ผมมีความคิดที่จะหาธุรกิจเริ่มต้นของตัวเอง
ผมได้ผ่านการค้นคว้ามาเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องกำไรและขาดทุน และผมต้องการขอคำชี้แนะว่าแนวทางของผมเป็นไปได้ไหม
เริ่มที่วันหนึ่ง ผมไปเจอร้านอาหารร้านหนึ่งที่ตั้งอยู่ในปั้มกับพ่อของผม ระหว่างที่พวกผมกำลังกลับเข้ากรุงเทพ ร้านนั้นขายอาหารเกี่ยวกับหมูทอดเป็นหลักและมีการขายเนื้อทอดอย่างอื่นผสมกันไปด้วย และชื่อร้านก็เกี่ยวกับหมูทอดเป็นหลัก
ในวันนั่นผมจำได้ดีว่า ผมดูเมนูอยู่นานว่าจะสั่งอะไรดี จนในที่สุดผมก็เลือก หมูทอดน้ำปลา ที่อยู่ในเมนู
หลังรออยู่สักพัก ผมก็เห็นพนักงานเดินถืออาหารมาวางให้ ผมก็ได้กลิ่นของเนื้อหมูทอดน้ำปลา และเห็นหมูที่ถูกทอดจนมีสีสันที่น่ารับประทาน
ด้วยความหิวจากการเดินทางมาเป็นเวลานาน ผมจึงกินมันในทันที และก็พบเข้ากับความกรอบที่บริเวณผิวที่ถูกทอด เนื้อข้างในก็นุ่มอร่อยจนคล้ายกับละลายในปาก น้ำที่อยู่ในเนื้อก็ทะลักออกมาเพิ่มรสชาติไปอีกขั้น ( ในตอนนั้นผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะว่าตัวเองหิวด้วยหรือป่าว )
เมื่อได้กินมันหมดเรียบร้อย ผมก็เกิดความประทับใจมาก และเกิดความคิดที่จะลอง เปิดร้านขายหมูทอดอร่อยๆแบบนี้บ้าง
ในขั้นตอนแรกผมมีความคิดที่จะศึกษาเกี่ยวกับแฟนไชร์ของทางร้าน แต่ด้วยที่ว่าผมไม่มีเงินทุนหรือความรู้เรื่องพวกนี้เลย พ่อกับแม่ผมก็ไม่มีความรู้ในด้านนี้ และไม่มีวี่แววจะสนับสนุนอะไรผมเลย
ถ้าผมต้องลงทุนซื้อแฟรนไชส์ ผมก็จะต้องใช้เงินจำนวนมาก ในการเช่าที่และจ้างพนักงาน
ผมจึงนั่งคิดนอนคิด พลิกไปพลิกมา ก็ได้ไอเดียขึ้นมาว่า ทำไมเราจะต้องเช่าที่เพื่อเปิดร้านหล่ะ
ต้องบอกก่อนว่าที่บ้านผมในอดีตเคยทำธุรกิจเกี่ยวกับการเข็นรถขายเฉาก๋วย ที่บ้านผมซื้อธุรกิจนี้มาจากเพื่อนที่สนิทกัน ธุรกิจเฉาก๋วยในครั้งนั้นเป็นแบบ ที่บ้านผมจะให้คนมาเป็นพนักงานในการเข็นไปขาย ส่วนที่บ้านผมก็จะทำวัตถุดิบต่างๆ เช่น แป๊ะก๊วย น้ำเชื่อม เฉาก๊วย ข้าวเหนียว และของหวานอื่นๆ รวมถึงหลอด แก้วพลาสติกและพวกของต่างๆ ที่บ้านผมก็จะขายสิ่งของเหล่านี้ให้กับคนเข็น เพื่อทำกำไร และให้พนักงานเข็นไปขายพวกมันในรูปแบบเฉาก๊วยเป็นถ้วย ซึ่งมีราคากำหนดไว้
แต่มันก็จะมีปัญหาตรงที่ พนักงานเข็นขายส่วนใหญ่จะหัวหมอและจะไปซื้อวัตถุดิบที่ถูกกว่าที่เราขายให้ แต่ที่ส่วนใหญ่พวกเค้าจะมาซื้อกับเราก็คือจะเป็นการติดหรือเซ็นเอาไว้ก่อน
