JJNY : ภาคธุรกิจหวั่น’สุญญากาศการเมือง’│ป.ป.ช.เผย “พิธา” เคยยื่นแล้ว│“โรม-วิโรจน์”แท็คทีมปราบทุจริต│ส.อ.ท.ห่วงยอดขายรถ

ภาคธุรกิจหวั่น’สุญญากาศการเมือง’กระชากศก.ดิ่ง จี้ตั้งรัฐบาลใหม่ หนุนลดค่าไฟ-ขึ้นค่าแรงบางจว.
https://www.matichon.co.th/economy/news_4020072
 
 
ธุรกิจหวั่น’สุญญากาศการเมือง’กระชากศก.ดิ่ง จี้ตั้งรัฐบาลใหม่ หนุนลดค่าไฟ ขึ้นค่าแรงบางจว.
 
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน นายศานิต อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ว่ายังไม่น่าเป็นห่วง เชื่อว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่อาจจะล่าช้าไปบ้างเล็กน้อย ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศมีสุญญากาศบ้างในระยะเวลาสั้น ช่วงรอรัฐบาลใหม่ เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบันที่รักษาการจะไม่มีมาตรการหรือผลักดันการดำเนินการใดๆออกมาในช่วงนี้

“เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต้องเร่งจัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็ว ยิ่งเร็วเท่าไหร่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจเร็วเท่านั้น เพราะตอนนี้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้สถานการณ์การเมืองนำเศรษฐกิจ “ นายศานิตกล่าว
 
นายศานิตกล่าวว่า รัฐบาลชุดใหม่เมื่อเข้ามาบริหารประเทศแล้ว ต้องเร่งเดินหน้านโยบายต่างๆ โดยเฉพาะค่าแรงและค่าไฟมีส่วนสำคัญทั้งคู่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยส่วนตัวมองว่าควรจะปรับขึ้นค่าแรง ลดค่าไฟลง และต้องทำไปพร้อมๆกัน โดยการปรับขึ้นค่าแรง 450 บาทต้องทำหลายรูปแบบและปรับบางพื้นที่ เช่น กรุงเทพฯและปริมณฑล ภูเก็ต ชลบุรีปรับ 450 บาท ส่วนจังหวัดอื่นปรับ 400 บาท หรือบางจังหวัดอาจจะยังไม่ปรับขึ้นก็ได้ เป็นต้น
 
นายวิทย์ กุลธนวิภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แคปปิตอล วัน เรียลเอสเตท จำกัด และ เคลเลอร์ วิลเลี่ยม ไทยแลนด์ บริษัทตัวแทนขายและที่ปรึกษาการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย กล่าวว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่หากมีความไม่แน่นอนหรือเป็นสุญญากาศทางการเมือง ซึ่งจะมีความต่อเนื่องไปถึงนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงรอการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จะมีผลกระทบค่อนข้างสูงต่อการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย เพราะเกี่ยวกับความมั่นใจของผู้ที่จะตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย รวมทั้งชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน ไม่ว่าพรรคไหนได้จัดตั้งรัฐบาล ขอให้มีเสถียรภาพและกำหนดแนวทางที่ชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคนซื้อและต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

ไม่ว่าขั้วไหนจะเป็นรัฐบาลก็ตาม ผมเชื่อว่าคงไม่มีผลกระทบเยอะมาก แต่อาจจะมีผลกระทบจากที่หาเสียงไว้กระทบเล็กน้อย เช่น ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 450 บาทต่อวัน โดยมองว่าเป็นปัจจัยบวกมากกว่า เพราะเป็นการขยับขึ้นของรายได้ถึง 20% แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นก็ตาม รวมถึงขอให้ดูเรื่องอัตราดอกเบี้ยให้พยายามขึ้นในระดับที่เหมาะสม ไม่สูงจนเกินไปหรือหามาตรการตรึงดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน 3 ปีแรกจากภาครัฐ เพราะมีผลต่อกำลังซื้ออสังหาเหมือนกันหรือหานโยบายใหม่ๆมากระตุ้นธุรกิจอสังหาได้ก็ดี” นายวิทย์กล่าว
 
นายวิทย์กล่าวว่า สำหรับนโยบายบ้านตั้งตัวที่รัฐบาลจะช่วยค่าผ่อนบ้าน สำหรับผู้ซื้อบ้านใหม่หลังแรกราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ถือเป็นนโยบายที่ดี แต่ต้องพิจารณาและระมัดระวังเรื่องแหล่งที่มาของเงิน ที่จะนำมาใช้ในโครงการดังกล่าว
 
ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ปรับตัวดีขึ้น เริ่มฟื้นตัวทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยลูกค้าต่างประเทศทั้งโซนยุโรปและอเมริกามามากขึ้นหลังที่โควิดคลี่คลาย แต่ตลาดในประเทศ ปัญหาหลักที่เป็นอยู่ คือ ความสามารถการซื้อและการผ่อนชำระต่ำ คนมีรายได้ต่ำกว่ารายจ่ายเกินไป เพราะมีภาระหนี้สิน โดยเฉพาะตลาดระดับราคา 2-3 ล้านบาทที่เข้าถึงสินเชื่อยาก ถูกปฎิเสธสินเชื่อสูง  ซึ่งกลุ่มนี้มีส่วนแบ่งตลาดถึง 40% อีกทั้งยังมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย มีผลต่อค่างวดผ่อนสูงขึ้นอีก” นายวิทย์กล่าว
 
นายสาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายระบบหลังคา”ตราเพชร”กล่าวว่า อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างและอสังหาฯมีความกังวลต่อนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 450 บาท เพราะเป็นภาคอุตสาหกรรมที่พึ่งพิงการใช้แรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ปัจจุบันที่ผู้ประกอบการในทุกอุตสาหกรรมกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นการปรับขึ้นค่าแรงจะเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนให้สูงยิ่งขึ้น
 
เราได้เตรียมความพร้อมบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งรักษาอัตราการเดินเครื่องจักรเฉลี่ยสูงกว่า 80-90% เพื่อให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำ การลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต แม้จะมีความเสี่ยงด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการขึ้นค่าแรง แต่เรามั่นใจว่าจะผลักดันการเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยพยายามบริหารจัดการปัจจัยลบดังกล่าวให้ที่ดีสุด” นายสาธิตกล่าว



ป.ป.ช.เผย “พิธา” เคยยื่นแจงค้ำประกันหนี้ –ถือหุ้นไอทีวีแล้ว รอตรวจสอบเป็นหนี้ก้อนเดียวกันหรือไม่
https://www.matichon.co.th/politics/news_4020144

ป.ป.ช.เผย “พิธา” เคยยื่นแจงค้ำประกันหนี้ –ถือหุ้นไอทีวีแล้ว รอตรวจสอบเป็นหนี้ก้อนเดียวกันหรือไม่ ปัดตอบขาดคุณสมบัติส.ส. โยนเป็นหน้าที่กกต. วินิจฉัย
 
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยความคืบหน้ากรแจ้งบัญชีทรัพย์สินของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล (ก.ก.) กรณีการค้ำประกันเงินกู้ 460 ล้านบาท นั้น

นายนิวัติไชย กล่าวว่า ทางป.ป.ช.ได้มีการตรวจสอบพบว่า นายพิธา ได้เคยยื่นการค้ำประกันเงินกู้เข้ามา 1 ก้อนมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นก้อนเดียวกันหรือไม่ ต้องขอเวลาตรวจสอบก่อนว่าเป็นอย่างไร ที่ผ่านมา จากการตรวจสอบของป.ป.ช.ยังไม่เคยมีใครร้องเรียนเรื่องนี้เข้ามา
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่มีการตั้งคำถามว่าเมื่อมีการค้ำประกันแล้วไม่ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินจะมีความผิดหรือไม่นั้น นายนิวัฒน์ไชย กล่าวว่า การค้ำประกันถือว่ายังไม่มีหนี้ที่เกิดขึ้นจริง แต่เป็นเพียงสิทธิ์จากการกู้ยืมเงิน หากลูกหนี้ตัวจริงผิดนัดชำระก็จะไปเรียกจากคนค้ำประกันที่ต้องเป็นคนรัยผิดชอบ
 
แต่ตอนนี้ เป็นสิทธิของลูกหนี้กับผู้ค้ำประกันเท่านั้นเอง ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ป.ป.ช.ต้องพิจารณาว่าจำเป็นต้องยื่นรายการนี้ด้วยหรือไม่ แต่การตรวจสอบในเบื้องต้น พบว่านายพิธาเคยยื่นมา 1 บัญชีเกี่ยวกับการค้ำประกัน”นายนิวัติไชย กล่าว
 
ส่วนการยื่นบัญชีทรัพย์สินหรือการยื่นค้ำประกันในลักษณะดังกล่าวหลังรับตำแหน่งส.ส. ต้องยื่นภายหลังหรือไม่ นายนิวัติไชย กล่าวว่า หากยื่นบัญชีทรัพย์สินไปแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องมาแจ้ง เว้นแต่ยื่นในกรณีพ้นจากตำแหน่งภายใน 30 วัน เพราะกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า ให้ยื่นเฉพาะรับตำแหน่ง กับพ้นตำแหน่งเท่านั้น แต่ระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง หากมีความผิดปกติ ก็เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่ต้องตรวจสอบที่มาของรายได้ และหนี้สิน
 
เมื่อถามว่าจากนี้จะมีการเรียกนายพิธาเข้ามาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ นายนิวัฒน์ไชย กล่าวว่า การตรวจสอบก็เป็นไปตามขั้นตอนปกติ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล เช่น ถ้ามีการยื่นบัญชีทรัพย์สินเข้ามาก็ต้องดูว่าเป็นทรัพย์สินจริงหรือไม่ เป็นของใคร ส่วนจะมีปัญหาในภายหลังหรือไม่ ตนยังตอบไม่ได้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของป.ป.ช.
 
