[ รีวิว ] เก่งภาษากฤษได้อย่างไรใน 2 ปี

ทำอย่างไรผมถึงเก่งภาษาอังกฤษภายใน 2 ปี

1
สวัสดีทุกคนนะครับผมมาจาก FB Page : 1 ทำอย่างไรผมถึงพูดภาษาอังกฤษได้ใน 2 ปี 

2
หัวข้อนี้เป็นเรื่องที่ผมคิดขึ้นมานานและอยากเรียบเรียงให้ง่ายต่อการเข้าใจที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เกี่ยวกับวิธีการเรียนภาษาอังกฤษ แต่ถึงอย่างไรมันก็ยาวมากจนไม่สามารถเขียนได้จบในวันเดียว ผมจึงต้องทำ Page ขึ้นมา เพื่อบอกเล่า 

[ ทำไม ? ]

เพราะผมเชื่อว่ามีคนอีกหลายคนที่เรียนภาษาอังกฤษ แล้วไม่ประสบความสำเร็จ ท้อแท้ บางคนเลิกเรียน และที่แย่ที่สุดบางคนถึงกับเชื่อว่าภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่ยาก และไม่มีทางเรียนรู้ได้ในชาตินี้ !

ผมรู้ได้อย่างไร เพราะผมเคยเป็น คนที่เรียนอังกฤษได้ช้าที่สุดในสมัยมัธยมต้น (ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษเยอะมากในการทำข้อสอบ) ในการสอบประจำชั้นเกือบ 10 ปีแล้ว ผมจำได้แม่นว่ามีวันหนึ่งที่ ผมมาโรงเรียน เมื่อเข้าห้องมาเพื่อนๆทั้งห้อง หัวเราะเยอะผม ผมก็งงว่าหัวเราะทำไม สาเหตุก็เป็นเพราะ วันก่อนที่ผมหยุด มีประกาศผลสอบ ผมได้คะแนน 3/30 คะแนน ! จำได้เลยเป็นเรื่อง Article เพื่อนมาบอกว่าเก่งเนาะ ทำข้อสอบยังไงให้มั่วยังได้เยอะกว่า ! โห เจ็บมาก ใครเคยเป็นบ้าง
ในวันนั้นผมอับอายมาก ส่งผลให้ -> ผมไม่ไปสอบเข้าม ปลาย ที่ สอบภาษาอังกฤษ -> ทิ้งภาษาอังกฤษตอนสอบ -> อยู่ level ต่ำสุดใน Class ภาษา -> ส่งผลอย่างมากต่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัย มีผลออกมาเป็นลูกโซ่

ผมอยากเล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนฟังมาก เพราะ เมื่อย้อนกลับมาดู [ จริงๆผมอาจจะไม่ได้อ่อนภาษาอังกฤษ แต่เพราะความเชื่อ ว่าอ่อน มีผลต่อพฤติกรรมและอนาคตในการเรียนต่อ ]

2
ทุกคนที่อ่านอยู่ อาจไม่ได้อยู่ในชั้นวัยเรียน แต่ผมเชื่อว่า ภาษาอังกฤษเป็นทักษะพื้นฐาน ที่พบได้ทั้งในช่วงเรียน การทำงานและการใช้ชีวิตในสังคมทั่วไป ถ้าหากมีใครที่ท้อแท้ในการเรียนภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงทำงานก็อาจจะพบประสบการณ์ที่ไม่ดีเช่นเดียวกับผม
ดังนั้นผมจึงอยากเขียนเรื่องราว หรือในสมัยนี้เรียก Review มาให้ทุกคนฟัง ถึงวิธีการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ จากคนที่เรียนช้า กลายเป็นพูดได้คล่อง เข้าใจบริบท ภายในเวลาอันสั้น 

3
ในสมัยนี้ ทุกคนสามารถหาวิธีเรียนภาษาได้ หลากหลายวิธี แค่เปิด youtube ,facebook page , language app , online course ก็สามารถเรียนภาษาอังกฤษได้ แต่ผมคิดว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ สิ่งที่ดีที่สุด คือการเรียนจาก “ คนที่เคยอ่อนมาก่อน” 
เพราะว่า ?
ถ้าคุณเป็นที่ 1 ของชั้นเรียนหรืออันดับต้นๆ จบคณะภาษาหรือใกล้เคียง แล้วมาเป็นคนสอน คุณมีโอกาสที่จะไม่เข้าใจเด็กหลังห้อง เพราะพวกเขาเหล่านั้นมักจำเก่ง เข้าใจเนื้อหาได้ไว ไม่ต้องอธิบายมาก [ ในขณะที่ผู้เรียนหลายๆคนไม่ได้มีคุณสมบัติแบบนั้น ]
 