ในตอนนั้นผมก็ไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรมาก เพราะในตอนนั้นผมยังเรียน ม ต้น อยู่เลย ไม่เข้าใจว่าธุรกิจนี้มันเป็นยังไง แต่เมื่อมองกลับไปผมรู้สึกว่ามันเต็มไปด้วยปัญหาจำนวนมาก
เอาหล่ะครับ กลับมาที่เรื่องเดิม ไอเดียขายหมูทอดของผม ผมคิดว่าถ้าเราทำเป็นรถพ่วงหล่ะ ? รับสมัครคนที่หางานเพื่อมาขับรถขายหมูทอด ในตอนนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีคนจำนวนมากที่ต้องตกงานและหางานทำอยู่ไหม
เริ่มที่ผมคิดว่าจะลองใช้รถมอเตอร์ไซด์เก่าๆของผม และจะใช้เศษเหล็กที่บ้านประกอบเป็นรถพ่วงขึ้นมา ( พ่อผมชอบประกอบจักรยานสามล้อขี่ และผมก็เคยถามเค้าว่าประกอบเป็นรถพ่วงได้ไหม แล้วเค้าบอกว่าทำได้ )
ผมคิดที่จะใช้มันเป็นรถคันแรก เพื่อที่จะทดลองตลาด โดยที่ตัวผมเองจะเป็นคนขับไปขายเอง ดูว่ามีผู้คนตอบสนองต่อรถพ่วงที่ขายข้าวหมูทอดหรือไม่ และผมก็จะได้วางแผนได้ถูก ผมจำเป็นต้องคิดเผื่อให้กับพนักงานที่จะมาขับรถขายให้ผมว่าเค้าจะมีรายได้ไหม และเค้าสามารถขายในแต่ละวันได้ไหม
ส่วนเรื่องสูตรและรสชาติอาหาร ผมต้องบอกก่อนเลยว่าผมก็สามารถทำและทอดมันได้ แต่ในเรื่องรสชาติผมก็ไม่มั่นใจว่ามันจะถูกปากผู้คนหรือไม่ แต่ผมก็มีแผนในเรื่องนี้ ผมวางแผนที่จะตระเวนหาร้านหมูทอดในบริเวณบ้านหรือภายในกรุงเทพทั้งหมด แต่ผมก็ไม่มีความคิดที่จะไปทดลองกินเองเพื่อหาสูตรรสชาติหรอก
แต่ว่าผมจะซื้อพวกมันแทบทุกร้าน เพื่อที่จะซื้อมาฝากญาติทั้งหมดของผม บ้านผมเป็นครอบครัวจีนครอบครัวใหญ่ มีญาติพี่น้องเยอะ ผมจะซื้ออาหารจากร้านหมูทอดพวกนั้นมาฝากญาติของผมเหล่านั้น และก็จะขอคอมเม้นท์ และคำติชมว่าร้านไหนอร่อยหรือมีจุดเด่นจุดเสียยังไงบ้าง อาอี๊กับอาม่าผมเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทำครัวทีเดียว แต่พวกเค้ามักจะทำรับประทานเองแต่ไม่ได้ทำขาย
การหาสูตรก็ยังไม่จบลง เมื่อธุรกิจได้ดำเนินไปจริงๆ ผมก็มีความคิดที่จะขอความเห็นของลูกค้า เพื่อนำมาปรับปรุงเพิ่มเติม
ในเรื่องของต้นทุนและงบประมาณในการดำเนินธุรกิจนี้ ผมต้องบอกก่อนว่าผมอ่อนประสบการณ์มาก อย่าพึ่งหัวเราะผม
ที่ผมได้ลองคิดดู สิ่งที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจนี้มีหลายอย่าง อย่างแรกคือรถพ่วงกับรถมอไซด์ ผมเข้าไปดูที่เว็บขายมอเตอร์ไซค์มือหนึ่งมา ผมก็เจอเข้ากับราคาของรถมอเตอร์ไซค์ที่ต้องการ มันก็คือ honda wave 110i 2021
รุ่นสตาร์ทเท้า ดรัมเบรก ล้อซี่ลวด ราคา 36,900.
