[A Dreamer :กระทู้ให้กำลังใจคนมีฝัน ] รีวิวการเตรียมตัวไปเรียนต่อที่ประเทศเยอรมัน 🇩🇪 ฉบับคนถึก ตอนที่ 5 : DOCUMENT

✅ติดตามเรื่องราวก่อนหน้านี้
ตอนที่ 1 : เริ่มฝัน https://pantip.com/topic/40525297
ตอนที่ 2 : RESET https://pantip.com/topic/40532059
ตอนที่ 3 : BEGIN AGAIN https://pantip.com/topic/40542959
ตอนที่ 4 : ATTEMPT https://pantip.com/topic/40549335

แอบเสริมนิดนึงนะคะ ก่อนที่จะสอบผ่าน IELTS 6.5 เราได้ทำการลองยื่นโทที่อื่นไปก่อนด้วยค่ะ เอาคะแนนยื่นไปที่มหาวิทยาลัยในสเปน ในอเมริกา และ อังกฤษ (สาเหตุหลักๆคืออยากลองยื่นแถวๆยุโรปดูค่ะ ว่าโปรไฟล์ประมาณนี้สามารถเข้ามหาวิทยาลัยในยุโรปได้ไหม)
สรุปคือติดทั้ง 3 ที่ค่ะ แต่ ณ เวลานั้นปฏิเสธไปหมดเลย 🤣

รวมถึงลองยื่นมหาวิทยาลัยในเยอรมันไปที่รับคะแนน IELTS 6.0 ก็ยังโดนปฏิเสธอยู่ค่ะ เขาให้เหตุผลว่าเราbackgroundไม่แน่นพอ ทั้งด้านการศึกษา โปรไฟล์การทำงานและทุกอย่าง ทำให้ตอนนั้นเราเล็ง 2 ประเด็น คือเริ่มต้นงาน กับ สอบIELTS ให้ได้มากกว่านี้

ยังไม่ยอมแพ้เหมือนเดิมค่ะ 💪

ขอย้อนไปอีกนิดนึงค่ะ
ช่วงที่เราสอบ IELTS ผ่าน เป็นช่วงที่ Covid-19 กำลังหนักเลยค่ะ แพลนที่เตรียมเอาไว้ เลยดีเลนิดนึงค่ะ  บางมหาวิทยาลัยประกาศเลื่อนช่วงเวลาการรับสมัคร รวมถึงบางมหาวิทยาลัยยกเลิกภาคการศึกษาไปเลย   ช่วงนั้นเราแอบเซงๆค่ะ คือเข้าใจในสถานการณ์นะ แต่นี่นอยๆคือทุกที่ไม่สามารถให้ dateline เราได้ รวมถึงกังวลว่าไม่รู้จะได้ไปเรียนปีไหน

🤓ช่วงนั้นเป็นอีกช่วงที่เราค่อนข้างในเวลาอยู่กับกิจกรรม 2 อย่าง
1) เริ่มเตรียมเอกสารเพื่อเตรียมยื่น
2) เริ่มการเรียนออนไลน์ที่ชื่อว่า MOOC  จากเว็บไซต์ www.edx.org 
เอาจริงตอนนั้นคือเราก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นเราจะทำยังไงค่ะ ในเมื่อภาคการศึกษาโดนยกเลิกไปโดยไม่มีกำหนด ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือหาอะไรเรียนไปเรื่อยเลย เพื่อเอา certificate ไปใส่ใน Resume

ตัดมาที่ขั้นตอนการเตรียมเอกสาร
📍หลังจากที่เราหาคณะ และ มหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อคือ นั่งลิสเอกสารที่มหาวิทยาลัยต้องการค่ะ
ส่วนใหญ่นะ ที่เราเจอ มหาวิทยาลัยเขาจะขอ
1) Transcript และ ใบปริญญา
2) ใบรับรองการทำงาน
3) Letter Of Recommendation (โดยหัวหน้างาน) 
4) ผลสอบ IELTS
5) Motivation Letter
6) Additional Document เช่น ประกาศนียบัตรเคยเข้าร่วมการแข่งขัน เคยเข้าร่วมกิจกรรมใดๆ รวมถึงสอบวัดระดับภาษาต่างประเทศอื่นๆ
7) CV

อันนี้คือเอกสารที่เราเจอบางมหาวิทยาลัยขอ
8) Letter Of Recommendation (จากอาจารย์ที่ปรึกษาในมหาวิทยาลัย)
9) ใบอธิบายรายวิชาที่ปรากฎใน Transcript รวมถึงใบอธิบายระบบเกรด
10) ตราประทับรับรองจากสถานทูตเยอรมัน

