ปัญญาทางธรรมของเรา

ปัญญาของเราคือการรู้แจ้งเห็นจริงมองสรรพสัตว์ที่เต็มไปด้วยกิเลสราคะตัณหา สิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจคนให้หลงใหลของคนให้เวียนว่ายตายเกิดคือกิเลสราคะตัณหา โดยเฉพาะกามคุณที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นบุรุษ สตรี โดยมีขันธ์5ในการดำรงชีวิต หูจมูกตาลิ้นกายสัมผัส
มองแล้วเกิดชอบ สัมผัสแล้วติดใจบ่อให้เกิดกามคุณ
ไม่ชอบก็เปลี่ยนคู่นอกใจนอกกายผิดศีลธรรม
ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต (เรางดทานเนื้อมาสักระยะใหญ่แล้ว)
ไม่เบียดเบียนเขาให้มีเมตตาจิตแทนเถอะ
เราทุกๆคนเคยเกิดเป็นสัตว์ เราเวียนว่ายตายเกิดมานับล้านๆอสงคขัยกัปป สัตว์ผู้นี้หมดบุญก็จะเป็นเทวดาละเป็นมนุษย์ ทุกๆอย่างเป็นสิ่งไม่เที่ยง มีเกิดและดับไปในที่สุด
ดับและเกิด เกิดแล้วดับ กรณีที่ยังไม่นิพพาน
ถ้านิพพานคือดับ ดับคือไม่เกิดอีก
เราจะยึดมั่นถือมั่นสิ่งของเงินทองชื่อเสียงลาภยศคนรักล้วนแต่เป็นของในโลกใบนี้ที่ไม่ของเราเป็นปัจจัย4ที่มนุษย์สร้างขึ้น ภพหน้ามีแต่บาปบุญที่ติดตัวไป อริยสัจ4กับมรรคมีองค์8คือหนทางการไปนิพพาน และการอานาปานสติเรากำลังจะปฏิบัติอยู่ ภาวนาไม่บ่อยแต่ภาวนาจะเกิดฌาณก็มี
ละลึกชาติได้นี่ไม่แน่ใจว่าภาวนาได้เหมือนสมาธิรึเปล่า
...........
ถ้าเรายังไม่ละกิเลสกามคุณรักโลภโกรธหลง
เป็นผู้มักโกรธ
หลงในอำนาจชื่อเสียงเงินทอง นู่นเลยอบายภูมิสัตว์นรก
เปรตอสุรกาย
ผิดศีลก็ต้องชดใช้กรรมทำความดีเข้าสู้รู้ผิดอะไรก็กลับตัวกลับใจบุคคลนี้จึงเป็นคนที่น่ายกย่อง ต้นคดปลายตรง
ทำให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิด3ภพ สภาวะพวกนี้ไม่หมดไป
ก็จะไม่ถึงพระนิพพานเพราะว่านิพพานคือไม่คิดละแล้วเลิกแล้วไม่กลับมาเกิดแล้ว อยากได้คำตอบแบบไหนอีกคุณเราไม่อยากจะพิมพ์แล้วเดี่ยวจะยาว 
ปัญญาของเราคือ รู้หนทางการพ้นทุกข์
และกรรมจากกระทำนั้นส่งผลให้ไปอบายไหน
และกว่าจะหมดกรรมตรงนั้นเศษกรรมตามเราไปอีก
ไม่มีไครหนีกรรมพ้น จึงต้องตื่นรู้ให้มากที่สุด
นี่คือการบอกเฉยๆ ไม่ได้มีเจตนาจะอวดแต่อย่างใด
บนโลกใบนี้ความคิดปัญญาแต่คนไม่เหมือนกัน
บางคนรู้แจ้งเร็ว บางคนรู้แจ้งช้า
หลงผิดนิดนิดเดียวก็ยาวนานหลายกัลปป
เราเห็นว่านรกทุกข์ทรมาณเกินไป การคิดได้ก็สายเกินไปแล้ว ดั่งคำรู้งี้ตอนเป็นมนุษย์ไม่น่าทำเลย
เกิดบนสวรรค์ สบายสบายจนใข้ชีวิตไปวันๆ มันไม่ถาวร หมดแล้วก็มาจุติอีก สวรรค์นี่ยาวนานมากมนุษย์ตายเกิดตายเป็นล้านอสงขัยสวรรค์นี้ใช้เวลาไม่กี่วันกี่เดือนกี่ปีเองมั่ง
สบายจนนี่ละภพเรา พอมาเกิดอีกในโลกมนุษย์ก็ลืมหมดละตามกระแสโลก อะชาติต่อมาตกนรก ก็เวียน3ภพเพราะหลงผิดไม่รู้แจ้ง คนที่แจ้งคือคนที่ปฏิบัติสร้างบารมีมา เรื่อยๆ สะสมไปภาวนาไปนิพพานๆจะบรรลุเองแหละ
ภพที่สร้างคุณงามความดีได้คือภพมนุษย์ เวบาทำอะไรดีๆเทวดาก็อนุโมทนาบุญเพราะภพนั้นทำไม่ได้ ภพทนุษย์จึงเป็นทางเลือกส่วนใหญ่บุคคลที่ไม่หลุดพ้นก็จะอยากกเกิดเป็นเทวดาขอให้ไม่ตกนรกและได้เกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง ส่วนตัวเรามุ่งหวังไปนิพพานคือเราไม่อยากเวียน3ภพแล้ว ซึ่งบุคคลอื่นยังเข้าไม่ถึงเรา ความคิดของเราคือหลุดแล้ว เรารู้ต้นตอของเหตุสังสารวัฏนี้ เป็นบ่อให้เกิดการเวียนว่าย ต้องการหาหนทางหลุดพ้น โลกนี้มองคนก็จะมีจิตเดิมคือสินัยแต่ละชาติบุคคลนั้นตามมา มองจากปัญญาน่ะส่วนคนที่ปฏิบัติก็นั้นละจิตเดิมของเขา รู้แจ้งก็หลุดพ้นละ ปฏิบัติให้เกิดผลคือหลุดพ้นจริงๆ
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 4
ศาสนาพุทธเป็นศาสนาของคนส่วนน้อย น้อยคนที่จะเห็นธรรมด้วยตัวเอง
เราแก้ไขคนอื่นไม่ได้ ทำใจเป็นอุเบกขา มองโลกว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง
มนุษย์ทั่วไปมีอวิชชาเช่นนั้นเอง เป็นเรื่องธรรมชาติปกติของโลกนี้
ใครไม่สนก็ปล่อยพวกเขาไป เราช่วยพวกเขาไม่ได้ เลือกช่วยเฉพาะคนที่ช่วยได้