รุ่นสตาร์ทเท้า ดิสก์เบรกหน้า ล้อซี่ลวด ราคา 40,600.
รุ่นสตาร์ทมือ ดิสก์เบรกหน้า ล้อซี่ลวด ราคา 43,500.
รุ่นสตาร์ทมือ ดิสก์เบรกหน้า รุ่นล้อแม็ก ราคา 45,500.
จากราคาที่ผมเห็น ผมถือว่ามันราคาไม่แพงจนเกินไป ถ้าให้ผมเลือกจากทั้ง 4 รุ่น ผมเลือกรุ่นสตาร์ทมือ ดิสก์เบรกหน้า ล้อซี่ลวด ราคา 43,500. เพราะการสตาร์ทด้วยมืออาจเพิ่มความสะดวกให้กับพนักงานได้มากกว่า และรุ่นที่แพงที่สุดมันก็ไม่คุ้มค่าจนเกินไป
เมื่อได้รถที่ต้องการ ต่อไปก็เป็นรถพ่วงและของตกแต่งรวมทั้งเสื้อผ้าที่แสดงให้เห็นถึงแบรนด์และสินค้าของผม ซึ่งผมลงทุนตีราคาให้กว้างๆ อยู่ที่ 10,000 - 15,000 บาท หลังจากนั้นก็จะเป็นอุปกรณ์ทำครัว การทอดนั้นผมยังมีความคิดอยู่ 2 อย่างคือการใช้เตาแก๊สทอดแบบปกติ หรือใช้การทอดแบบใช้ลมร้อนแทน ซึ่งราคาที่ผมตีไว้แบบหยาบๆ ก็จะบวกไปอีก 10,000 ย้ำว่าผมก็ไม่รู้ราคามันจริงๆจังๆ
ซึ่งถ้านำมันมาบวกกัน 43,500 + 15,000 + 10,000 = 68,500 นี้จะเป็นจำนวนหยาบๆที่ผมสามารถใช้ในการลงทุนต่อรถหนึ่งคันได้ หรืออาจจะลดนู้นนี้นั่นเพื่อประหยัดได้
และต่อมาปัญหาเรื่องที่ว่าผมจะสร้างหาเงินมาคืนทุนได้ยังไง ผมก็จะใช้วิธีการคล้ายกับตอนธุรกิจเฉาก๊วย คือผมจะเป็นคนทำวัตถุดิบทั้งหมด และขายให้กับพนักงานขับไปขาย
และแผนเรื่องที่ว่าพนักงานจะขายยังไง ผมจะลงมือเป็นการทดลองก่อน เพื่อดูลู่ทางและคอยแนะนำพนักงาน ของที่เราจะขายก็จะมีข้าวหมูทอดที่ใส่ลงไปในวัสดุหลายแบบ 1, กล่องโฟม 2, กระดาษห่อ 3, ถ้วยคัพ และนอกจากเราจะขายข้าวหมูทอดแล้ว ผมยังมีความคิดที่จะทำให้พนักงานของผมมีกำไรเพิ่มมากขึ้นอีก ก็คือจะแบ่งโซนในรถพ่วงเพื่อขายหมูปิ้งหรือพวกไส้กรอกหรืออะไรก็ได้ เพื่อเพิ่มกำไรให้กับพนักงาน
ราคาของข้าวหมูทอดก็ต้องขึ้นอยู่กับวัตถุดิบ ซึ่งผมจะค่อยๆวางแผนหลังจากทดลองดูว่าพนักงานของผมจะสามารถทำกำไรได้หรือไม่ ผมตั้งความคิดไว้ว่าจะให้พนักงานขับขายแต่ละคัน จะมีเส้นทางประจำเป็นของตัวเอง เพื่อที่จะหาลูกค้าประจำ และสามารถเคลื่อนรถตัวเองและส่งเป็นเดลิเวอรี่ได้ เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด คนจำนวนมากรวมถึงผมก็อาจจะประสบปัญหาเกี่ยวกับอาหารในแต่ละมื้อได้ คิดไม่ออกว่าจะออกไปกินอะไรดี ก็จะนึกถึงข้าวหมูทอดของเรา ถ้าพนักงานขับขายสามารถมีลูกค้าประจำ ก็จะเพิ่มความมั่นคงให้กับพนักงานขึ้นไปอีกขั้น
