JJNY : หอการค้าประเมินสงกรานต์กร่อย│"ทีดีอาร์ไอ"ชี้เสี่ยงล้มกันทั้งปท.│แห่ชื่นชมพนง.แมค│ทัพเมียนมายกระดับการปราบปราม

หอการค้าประเมินสงกรานต์ปีนี้กร่อย เงินหาย3หมื่นล้าน
https://www.dailynews.co.th/economic/832264
 

 
หอการค้าประเมินสงกรานต์ปีนี้กร่อย เงินหาย 3 หมื่นล้านบาท หลังรัฐงดจัดกิจกรรมสาดน้ำ-ระบาดบางแค 
 
 เมื่อวันที่ 20 มี.ค.นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า สงกรานต์ปีนี้รัฐบาลงดจัดกิจกรรมสาดน้ำรวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่มีการรวมตัวกัน อีกทั้งยังมีการระบาดรอบใหม่ที่บางแค ส่งผลต่อบรรยากาศสงกรานต์ไม่คึกคัก มีมูลค่าใช้จ่ายประมาณ 110,000 ล้านบาท มูลค่าลดลง 30,000 ล้านบาท หรือประมาณ 10-20% เทียบกับช่วงบรรยากาศสงกรานต์ปี 63 ที่มีเงินสะพัดประมาณ 140,000 ล้านบาท ส่งผลทำให้อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ลดลง 0.1-0.2%
 
สิ่งสำคัญตอนนี้ต้องดูแผนการฉีดวัคซีนยังไม่ชัดเจน ถ้าภาคท่องเที่ยวในประเทศยังไม่ถูกกระตุ้นในไตรมาส 2 ปี 64 โดยเฉพาะเราเที่ยวด้วยกันเฟส 2 ที่ยังค้างท่ออยู่ส่วนเฟส 3 ออกมาไม่ทันในเดือน เม.ย.นี้และนักเที่ยวต่างชาติยังไม่สามารถเข้ามาไทยได้ตามเป้าหมายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประมาณ 6 ล้านคนในไตรมาส 4 ปี 64 นั้นการจะทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 64 ขยายตัว 4% ตามเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้คงเป็นเรื่องยากมากแต่น่าจะขยายตัวได้เพียง 2.5-2.8% หรือใกล้เคียง 3%” 
 
ด้าน นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) กล่าวว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้เงียบเหงากว่าทุกปีแน่นอน หลังจาก ศบค.ขอความร่วมมือให้งดจัดการเล่นน้ำและจัดคอนเสิร์ตในทุกพื้นที่ ทำให้เดิมทีบรรยากาศเงียบเหงาอยู่แล้ว จะเงียบเหงาขึ้นไปอีก ส่วนการประเมินรายได้การท่องเที่ยวในเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ยังอยู่ระหว่างการประเมิน ขณะเดียวกันทางภาคเอกชนก็ขอรอดูความชัดเจนจากรัฐบาลอีกครั้งว่า จะมีแนวทางกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มเติมอีกหรือไม่ โดยเฉพาะโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 และทัวร์เที่ยวไทย
 
รายงานข่าวจากบริษัทเอก-ชัยดีสทริบิวชั่น ซิสเทม หรือ ห้างโลตัส กล่าวว่า จากมาตรการเล่นสงกรานต์ภาครัฐ คาดว่า กระทบกับค้าปลีกเล็กน้อย เนื่องจากความคาดหวังเดิมของบริษัทคาดว่า กำลังซื้อผู้บริโภคจะฟื้นตัวชัดเจนในครึ่งปีหลังมากกว่า และมาตรการต่างๆ อาทิ เราเที่ยวด้วยกัน เราชนะ เรารักกัน ถือเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นการจับจ่าย และที่สำคัญเชื่อว่า หลังจากมีการใช้วัคซีนต้านโควิด-19 ทั่วโลก จนหลายประเทศกล้าที่จะเปิดประเทศมีนักท่องเที่ยวกลับเข้ามาจะยิ่งช่วยฟื้นกำลังซื้อและฟื้นเศรษฐกิจได้ชัดขึ้น
 
ขณะที่ นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานสื่อสารองค์กร บมจ.สยามแม็คโคร กล่าวว่า การเปิดประเทศจะช่วยให้กำลังซื้อกลับมาชัดเจนในครึ่งปีหลัง ส่วนเทศกาลสงกรานต์ปีนี้เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศกลับมาคึกคักได้ระดับหนึ่งเท่านั้น
 

 
"ทีดีอาร์ไอ"ชี้รัฐเทงบลงทุนน้อยกว่าเงินกู้ ส่อสัญญาณไม่ดี เสี่ยงล้มกันทั้งประเทศ
https://www.matichon.co.th/economy/news_2633911
 
“ทีดีอาร์ไอ” ชี้รัฐเทงบลงทุนน้อยกว่าเงินกู้ ส่อสัญญาณไม่ดี เสี่ยงล้มกันทั้งประเทศ
 
