เมื่อฉันตัดสินใจลาออกจากงานที่ทำมา 20 ปี ในวัย 51

เนื่องจากงานของเจ้าของกะทู้เป็นงานบริการ (Sales Admin.) ของ บ.ยาแห่งหนึ่ง (ของคนไทย) ซึ่งงานหลักคือการบริการหลังการขาย จากผู้แทน
ได้ออเดอร์มา จนสินค้าถึงลูกค้า จนถึงการเปลี่ยนคืน บริการหลังการขายต่าง ๆ มากมาย ดูแลคลังสินค้า การกระจายสินค้า กทม. ตจว. ดูแลรถ
ขนส่งของบ. รับผิดชอบเรื่องส่งออก เนื่องจากที่นี่ไม่ได้แผนกส่งออก แค่ให้รับผิดชอบงานนี้ไปตั้งแต่สมัยก่อน ก็ทำมาเรื่อย ๆ ดูแลงานระบบคุณภาพ
ต่าง ๆ ที่มี  ทํ้ง ISO  GMP จน GDP ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ งานจะทำสองหัวบริษัทฯ  ดูแล พนักงานทั้งหมดเกือน 30 คน งานยากมั้ย  ตอบว่าไม่ยาก
เกินมนุษย์จะทำ เยอะมั้ย  ก็เยอะ แต่งานจุกจิก งานแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ามีเยอะ งานร้องเรียนต่าง ๆ งานเอกสาร งานระบบค่อนข้างเยอะ เนื่องจาก
เป็นบริษัทฯ ยา งานทั้งหมดที่ผ่านมาไม่ได้มาทีเดียว มากจากอายุงานที่ทำงานค่อย ๆ เพิ่มมา ตามระเบียบ กฎต่าง ๆ ของ อย. รวมทั้งการเติบโต
ของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง ช่วงโควิดที่ผ่านมา พนักงานไม่มีผลกระทบใด ๆ เลย save zone สุด ๆ ไม่มีลดรายได้ ลดเงินเดือน โบนัสมีให้ปกติ 
ซึ่งงานจะผูกติดอยู่ที่ตัวบุคคลเป็นหลัก ซึ่งอาจเป็นวัฒนธรรมของ Local เจ้าของกะทู้รับผิดชอบงานมาเรื่อย ๆ จากพนักงาน จนได้เป็น ผจก.แผนก
ตัวงานค่อนข้างกดดันตัวเอง มันจุกจิกมาก จนมาในปีนี้เรารู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสุขเลย  ลืมบอก ที่นี่ทำงาน จันทร์-เสาร์ จากเคยสู้ได้ รับได้ มันรู้สึก
เหนื่อยล้าอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งเรื่องงานไม่เคยเล่าให้ใครฟัง คิดว่างานใครก็งานมัน บริบทชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน กับแฟน ก็ไม่เคยเล่าเรื่องงานหรอก
คิดแค่ว่าเลิกงานกลับบ้าน ก็พัก จะไม่เอามาคิดต่อ แต่ในชีวิตจริงทำไม่ได้ เหมือนแยกชีวิตออกจากกันไม่ได้ จนมารู้สึกได้ว่า แฟนเคยบอกว่า ทำไม
กลับบ้านมาหน้าตาบูดบึ้ง หงุดหงิด ไม่ค่อยพูดค่อยจา ตอนแรกไม่สนใจนะ คิดว่า ไม่ได้ทำงั้นนะ แต่เราคิดว่าเราเองก็ไม่รู้ตัวหรอก จนเขาเริ่มพูดบ่อย
ขี้น ครั้งสุดท้าย เขาบอกเป็นงี้ก็ไม่ไหวนะ หรือ จะอยู่คนเดียว เราก็อึ้งไป จนกลางคืนนอนไม่หลับ คิดว่าตอนนี้เราเป็นไง เราทำอะไร แค่ไหน จะเป็นงี้
ต่อไปอีกแค่ไหน เพื่ออะไร แลกกับอะไร แต่ไม่ได้คิดลาออกนะ ก็ทำงานไปตามหน้าที่ จนปลายเดือน ส.ค. นี่แหละ เหมือนมันเหนื่อยงาน เหนื่อยใจ
จนมันคิดขึ้นมาเองว่าพอแล้ว พอเถอะ การคิดลาออกมาแล้ว อย่างแรกเลยคิดถึงภาระผูกพันที่มี หนี้รถโปะ มีเงินกองทุน หักแล้ว มีเงินออมอีกส่วนอยู่ 
บ้านมีอยู่ ไม่มีหนี้ ไม่มีลูก น้องสาวมีงานมั่นคง  1 ก.ย. เดินไปบอกเจ้านายว่าจะลาออก จะทำจนถึงสิ้นปี เจ้านายเงียบไปเลย ไม่พูดต่อเลย จนแกกลับ
มาพูดต่อ เลยไปบอกถึงสาเหตุทีจะขอไปพักใจ พักสมอง หาอะไรทำเป็นงานอิสระ ซึ่งก็แพลนไว้บ้างแล้ว เงินที่อยากได้ในอนาคตตามแผน ขอเอา
มาซื้อชีวิตตัวเองดีกว่า เราคิดว่าไม่มีใครทำงานหนักตาย แต่จะตายเพราะความเครียดในการทำงานหนักมากกว่า ตอนแรกก็ไม่รู้จะบอกแฟนยังไงดี
จนสองอาทิตย์นี่แหละนั่งกินข้าวกัน  บอกเลยเธอชั้นจะลาออกแล้วนะ เหนื่อย แฟนพูดสั้น ๆ เลย "ไม่ไหวก็ออกมา หาอะไรทำ" จบเลยทุกอย่างมัน
โอเค เราคิดว่าแฟนคงเห็นสภาพเราที่ผ่านมานั่นแหละ โดยที่ไม่ได้บอกได้พูดอะไรมาก จนถึงวันนี้ก็คิดว่าไม่เสียใจกับการตัดสินใจเดินออกมาจาก
 Save Zone หนทางข้างหน้าก็คงต้องสู้ต่อ แต่ตอนนี้เหมือนชีวิตมันโล่งขึ้น ใจมันเบา ๆ เหมือนปลดพันธนาการอะไรออกไปแล้ว เครียดน้อยลง จะ
เครียดตอนที่ต้องจัดสรร จัดระบบงานต่อไปให้น้อง ๆ ในวันที่เราไม่อยู่แล้วนั่นแหละ  ขอโทษที่เขียนมายืดยาวครับ เผื่อใครกำลังมีปัญหาเช่นนี้อยู่บ้าง
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่