และนอกจากผมจะขายวัตถุดิบให้กับพนักงานขับขายแล้ว ผมก็จะคิดค่าเช่ารถมอเตอร์ไซค์พ่วงเป็นรายวันเพิ่มขึ้นมาด้วย ซึ่งผมคิดว่าการคิดค่าเช่านี้ จำเป็นอย่างมากต่อการคืนทุนของเรา
และราคาเช่าต่อวัน ผมคิดเอาไว้ว่ามันจะอยู่ที่ 100 ถึง 150 บาท นี้เป็นราคาที่คิดเอาไว้คร่าวๆ ถ้าแผนการขายของพนักงานเป็นไปด้วยดี การจ่ายค่าเช่านี้ก็คงไม่ใช่เรื่องยากหรือเป็นปัญหา
เมื่อเราลองเอาตัวเลข 150 × ( 365 - วันหยุดประมาณ 50 วัน ) = 42,750 นี้เป็นเพียงตัวเลขปีเดียวเท่านั้น เราก็แทบจะสามารถคืนทุนได้แล้วใช่หรือไม่ เมื่อปีที่ 2 ผ่านไป เราก็จะสามารถได้เงินค่าเช่ารถพ่วงอยู่ แต่เราก็อาจจะลดเหลือวันละ 100 บาทได้ และเรายังสามารถทำโปรโมชั่นกับพนักงานของเราได้ด้วย เมื่อทำงานกับเราครบ 2 - 3 ปีเราจะแถมมอเตอร์ไซด์คันนั้นให้เป็นรางวัล เพื่อกระตุ้นให้พนักงานทำกับเราไปนานๆ เงินที่ได้หลังจากเงินทุนก็จะกลายเป็นกระแสเงินสดให้กับเรา
เมื่อรวมค่าขายวัตถุดิบกับค่าเช่ารถมอเตอร์ไซด์พ่วง ธุรกิจนี้จะสามารถไปรอดหรือไม่
และถ้ามันไปไม่รอดจริงๆ ผมก็จะเปลี่ยนสิ่งที่ขาย ผมจะเปลี่ยนไปขายโจ๊กหมูแทน ซึ่งมันสามารถทำได้ง่ายกว่าข้าวหมูทอดค่อนข้างมาก เพียงแค่ต้มเสร็จก็สามารถควักใส่วัสดุก็สามารถขายได้เลย
***
ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้ก็ขอให้ร่ำขอให้รวย ประสบความสำเร็จดั่งที่ใจปราถนา
ผมขอความเห็นของพี่ๆน้องๆในการดูว่าธุรกิจนี้มันมีข้อเสียและสามารถเป็นไปได้หรือไม่
ผมตัดสินใจเขียนเรื่องราวในครั้งนี้ ก็เพราะว่าผมคิดที่จะเดินในเส้นทางของการทำธุรกิจอย่างจริงจัง แต่คนที่บ้านหรือคนที่รู้จักไม่มีใครสักคนที่จะสนับสนุนผมหรือมีความรู้ให้ปรึกษาได้เลย มีแต่พี่น้องชาวพันทิปที่ผมนึกออก เมื่อนึกได้ปุ๊ปผมก็สมัครและเขียนมาในทันที
ถ้าการเขียนครั้งนี้ของผมผิดพลาดประการใด ผมกราบแทบแนบร่องตุดขออภัยด้วยนะครับ
จากใจคนที่มีไอเดีย แต่ไม่มีประสบการณ์ความรู้อะไรเลบ
ผมได้ผ่านการค้นคว้ามาเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องกำไรและขาดทุน และผมต้องการขอคำชี้แนะว่าแนวทางของผมเป็นไปได้ไหม
