1. การปฏิรูปโรงเรียนและสถานศึกษา
กรมพลศึกษาได้ดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาวิทยาลัยพลศึกษาและโรงเรียนกีฬาให้เป็นสถานศึกษาสมัยใหม่และเป็นศูนย์กลางสุขภาพของชุมชน โดยดำเนินการดังนี้
ปรับปรุงอาคารเรียน อาคารประกอบ และภูมิทัศน์ของสถานศึกษาให้สวยงาม ร่มรื่น และใช้ประโยชน์ได้สูงสุด
พัฒนาสวนสุขภาพ สระน้ำธรรมชาติ ซุ้มพักผ่อน และสถานที่ออกกำลังกาย เพื่อเปิดให้ประชาชนทั่วไปใช้ประโยชน์ร่วมกัน
แก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างถาวร ด้วยการสร้างเขื่อน คันดิน รางระบายน้ำ และระบบบริหารจัดการน้ำ
จัดหาน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคบริโภคอย่างทั่วถึง
จัดตั้งห้องปฏิบัติการทางภาษาและห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ เพื่อรองรับการศึกษายุคใหม่
พัฒนาค่ายลูกเสือให้เป็นศูนย์อเนกประสงค์และศูนย์ฝึกอบรม
แนวทางดังกล่าวสะท้อนหลักปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ที่มุ่ง “พัฒนาสถานศึกษาให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน”
2. การปฏิรูปครูและบุคลากร
กรมพลศึกษาให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา โดยเชื่อว่าการพัฒนาคนคือหัวใจของการปฏิรูปประเทศ
มาตรการสำคัญ ได้แก่
จัดอบรมการทำผลงานทางวิชาการ เพื่อส่งเสริมการเลื่อนตำแหน่งและสร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากร
พัฒนาความรู้ด้านวิชาการกีฬา สุขภาพพลานามัย และวิชาชีพสมัยใหม่
ส่งเสริมเครือข่ายวิชาการกีฬาในระดับภูมิภาค
พัฒนาบุคลากรให้เป็นผู้ตัดสินและผู้ฝึกสอนกีฬาระดับประเทศและนานาชาติ
จ้างผู้เชี่ยวชาญด้านกีฬาจากต่างประเทศ เช่น
อาร์เมเนีย
สหรัฐอเมริกา
ญี่ปุ่น
เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และยกระดับมาตรฐานกีฬาไทยสู่ระดับสากล
3. การปฏิรูประบบบริหารการศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการได้ปรับระบบบริหารงานของกรมพลศึกษาให้มีความคล่องตัวและสอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่นมากขึ้น โดย
กระจายอำนาจการบริหารไปยังศูนย์พลศึกษาและกีฬาจังหวัด
เปิดโอกาสให้หน่วยงานในพื้นที่สามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาของตนเอง
อนุญาตให้จ้างผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการในท้องถิ่นเข้ามาร่วมสอนในวิทยาลัยพลศึกษาและโรงเรียนกีฬา
แนวทางดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นของการบริหารการศึกษาแบบกระจายอำนาจ ที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการพัฒนาการศึกษาไทย
4. การปฏิรูปหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน
กรมพลศึกษาได้ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัย สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และความต้องการของท้องถิ่น โดย
ปรับปรุงหลักสูตรด้านกีฬา สุขศึกษา และวิชาชีพ
พัฒนาหลักสูตรที่เชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับการประกอบอาชีพ
จัดระบบประเมินผลโครงการเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง
ขยายโอกาสทางการศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สำหรับนักเรียนที่จบมัธยมศึกษาตอนต้น
แนวทางนี้สอดคล้องกับเป้าหมายของการศึกษาต่อเนื่อง 15 ปี เพื่อให้เยาวชนไทยทุกคนเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม
กีฬาเพื่อพัฒนาสังคมและต่อต้านยาเสพติด
นอกจากการปฏิรูปการศึกษา 4 ด้านแล้ว กรมพลศึกษายังใช้กีฬาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาสังคมและป้องกันปัญหายาเสพติด โดย
เปิดสนามกีฬาและสถานที่ออกกำลังกายให้เด็ก เยาวชน และประชาชนเข้าใช้บริการ
สนับสนุนการแข่งขันกีฬาในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ
จัดโครงการกีฬาหมู่บ้านเพื่อส่งเสริมสุขภาพประชาชน
เปิดโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาสและผู้พิการเข้าร่วมกิจกรรมกีฬา
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนหลัก “กีฬาเพื่อการพัฒนาคนและสังคม” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ที่มุ่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ควบคู่กับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย
บทสรุป
ผลงานของกรมพลศึกษาในช่วง พฤศจิกายน 2539 – 8 พฤษภาคม 2540 เป็นตัวอย่างสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาไทยเชิงบูรณาการ ภายใต้การนำของ สุขวิช รังสิตพล ที่มุ่งพัฒนาคนทั้งด้านการศึกษา กีฬา สุขภาพ คุณธรรม และศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
แนวทางดังกล่าวสะท้อนปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ซึ่งให้ความสำคัญกับ “การพัฒนาคน” เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาชาติ และวางรากฐานสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยในระยะยาว
เอกสารอ้างอิง
180 วัน ในกระทรวงศึกษาธิการของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ พฤศจิกายน 2539- 8 พฤษภาคม 2540
https://books.google.co.th/books/about/180_%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99_%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7.html?id=aL3KoAEACAAJ&redir_esc=y
ผลคือ 8พฤษภาคม2540 สามารถให้บริการทางการศึกษา 15 ปี มีคุณภาพ ใกล้บ้าน เด็กและเยาวชนอายุ 3-17 ปีในระบบการศึกษาเพิ่มจาก 12.33 ล้านคน เป็น 16.68 ล้านคน
เด็กจากครอบครัวยากจนกว่า 4.35 ล้านคน ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์การจัดบริการการศึกษาของประเทศไทย
พร้อมอาหาร 1มื้อ รถรับ-ส่งหรือค่ารถ อยู่ประจำได้อาหาร 3มื้อ ทกคนได้เครื่องแบบครบชุดทุกชุด ( ชุดนักเรียน, ชุดพละ, ชุดลูกเสือและเนตรนารีหรือยุวกาชาด) อุปกรณ์การเรียนครบครัน เพื่อป้องกันเด็กจากครอบครัวยากจนหลุดจากระบบการศึกษาของประเทศไทย อย่างในปัจจุบัน 2569
ต่อมา 11 ตุลาคม 2540 รัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 43 รับรองสิทธิ์ขั้นต่ำ 12 ปี
มาตรา 53 และ 80 รองรับสิทธิเด็ก
มาตรา 81 สั่งให้รัฐไทย จัดทำพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ประกอบรัฐธรรมนูญ 2540 ตามบัญญัติในมาตรา 81