นายนิวัติไชย กล่าวถึงกรณีการถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ของนายพิธา ว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นนั้น เป็นชื่อของนายพิธาจริง ถือครองหุ้นอยู่ 4.2 หมื่นหุ้น มูลค่า 4 หมื่นกว่าบาท ซึ่งต้องตรวจสอบอีกครั้งว่ายื่นมาในฐานะอะไร เนื่องจากว่ามีรายงานว่าเป็นผู้จัดการมรดก โดยตามกฎหมายหากเป็นเจ้าของก็ต้องยื่น
 
ส่วนกรณีหากมีการยื่นในภายหลังอาจจะเข้าข่ายความผิดหรือไม่ ก็ต้องดูที่เจตนาไม่สามารถตอบได้ เพราะต้องมีเรื่องเจตนา และระยะเวลา ขณะที่การตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่าได้ยื่นบัญชีดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2562 เป็นการยื่นเพิ่มเติมภายหลังเข้ารับตำแหน่งแล้ว ไม่ใช่เป็นการยื่นหลังมีประเด็นแล้ว” นายนิวัติไชย กล่าว
 
เมื่อถามว่า การยื่นถือหุ้นของนายพิธาจะต้องระบุประเภทกิจการการหรือไม่ นายนิวัฒน์ไชย กล่าวว่า มันระบุอยู่ในใบหุ้นอยู่แล้ว
 
หน้าที่หรือคุณสมบัติต้องห้าม ไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของป.ป.ช. แต่ป.ป.ช.มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องการมีอยู่จริงของทรัพย์สิน ถ้ามีอยู่แล้วยื่นมาก็ถือว่าไม่ได้มีเจตนาปกปิด แต่ถ้ามีแล้วไม่ยื่น ก็ถือว่ามีเจตนาหรือจงใจปกปิด ส่วนหลังตรวจสอบแล้วบัญชีทรัพย์สินนั้นจะขัดกับคุณสมบัติการเป็นส.ส.หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการตรวจสอบของกกต. ซึ่งกกต.รับทราบและอยู่ระหว่างการพิจารณา” นายนิวัฒน์ไชย กล่าว


 
“โรม-วิโรจน์” แท็คทีมปราบทุจริตตำรวจ
https://www.innnews.co.th/news/politics/news_564184/

“รังสิมันต์” ยันเดินหน้าปราบตั๋วตำรวจ ลั่นยุคก้าวไกลต้องหมดยุคเส้นสาย เน้นแข่งขันด้วยความสามารถ เตรียมคุยคณะเปลี่ยนผ่านชุดปราบโกงวางกรอบทำงาน
 
นายรังสิมันต์ โรม ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เปิดเผยสำนักข่าว INN ถึงคณะทำงานต่อต้านคอร์รัปชันและส่วย ของคณะทำงานชุดเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ซึ่งในสัดส่วนของพรรคก้าวไกล ตนและนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร จะเป็นแกนหลักในการเดินหน้า โดยเตรียมที่จะพูดคุยกับพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวช หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย รวมถึงพรรคเพื่อไทยด้วย เพื่อกำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอรัปชั่น หลังการจัดตั้งรัฐบาล

ส่วนปัญหาเรื่องการใช้เส้นสายผ่านหลักสูตร กอส. ของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำลังเร่งตรวจสอบและจะตรวจสอบย้อนหลังว่า มีกระบวนการทุจริตคอรัปชั่นหรือไม่ รวมถึงการป้องกันการทุจริต และทำอย่างไรให้ กอส. ไม่เป็นเครื่องมือของตั๋วช้าง ให้กับใคร ถ้าจะมีหลักสูตรให้กับคนที่ขาดแคลนจริงๆ มีวิธีป้องกันอย่างไรที่จะป้องกันให้คนที่ไม่มีความสามารถ หรือขาดคุณสมบัติ เข้ามาสวมรอย
 
ขณะเดียวกัน นายรังสิมันต์ ยังเปิดเผยด้วยว่า มีตำรวจหลายคนส่งข้อมูลมาให้จำนวนมาก จึงต้องเร่งติดตามต่อไป พร้อมยืนยัน หากพรรคก้าวไกล ได้เข้ามาเป็นรัฐบาล จะไม่มีนโยบายส่งเสริมเรื่องเส้นสาย แต่ต้องการทะลายเรื่องตั๋ว และจะทำให้อนาคตขององค์กรตำรวจแข่งขันกันด้วยความสามารถ ผลงาน เพราะผลประโยชน์ที่ดีที่สุดจะตกอยู่ที่ประชาชน ทั้งนี้ หากตรวจสอบแล้วหลักสูตรมีปัญหาจริงๆ ก็อาจจะต้องปรับปรุงหรือมีหลักสูตรใหม่มาแทนที่ เพื่อให้เกิดความชัดเจน ไม่เปิดโอกาสให้คนเหล่านี้เข้ามาทำงาน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่