เริ่มที่วันหนึ่ง ผมไปเจอร้านอาหารร้านหนึ่งที่ตั้งอยู่ในปั้มกับพ่อของผม ระหว่างที่พวกผมกำลังกลับเข้ากรุงเทพ ร้านนั้นขายอาหารเกี่ยวกับหมูทอดเป็นหลักและมีการขายเนื้อทอดอย่างอื่นผสมกันไปด้วย และชื่อร้านก็เกี่ยวกับหมูทอดเป็นหลัก
ในวันนั่นผมจำได้ดีว่า ผมดูเมนูอยู่นานว่าจะสั่งอะไรดี จนในที่สุดผมก็เลือก หมูทอดน้ำปลา ที่อยู่ในเมนู
หลังรออยู่สักพัก ผมก็เห็นพนักงานเดินถืออาหารมาวางให้ ผมก็ได้กลิ่นของเนื้อหมูทอดน้ำปลา และเห็นหมูที่ถูกทอดจนมีสีสันที่น่ารับประทาน
ด้วยความหิวจากการเดินทางมาเป็นเวลานาน ผมจึงกินมันในทันที และก็พบเข้ากับความกรอบที่บริเวณผิวที่ถูกทอด เนื้อข้างในก็นุ่มอร่อยจนคล้ายกับละลายในปาก น้ำที่อยู่ในเนื้อก็ทะลักออกมาเพิ่มรสชาติไปอีกขั้น ( ในตอนนั้นผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะว่าตัวเองหิวด้วยหรือป่าว )
เมื่อได้กินมันหมดเรียบร้อย ผมก็เกิดความประทับใจมาก และเกิดความคิดที่จะลอง เปิดร้านขายหมูทอดอร่อยๆแบบนี้บ้าง
ในขั้นตอนแรกผมมีความคิดที่จะศึกษาเกี่ยวกับแฟนไชร์ของทางร้าน แต่ด้วยที่ว่าผมไม่มีเงินทุนหรือความรู้เรื่องพวกนี้เลย พ่อกับแม่ผมก็ไม่มีความรู้ในด้านนี้ และไม่มีวี่แววจะสนับสนุนอะไรผมเลย
ถ้าผมต้องลงทุนซื้อแฟรนไชส์ ผมก็จะต้องใช้เงินจำนวนมาก ในการเช่าที่และจ้างพนักงาน
ผมจึงนั่งคิดนอนคิด พลิกไปพลิกมา ก็ได้ไอเดียขึ้นมาว่า ทำไมเราจะต้องเช่าที่เพื่อเปิดร้านหล่ะ
ต้องบอกก่อนว่าที่บ้านผมในอดีตเคยทำธุรกิจเกี่ยวกับการเข็นรถขายเฉาก๋วย ที่บ้านผมซื้อธุรกิจนี้มาจากเพื่อนที่สนิทกัน ธุรกิจเฉาก๋วยในครั้งนั้นเป็นแบบ ที่บ้านผมจะให้คนมาเป็นพนักงานในการเข็นไปขาย ส่วนที่บ้านผมก็จะทำวัตถุดิบต่างๆ เช่น แป๊ะก๊วย น้ำเชื่อม เฉาก๊วย ข้าวเหนียว และของหวานอื่นๆ รวมถึงหลอด แก้วพลาสติกและพวกของต่างๆ ที่บ้านผมก็จะขายสิ่งของเหล่านี้ให้กับคนเข็น เพื่อทำกำไร และให้พนักงานเข็นไปขายพวกมันในรูปแบบเฉาก๊วยเป็นถ้วย ซึ่งมีราคากำหนดไว้
แต่มันก็จะมีปัญหาตรงที่ พนักงานเข็นขายส่วนใหญ่จะหัวหมอและจะไปซื้อวัตถุดิบที่ถูกกว่าที่เราขายให้ แต่ที่ส่วนใหญ่พวกเค้าจะมาซื้อกับเราก็คือจะเป็นการติดหรือเซ็นเอาไว้ก่อน
ในตอนนั้นผมก็ไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรมาก เพราะในตอนนั้นผมยังเรียน ม ต้น อยู่เลย ไม่เข้าใจว่าธุรกิจนี้มันเป็นยังไง แต่เมื่อมองกลับไปผมรู้สึกว่ามันเต็มไปด้วยปัญหาจำนวนมาก