รู้สึกถึงมานะ (ความถือตัว) ที่ออกมาจากข้อความของคุณ
ภายนอกเหมือนนำธรรมที่เห็นมาบอกคนอื่น อยากให้คนอื่นรับรู้ตาม
แต่ลึกๆ แฝงความถือว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่น เธอไม่รู้ธรรม ฉันรู้ธรรมนะยะ
ฉันอยากช่วยให้เธอขึ้นมาเท่าฉัน ฉันจึงนำธรรมมาเล่าให้เธอ ทำนองนี้
เป็นการถือตัวที่แฝงมากับความเมตตา ถ้าแยกไม่ออกอาจนึกว่าเป็นความเมตตาทั้งหมด

ตรงนี้ไม่น่าห่วงอะไร ตราบใดที่ไม่ใช่อรหันต์ก็ยังมีมานะอยู่
การนำธรรมมาเล่าให้ฟังเป็นเรื่องดี คนอื่นได้รู้ธรรม ตัวเองได้ทวนธรรม
เพียงแต่เมื่อใดรู้สึกอึดอัดใจ ฉันพยายามช่วยคนอื่น แต่ทำไมคนอื่นไม่สนใจฉันเลยนะ
แม่ไม่สน เพื่อนไม่ฟัง ให้รู้ว่าที่คุณอึดอัดใจเป็นเพราะมานะของคุณเอง
วิธีแก้คือทำใจเป็นอุเบกขา โลกมันเป็นเช่นนั้นเอง
เพี้ยนเจอเก้ง
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่