เดี๋ยวเราจะค่อยๆแนะนำวิธีการเตรียมเอกสารแต่ละอย่างเลยนะคะ

🌟🌟🌟🌟 สิ่งแรกที่เราต้องทำคือ อ่านให้ละเอียดเลยค่ะ ว่า
✅ช่วงเวลาการรับสมัครของแต่ละมหาวิทยาลัย (จากประสบการณ์คือไม่เหมือนกันสักที่เลยค่ะ)
✅เอกสารที่มหาวิทยาลัยต้องการ (แนะนำให้ทำ check list)
✅วิธีการสมัคร : บางที่คือให้ส่ง Hard Copy ไป (โดยฉบับถ่ายเอกสาร จะต้องมีตราปั๊มรับรองของสถานทูตเยอรมัน)/ บางที่ให้เราเอาเอกสารตัวจริงสแกนไปแล้วอัพโหลดเข้าระบบ

📍ขั้นตอนคร่าวๆ พูดง่ายๆคือ เตรียมเอกสารให้ครบ และ ยื่นสมัครตามเงื่อนไขและช่วงเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนด

มาค่ะ เริ่มได้
📍เมื่อได้ข้อมูลแล้ว เราก็พร้อมลุย💪
1) Transcript และ ใบปริญญา : อันนี้ตามชื่อเลยค่ะ Transcript คือใบที่โชว์ว่าเราเรียนอะไรไปบ้างแล้วได้เกรดเท่าไหร่ส่วนใบปริญญาคือใบที่รับรองว่าเราจบอะไร (ใบที่เราได้รับในวันรับปริญญาค่ะ)
2) ใบรับรองการทำงาน อันนี้ขอจาก HR บริษัทได้เลยค่ะ ข้อนี้อย่างแนะนำให้กะเวลาดีๆนะคะ เนื่องจากว่าใบรับรองการทำงานโดยบริษัททั่วไปจะอยู่ได้แค่ 3 เดือน สำหรับเราใบรับรองการทำงาน เราขอเป็นอย่าง(เกือบ)สุดท้ายเลยค่ะ
แนะนำนิดนึง โดยปกติแล้ว ถ้าเป็นเยอรมัน เขาจะไม่ชอบใบรับรองที่ทำกิจการที่บ้านนะคะ เพราะเขามองว่า มันไม่ professional ค่ะ
3) Letter Of Recommendation : ต้วนี้คือใบแนะนำตัวเราจากหัวหน้าเราค่ะ โดยส่วนมากจะเป็นการที่หัวหน้าเขียนชมเรานะคะ ว่าเรามีทักษะด้านไหนบ้าง มีจุดเด่นอย่างไร พูดให้เห็นภาพชัดๆ มันคืออารมณ์ว่าผู้ขาย(หัวหน้า)กำลังเขียนแนะนำสินค้า(ตัวเรา)ให้กับผู้ซื้อ(มหาวิทยาลัย)อยู่ ประมาณว่า ถ้าลูกค้าซื้อสินค้านี้ไป ลูกค้าจะไม่ผิดหวัง เพราะอะไรขั้นตอนนี้จึงสำคัญมากค่ะ เพราะเป็นการที่ว่า คนอื่นมองเราอย่างไร
(ขั้นตอนนี้เราโชคดีมาก หัวหน้าเราให้เราเขียนเองค่ะ แล้วหัวหน้าเซ็นต์อย่างเดียวผลสอบ
4) IELTS : อันนี้คือใบผลสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ.                                            
5) Motivation Letter :ใบนี้เป็นอีก1 ไฮไลท์ค่ะ มันคือเรียงความฉบับย่อๆ (โดยปกติความยาวจะอยู่ที่ 1-2 หน้าค่ะ บางมหาวิทยาลัยเขาจะกำหนดไว้เลยอีกอย่างคือเช็คดีๆด้วยค่ะ บางมหาวิทยาลัยเขาจะมี Template มาให้เลย) แนะนำเพิ่มเติม สำหรับการเขียนจดหมายอันนี้นะคะ ตัวเราเอง เราPrintคอร์สออกมาดูเลยค่ะ ว่ามีเรียนอะไรบ้าง ต่อยอดถึงอะไรได้บ้าง แล้วเขียนตัวจดหมายนี้ให้ลิ้งค์กับวิชาที่เขาสอน รวมถึงเราใส่พวกสกิลตัวเองเข้าไปด้วยค่ะ เช่น มีวิชา Leadership เราก็จะเขียนไปเลยว่า เราเคยรองประธานรุ่นนะ อะไรแบบนี้ ดังนั้นเอกสารฉบับนี้ของที่ยื่นแต่ละมหาวิทยาลัยของเราไม่เหมือนกันสักฉบับเลยค่ะT^T โปรเจ็กของเราในอนาคตต้องจับต้องไ้ด้ด้วยนะคะ เยอรมันค่อนข้างซีเรียสค่ะ เราอยากทำอะไรเราต้องเขียนให้ชัดเจน ไม่ใช่ว่า เรียนเพราะว่าอยากได้ความรู้ประมาณนี้ค่ะ
6) Additional Document : เอกสารเพื่อประกอบการพิจารณาเพิ่มเติมค่ะ แนะนำใส่ไปให้หมดเลย ตั้งแต่ประกาศนียบัตรเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ใบสอบวัดระดับภาษาต่างประเทศอื่น(ถ้ามี) รวมถึงประกาศนียบัตรด้านการอบรมหรือการเรียนต่างๆ (ตัวเราเองใส่ยันประกาศนียบัตรเรียนออนไลน์เลยค่ะ) 
7) CV ใบรวบรวมประวัติตัวเอง  อันนี้ระวังนิดนึงด้วยค่ะ บางที่มีการกำหนด Template โดยส่วนมากมหาวิทยาลัยในยุโรปจะใช้เทมจากเว็บนี้ค่ะ https://europa.eu/europass/en/create-europass-cv ซึ่งตัวเราแค่กรอกข้อมูลค่ะ โปรแกรมจะจัดการวางเทมให้หมดเลย ถือว่าสะดวกและประหยัดเวลาไปได้เยอะเลยค่ะ