เอาหล่ะครับ กลับมาที่เรื่องเดิม ไอเดียขายหมูทอดของผม ผมคิดว่าถ้าเราทำเป็นรถพ่วงหล่ะ ? รับสมัครคนที่หางานเพื่อมาขับรถขายหมูทอด ในตอนนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีคนจำนวนมากที่ต้องตกงานและหางานทำอยู่ไหม
เริ่มที่ผมคิดว่าจะลองใช้รถมอเตอร์ไซด์เก่าๆของผม และจะใช้เศษเหล็กที่บ้านประกอบเป็นรถพ่วงขึ้นมา ( พ่อผมชอบประกอบจักรยานสามล้อขี่ และผมก็เคยถามเค้าว่าประกอบเป็นรถพ่วงได้ไหม แล้วเค้าบอกว่าทำได้ )
ผมคิดที่จะใช้มันเป็นรถคันแรก เพื่อที่จะทดลองตลาด โดยที่ตัวผมเองจะเป็นคนขับไปขายเอง ดูว่ามีผู้คนตอบสนองต่อรถพ่วงที่ขายข้าวหมูทอดหรือไม่ และผมก็จะได้วางแผนได้ถูก ผมจำเป็นต้องคิดเผื่อให้กับพนักงานที่จะมาขับรถขายให้ผมว่าเค้าจะมีรายได้ไหม และเค้าสามารถขายในแต่ละวันได้ไหม
ส่วนเรื่องสูตรและรสชาติอาหาร ผมต้องบอกก่อนเลยว่าผมก็สามารถทำและทอดมันได้ แต่ในเรื่องรสชาติผมก็ไม่มั่นใจว่ามันจะถูกปากผู้คนหรือไม่ แต่ผมก็มีแผนในเรื่องนี้ ผมวางแผนที่จะตระเวนหาร้านหมูทอดในบริเวณบ้านหรือภายในกรุงเทพทั้งหมด แต่ผมก็ไม่มีความคิดที่จะไปทดลองกินเองเพื่อหาสูตรรสชาติหรอก
แต่ว่าผมจะซื้อพวกมันแทบทุกร้าน เพื่อที่จะซื้อมาฝากญาติทั้งหมดของผม บ้านผมเป็นครอบครัวจีนครอบครัวใหญ่ มีญาติพี่น้องเยอะ ผมจะซื้ออาหารจากร้านหมูทอดพวกนั้นมาฝากญาติของผมเหล่านั้น และก็จะขอคอมเม้นท์ และคำติชมว่าร้านไหนอร่อยหรือมีจุดเด่นจุดเสียยังไงบ้าง อาอี๊กับอาม่าผมเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทำครัวทีเดียว แต่พวกเค้ามักจะทำรับประทานเองแต่ไม่ได้ทำขาย
การหาสูตรก็ยังไม่จบลง เมื่อธุรกิจได้ดำเนินไปจริงๆ ผมก็มีความคิดที่จะขอความเห็นของลูกค้า เพื่อนำมาปรับปรุงเพิ่มเติม
ในเรื่องของต้นทุนและงบประมาณในการดำเนินธุรกิจนี้ ผมต้องบอกก่อนว่าผมอ่อนประสบการณ์มาก อย่าพึ่งหัวเราะผม
ที่ผมได้ลองคิดดู สิ่งที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจนี้มีหลายอย่าง อย่างแรกคือรถพ่วงกับรถมอไซด์ ผมเข้าไปดูที่เว็บขายมอเตอร์ไซค์มือหนึ่งมา ผมก็เจอเข้ากับราคาของรถมอเตอร์ไซค์ที่ต้องการ มันก็คือ honda wave 110i 2021
รุ่นสตาร์ทเท้า ดรัมเบรก ล้อซี่ลวด ราคา 36,900.