แต่ถ้าคุณเป็นที่โหล่มาก่อน คุณมีโอกาสจะเข้าใจวิธีแก้ไขอุปสรรคสำหรับคนเรียนช้า รวมทั้งวิธีต่อยอดสำหรับคนเรียนเร็ว !!
เรื่องนี้อาจจริงหรือไม่ก็ได้ แต่ผมเขียนทั้งหมดนี้และเขียนต่อจากนี้บนความเชื่อและการทำวิจัยส่วนตัว สร้างออกมาเป็นบทความที่สามารถช่วยเหลือคนหลายคนให้เก่งภาษาอังกฤษได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง [ พวกคุณซึ่งอาจจะเคยเก่งภาษากว่าผมหลายเท่าด้วยซ้ำ !! ]

4
ทำอย่างไรถึงเก่งภาษาอังกฤษใน 2 ปี ?
ส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญที่อยากจะเล่าเลย 
-        ภาษาอังกฤษไม่ใช่เรื่องยาก นึกถึงเด็กทารก ที่พัฒนา IQ แบบค่อยเป็นค่อยไป (ไม่ได้อ่านหนังสือ หรือท่อง Grammar ) ถ้าถูกเลี้ยงแบบสองภาษา สามารถพูดได้คล่องกว่าผู้ใหญ่บางคน 
เป็นไปได้หรือเปล่าว่า วิธีการที่เราเรียนตั้งแต่อนุบาลถึงมหาวิทยาลัย  ! หรือที่สอนกันมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน [ ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการเรียน เมื่อเทียบกับวัยเด็ก ? ]
-        เกินกว่า 90% ของคนที่ล้มเหลวในการเรียนภาษาอังกฤษจะอธิบายเหตุผลว่า ภาษาอังกฤษต้องท่องจำ เยอะ ทำให้ไม่เข้าใจ 
แล้วภาษาอังกฤษต้องท่องจำเยอะจริงหรือเปล่า ? 
ลองนึกภาพถ้าผมให้ทุกคนจำ ผลไม้ชนิดหนึ่ง มีเปลือกสีแดง รสชาติหวาน ลักษณะกลม  ขนาดเท่ากำมือ แล้วถามว่าผมบอกอะไรไปบ้าง 
หลายคนอาจจำได้ไม่หมดว่า ผมพูดอะไรไป 
แต่ถ้าผมบอกว่าอธิบายลักษณะของ “แอปเปิ้ล“ ทุกคนจะจำได้ทุกคำและมากกว่าที่ผมบอกอีก
ทำไมถึงต่างกัน ทั้งที่มันคือแอปเปิ้ลเหมือนกัน ?คำตอบคือผมให้ทุกคนบอกมาจากความรู้สึก ทุกคนรู้จักแอปเปิ้ล จึงรู้ว่ามันมีสีแดง ลักษณะกลม 
ภาษาอังกฤษก็เช่นกัน 
เป็นไปได้ไหมว่า ? เรากำลังท่องจำ Grammar Vocabulary Phrases Modal etc. ก็เหมือนเรื่องราวของแอปเปิ้ล [ ในขณะที่เด็กทารก เริ่มที่ กินแอปเปิ้ล ก่อนจะอธิบาย สิ่งที่เขากิน ]
-        แล้วแก่นจริงๆของ ภาษาคืออะไร ? ทำไมถึงไม่มีคนสอน 
ผมไม่ใช่นักภาษาศาสตร์ และไม่ได้เก่งกว่าอาจารย์ของทุกคนในที่นี้ [[ แต่ในความเห็นผมแก่นของภาษาอังกฤษคือความรู้สึก บริบท และความคุ้นเคย ]]
-        ผมจะขอเขียนเกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษผ่าน 3 สิ่งนี้ ใน Page นะครับ
-        ในสมัยก่อนมนุษย์ไม่สามารถสื่อสารความรู้สึกระหว่างกันและกันได้
ภาษากำเนิดขึ้นมา เพื่อเป็นสื่อกลางในการทำความเข้าใจของกันและกัน
ต่อมาภาษาได้แตกแขนงไปตามถิ่นฐาน ประเพณี ระยะเวลา จำนวนทำให้บนโลกมีภาษาแตกต่างกันถึง 6500 ภาษา !
อย่างไรก็ตามนักภาษาศาสตร์ยังค้นพบว่าทุกๆภาษามีความเชื่อมโยงกันทางไวยากรณ์
ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง [ หรืออย่างน้อย พื้นฐานที่สุด ภาษาก็มีไว้เพื่อแสดงความรู้สึก ]
-        สมมุติ ผมแนะนำเพื่อนใหม่ให้คุณรู้จัก ชื่อ Mr. boy 
เวลาผ่านไป 1 สัปดาห์ เมื่อผมถามถึงบอย สิ่งที่คุณจำได้ไม่ใช่ชื่อจริง นามสกุล ที่อยู่บ้าน ถึงแม้ว่านั่นจะเป็นสิ่งที่อยู่บนบัตรประชาชนของเขา แต่คุณจำกางเกงยีนสีแดงที่เขาใส่ได้ หรือเหตุการณ์ว่าเขาเป็นเพื่อนของผม หรือประโยคกวนๆที่เขาชอบพูด
นั่นเรียกว่าบริบท ความรู้สึก แล้วเมื่อคุณเจอ บอยอีกครั้ง บ่อยเข้าคุณก็จะสนิทกับเพราะมันคือความเคยชิน 
ภาษาก็เช่นกัน [[ ถ้าเราจำภาษาเหมือนกับที่เราทำความรู้จักเพื่อนใหม่ เราก็แทบจะไม่ลืม ]]
-        นี่คือคร่าวๆ ที่ผมอยากเล่าให้ฟังเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ ขอไปเขียนต่อใน Page 