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 20 มีนาคม นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงกรณีการจัดสรรงบประมาณปี 2565 ที่มีงบลงทุนต่ำกว่าเงินกู้ชดเชยงบประมาณแบบขาดดุล ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้แต่ละหน่วยงานปรับงบประมาณตามวงเงินเดิม ก่อนส่งสำนักงบประมาณ เพื่อเสนอให้ที่ประชุม ครม.วันที่ 23 มีนาคม พิจารณาเห็นชอบอีกครั้งนั้น เห็นว่าไม่ปกติ การจัดสรรงบประมาณเปรียบเหมือนกับการจัดการ การใช้จ่ายในครัวเรือน โดยมีเกณฑ์และข้อกำหนดทางการคลัง เป็นตัวกำหนดว่า ควรทำ หรือวางแผนอย่างไร ในส่วนฐานะทางการคลังของภาครัฐ ก็สะท้อนสถานะทางการเงินของภาครัฐ เหมือนกับครอบครัวว่าจะไม่พังหรือไม่ ส่วนพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยทางการเงินการคลัง มีเกณฑ์กำหนดอยู่ว่า จำนวนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ต้องไม่เกิน 60% หมายความว่าถ้าระบบเศรษฐกิจทั้งหมด สร้างรายได้ขึ้นมาได้เท่าไหร่ ภาครัฐก็ไม่ควรมีมูลหนี้เกินนั้น เพราะถ้าเกินไปจะมีความเสี่ยง ใช้คืนหนี้ลำบาก มีหนี้รัดตัวติดอยู่ในกับดักความยากจน เพราะฉะนั้นจึงตั้งเกณฑ์นี้ไว้ ซึ่งขณะนี้หนี้ยังไม่เกินเกณฑ์
 
นายนณริฏกล่าวว่า ส่วนเกณฑ์อีกตัวคือเรื่องของการลงทุนกับการใช้จ่าย โดยพื้นฐานแล้วเหมือนกับครัวเรือน จะพูดเสมอว่ารัฐบาลก็เหมือนกับครัวเรือน ต้องมีรายจ่ายอยู่สองประเภทสำคัญ คือ การบริโภค ถ้าเป็นคนทั่วไป คือ การไปหาความสุข ไปเที่ยว ซื้ออาหารกิน อีกส่วนคือ เรื่องของการลงทุน ที่แตกต่างจากการบริโภค คือ เมื่อมีการลงทุน ก็คาดหวังว่าจะมีผลตอบแทนกลับมา เหมือนกับคนทั่วไปที่ได้รับเงินเดือนมา ต้องแบ่งส่วนหนึ่งไว้บริโภค และอีกส่วนไว้ลงทุน
 
แต่รูปแบบการลงทุนของภาครัฐ จะแตกต่างจากครัวเรือน ถ้าเป็นคนทั่วไปอาจคิดถึงการเล่นหุ้น การสร้างโรงงาน การเปิดร้านขายของ แต่ภาครัฐคงจะทำเช่นนั้นไม่ได้ สิ่งที่รัฐบาลทำได้ คือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่ทำรายได้ให้กับภาครัฐ เพราะหลังจากสร้างโครงสร้างพื้นฐานเสร็จ เช่น ทางด่วน ก็มีการเก็บค่าผ่านทาง หรือถ้าสร้างถนน เมื่อประชาชนเดินทางได้สะดวก มันจะเกิดการลงทุนต่างๆ ท้ายที่สุด คนจะจ่ายภาษีมากขึ้นในอนาคต” นายนณริฏกล่าว และว่า การลงทุนจึงเป็นหัวใจสำคัญ เป็นสาเหตุให้ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง มีเงื่อนไขว่า ต้องมีการลงทุนอย่างน้อย 20% คือไม่ว่าภาครัฐจะมีเงินรายได้เท่าไหร่ก็ตาม อย่างน้อยขอ 20% ใช้ในการลงทุน เพื่อให้มีเงินกลับมาเข้ารัฐ ไม่ใช้นำไปใช้บริโภคจนหมด ให้เงินมันสูญเปล่าหายไป
 
นายนณริฏกล่าวว่า ส่วนของการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินปี 2565 เกณฑ์การลงทุนไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรวมนั้นผ่านเกณฑ์ แต่ที่ไม่ผ่านคือการก่อหนี้ การที่จะใช้จ่ายได้ จะต้องมาดูรายได้ของรัฐบาล ว่ามีรายได้เท่าไหร่ ต้องมาคิดว่าควรต้องจ่ายเท่าไร ขณะนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือภาครัฐ มีรายได้ไม่สมดุลกับรายจ่าย ถ้าจำไม่ผิดปี 2564 รัฐบาลมีรายได้เพียง 2.4 ล้านล้านบาท เมื่อดูแลข้าราชการและระบบศาลปกครองต่างๆ รัฐบาลมีภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก เมื่อเอารายจ่ายรวมกับส่วนที่ต้องลงทุนอีก 20% แล้ว มันเกินรายได้ จึงทำให้ภาครัฐต้องกู้เงินมา เกณฑ์ของวินัยทางการเงินการคลัง จึงกำหนดว่า เงินกู้ไม่ควรมากกว่าเงินลงทุน เมื่อกู้เงินมาจำนวนมาก แล้วนำเงินกู้ส่วนนี้ไปลงทุน ก็ยังเข้าท่าแต่ถ้ามีการกู้มากกว่าการลงทุน แปลว่ากู้มาเพื่อการบริโภค เป็นสิ่งที่ไม่ดี เกณฑ์วินัยการเงินการคลัง คือ อย่างน้อยควรนำเงินกู้ไปลงทุน เกิดผลงอกเงยออกมา แต่ไม่ใช่กู้มาเพื่อการบริโภคและเงินก็หมดไป จะทำให้มีความเสี่ยงสูง เพราะถ้าการเงินรัฐบาลล้ม หมายความว่าเราล้มกันทั้งประเทศ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่