รุ่นสตาร์ทเท้า ดิสก์เบรกหน้า ล้อซี่ลวด ราคา 40,600.
รุ่นสตาร์ทมือ ดิสก์เบรกหน้า ล้อซี่ลวด ราคา 43,500.
รุ่นสตาร์ทมือ ดิสก์เบรกหน้า รุ่นล้อแม็ก ราคา 45,500.
จากราคาที่ผมเห็น ผมถือว่ามันราคาไม่แพงจนเกินไป ถ้าให้ผมเลือกจากทั้ง 4 รุ่น ผมเลือกรุ่นสตาร์ทมือ ดิสก์เบรกหน้า ล้อซี่ลวด ราคา 43,500. เพราะการสตาร์ทด้วยมืออาจเพิ่มความสะดวกให้กับพนักงานได้มากกว่า และรุ่นที่แพงที่สุดมันก็ไม่คุ้มค่าจนเกินไป
เมื่อได้รถที่ต้องการ ต่อไปก็เป็นรถพ่วงและของตกแต่งรวมทั้งเสื้อผ้าที่แสดงให้เห็นถึงแบรนด์และสินค้าของผม ซึ่งผมลงทุนตีราคาให้กว้างๆ อยู่ที่ 10,000 - 15,000 บาท หลังจากนั้นก็จะเป็นอุปกรณ์ทำครัว การทอดนั้นผมยังมีความคิดอยู่ 2 อย่างคือการใช้เตาแก๊สทอดแบบปกติ หรือใช้การทอดแบบใช้ลมร้อนแทน ซึ่งราคาที่ผมตีไว้แบบหยาบๆ ก็จะบวกไปอีก 10,000 ย้ำว่าผมก็ไม่รู้ราคามันจริงๆจังๆ
ซึ่งถ้านำมันมาบวกกัน 43,500 + 15,000 + 10,000 = 68,500 นี้จะเป็นจำนวนหยาบๆที่ผมสามารถใช้ในการลงทุนต่อรถหนึ่งคันได้ หรืออาจจะลดนู้นนี้นั่นเพื่อประหยัดได้
และต่อมาปัญหาเรื่องที่ว่าผมจะสร้างหาเงินมาคืนทุนได้ยังไง ผมก็จะใช้วิธีการคล้ายกับตอนธุรกิจเฉาก๊วย คือผมจะเป็นคนทำวัตถุดิบทั้งหมด และขายให้กับพนักงานขับไปขาย
และแผนเรื่องที่ว่าพนักงานจะขายยังไง ผมจะลงมือเป็นการทดลองก่อน เพื่อดูลู่ทางและคอยแนะนำพนักงาน ของที่เราจะขายก็จะมีข้าวหมูทอดที่ใส่ลงไปในวัสดุหลายแบบ 1, กล่องโฟม 2, กระดาษห่อ 3, ถ้วยคัพ และนอกจากเราจะขายข้าวหมูทอดแล้ว ผมยังมีความคิดที่จะทำให้พนักงานของผมมีกำไรเพิ่มมากขึ้นอีก ก็คือจะแบ่งโซนในรถพ่วงเพื่อขายหมูปิ้งหรือพวกไส้กรอกหรืออะไรก็ได้ เพื่อเพิ่มกำไรให้กับพนักงาน
ราคาของข้าวหมูทอดก็ต้องขึ้นอยู่กับวัตถุดิบ ซึ่งผมจะค่อยๆวางแผนหลังจากทดลองดูว่าพนักงานของผมจะสามารถทำกำไรได้หรือไม่ ผมตั้งความคิดไว้ว่าจะให้พนักงานขับขายแต่ละคัน จะมีเส้นทางประจำเป็นของตัวเอง เพื่อที่จะหาลูกค้าประจำ และสามารถเคลื่อนรถตัวเองและส่งเป็นเดลิเวอรี่ได้ เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด คนจำนวนมากรวมถึงผมก็อาจจะประสบปัญหาเกี่ยวกับอาหารในแต่ละมื้อได้ คิดไม่ออกว่าจะออกไปกินอะไรดี ก็จะนึกถึงข้าวหมูทอดของเรา ถ้าพนักงานขับขายสามารถมีลูกค้าประจำ ก็จะเพิ่มความมั่นคงให้กับพนักงานขึ้นไปอีกขั้น