5
-        เมื่อผมเริ่มต้นจาก จุดที่ติดลบ ผมรู้สึกท้อในการเรียน แต่ผมเริ่มเรียนจากการใช้ความรู้สึก คุ้นเคย พอสื่อสารมากขึ้น ก็เริ่มเข้าใจบริบท
ซึ่งบริบทของภาษาอังกฤษ ตามความเห็นของผมก็ไม่ได้แตกต่างจากภาษาไทยอย่างที่คนอื่นคิด 

“เราสามารถใช้ความเข้าใจในภาษาไทย เพื่อเร่งการพัฒนาในภาษาอังกฤษได้”

นี่ก็เป็นเรื่องที่ยาวมาก ไว้ผมจะเขียนลงใน Page โอกาสหน้าครับ

-        ภาษาทุกๆภาษา ประกอบด้วย 4 ทักษะ คือ Listening , Speaking, Writing, Reading รวมถึงภาษาอังกฤษ
ซึ่งในแต่ละทักษะมีความสำคัญเท่าๆกัน แต่มีคุณลักษณะในการฝึกและการใช้งานที่แตกต่างกัน 
ยกตัวอย่างเช่น ผมแบ่งทักษะเหล่านี้เป็น Active skill และ Passive skill 
Active skill คือเราสื่อสารจากตัวเรา ได้แก่ Speaking, Writing
Passive skill คือเรารับการสื่อสารจากบุคคลอื่น ได้แก่ Reading, Listening
ด้วยความที่การเรียนรู้ในแต่ละทักษะแตกต่างกัน ผมขะขอพูดถึงแนวทางและทักษะที่ควรฝึก เป็นอันดับแรก ไว้ใน Page เพราะต้องการรายละเอียดที่เฉพาะ เจาะจง
ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าคุณได้ฝึกตาม ลำดับๆ ภาษาอังกฤษจะง่ายขึ้นมากครับ 

-        หลังจากตั้งใจเรียนประมาณ 2 ปี ในช่วง มปลาย คะแนน ภาษาอังกฤษที่ผมทำได้คือ คะแนน GAT ได้ 294 จาก 300 หรือพูดง่ายๆว่า ผิดวิชาภาษาอังกฤษแค่ข้อเดียว !จาก 50 ข้อ
ไม่เพียงเท่านั้น ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย คะแนนภาษาอังกฤษผมเป็นตัวนำคะแนนวิชาอื่นๆทั้งที่อยู่สายวิทย์ ! ในชั้นมหาวิทยาลัย ผมได้ภาษาอังกฤษ A ล้วน 3 ปีติด โดยที่ไม่ได้อ่านหนังสือ นอกจากนั้นทุกวันนี้ ผมอ่านภาษาอังกฤษ จากตำรา textbook ได้ ฟังและดู ซีรี่ยส์ สารคดี ภาพยนตร์เป็น soundtrack ได้โดยไม่ต้องอ่าน subtitle

ทั้งหมดนี้ไม่ได้ดีที่สุดที่คุณเคยเห็นแต่ผมเชื่อว่าดีมากๆสำหรับคนที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษมาก่อนแล้วเพิ่มระดับมาได้ขนาดนี้ ซึ่งผมตั้งใจ 100%ที่จะมาแบ่งปัน กับทุกๆคน  

6----------------------
ขอสรุปเลยนะครับ 
จากประสบการณ์ของผม มีหลายคนบอกว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ยาก ต้องท่องจำเยอะ แต่ถ้าเราเรียนแบบเก่าๆที่เน้นการท่องจำ เป็นหลัก อาจไม่เหมาะกับคนบางคน ดังนั้นต่อให้เรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงมหาวิทยาลัย ถ้าเราไม่เข้าใจก็ยังยากที่เราจะใช้ภาษาได้สมบูรณ์ ในขณะเดียวกันวิธีที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่เราเริ่มต้นเข้าใจภาษาในสมัยเด็ก คือการเรียนรู้ภาษาจากความรู้สึก สร้างบริบทให้เป็นและพูดผ่านความเคยชิน 
วิธีการนี้เป็นเหตุผลด้วยตัวของมันเอง และเป็นวิธีที่เปลี่ยนจากคนไม่เข้าใจภาษาให้เข้าใจภาษาได้ง่ายขึ้นในระยะเวลาอันสั้น ถ้าตั้งใจจริงๆ 2 ปี คุณก็ทำได้แน่นอนครับ  

FB page ทำอย่างไรผมถึงพูดภาษาอังกฤษได้ใน 2 ปี 
https://www.facebook.com/%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%A1%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%99-2-%E0%B8%9B%E0%B8%B5-101260385475963
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่