และนอกจากผมจะขายวัตถุดิบให้กับพนักงานขับขายแล้ว ผมก็จะคิดค่าเช่ารถมอเตอร์ไซค์พ่วงเป็นรายวันเพิ่มขึ้นมาด้วย ซึ่งผมคิดว่าการคิดค่าเช่านี้ จำเป็นอย่างมากต่อการคืนทุนของเรา
และราคาเช่าต่อวัน ผมคิดเอาไว้ว่ามันจะอยู่ที่ 100 ถึง 150 บาท นี้เป็นราคาที่คิดเอาไว้คร่าวๆ ถ้าแผนการขายของพนักงานเป็นไปด้วยดี การจ่ายค่าเช่านี้ก็คงไม่ใช่เรื่องยากหรือเป็นปัญหา
เมื่อเราลองเอาตัวเลข 150 × ( 365 - วันหยุดประมาณ 50 วัน ) = 42,750 นี้เป็นเพียงตัวเลขปีเดียวเท่านั้น เราก็แทบจะสามารถคืนทุนได้แล้วใช่หรือไม่ เมื่อปีที่ 2 ผ่านไป เราก็จะสามารถได้เงินค่าเช่ารถพ่วงอยู่ แต่เราก็อาจจะลดเหลือวันละ 100 บาทได้ และเรายังสามารถทำโปรโมชั่นกับพนักงานของเราได้ด้วย เมื่อทำงานกับเราครบ 2 - 3 ปีเราจะแถมมอเตอร์ไซด์คันนั้นให้เป็นรางวัล เพื่อกระตุ้นให้พนักงานทำกับเราไปนานๆ เงินที่ได้หลังจากเงินทุนก็จะกลายเป็นกระแสเงินสดให้กับเรา
เมื่อรวมค่าขายวัตถุดิบกับค่าเช่ารถมอเตอร์ไซด์พ่วง ธุรกิจนี้จะสามารถไปรอดหรือไม่
และถ้ามันไปไม่รอดจริงๆ ผมก็จะเปลี่ยนสิ่งที่ขาย ผมจะเปลี่ยนไปขายโจ๊กหมูแทน ซึ่งมันสามารถทำได้ง่ายกว่าข้าวหมูทอดค่อนข้างมาก เพียงแค่ต้มเสร็จก็สามารถควักใส่วัสดุก็สามารถขายได้เลย
***
ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้ก็ขอให้ร่ำขอให้รวย ประสบความสำเร็จดั่งที่ใจปราถนา
ผมขอความเห็นของพี่ๆน้องๆในการดูว่าธุรกิจนี้มันมีข้อเสียและสามารถเป็นไปได้หรือไม่
ผมตัดสินใจเขียนเรื่องราวในครั้งนี้ ก็เพราะว่าผมคิดที่จะเดินในเส้นทางของการทำธุรกิจอย่างจริงจัง แต่คนที่บ้านหรือคนที่รู้จักไม่มีใครสักคนที่จะสนับสนุนผมหรือมีความรู้ให้ปรึกษาได้เลย มีแต่พี่น้องชาวพันทิปที่ผมนึกออก เมื่อนึกได้ปุ๊ปผมก็สมัครและเขียนมาในทันที
ถ้าการเขียนครั้งนี้ของผมผิดพลาดประการใด ผมกราบแทบแนบร่องตุดขออภัยด้วยนะครับ