📍เพิ่มเติมสำหรับเอกสารที่เราโดนขอเพิ่มเติมนะคะ
8) Letter Of Recommendation ของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย : ส่วนตัวเรารบกวนอาจารย์ที่ปรึกษานะคะ คล้ายๆกับใบแนะนำของหัวหน้างานค่ะ แต่ตัวนี้จะเน้นพฤติกรรมเราตอนเรียนหนังสือมากกว่า มีภาวะผู้นำไหม ตอนเรียนเป็นอย่างไร ยิ่งถ้าได้ทำกิจกรรมด้วยนะคะ ถือว่าเลิศมาก
9) ใบอธิบายรายวิชาที่ปรากฎใน Transcript : ตัวนี้ตอนเราได้มา เรางงนิดนึงค่ะ เอกสารตัวนี้ สุดท้ายคือไปลงเอยที่กองกิจการนิสิตค่ะ เราเดินเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่เลย อธิบายให้เขาเข้าใจ ลักษณะของใบนี้คือการอธิบาย Overview สิ่งที่สอนในแต่ละรายวิชา แล้วเอามารวมกันในเอกสารเดียว (ของเราประมาณ 4-5 หน้าค่ะ ในเอกสารมีทั้งชื่อเรา รหัสนิสิต คณะที่เราเรียน รวมถึงตราปั๊มคณะและลายเซ็นต์ค่ะ) ส่วนใบอธิบายระบบเกรด มันคือข้างหลัง Transcript ค่ะ ที่บอกว่า A แปลว่า 4.00 คือ excellent 
10) ตราประทับรับรองสถานทูตเยอรมัน ตัวนี้ต้องเข้าไปที่สถานฑูตเยอรมันนะคะ
แนะนำวิธีการ : ไปจองคิวกับสถานฑูตก่อนนะคะ ทางเว็บนี้https://service2.diplo.de/rktermin/extern/choose_categoryList.do?locationCode=bangk&realmId=1017 
เราจะได้อีเมลล์ยืนยันมา จากนั้นเราก็ไปตามเวลาที่กำหนด
📍สิ่งที่ตัองเตรียมไป : 
✅ ใบนัดหมาย (แนะนำให้Printออกมา เราต้องโชว์ที่หน้าสถานฑูตก่อนเข้าไปข้างในค่ะ)
✅เอกสารทางวิชาการทุกอย่างเป็นฉบับจริง และ สำเนาเอกสารทุกอย่างค่ะ (ที่สถานฑูตจะเปิดเช็ครายแผ่นเลย)
✅Passport or บัตรประชาชน (ตัวจริงเท่านั้น)
✅หลักฐาน Referrence  ว่าเราต้องใช้ (เช่น หน้าเว็บไซต์ของโปรแกรมที่สมัครเรียนมีเขียนไว้ว่าเอกสารทุกฉบับต้องได้รับการรับรองจากสถานทูตเยอรมัน)

❌หลักฐาน Referrence  ถ้ามีโชว์เขา จะไม่เสียค่าบริการปั๊มค่ะ เพราะเขาถือว่าเราไปเรียน แต่ถ้าเกิดว่าไม่มีจะมีค่าบริการคิดเป็นรายหน้านะคะ  ตามนี้เลยค่ะ
‘คิดค่าธรรมเนียมเป็นเงิน 10 ยูโร หน้าต่อไปหน้าละ 1 ยูโร หากเอกสารที่ไม่ใช่ตัวอักษรลาตินจำนวนไม่เกิน 10 หน้าค่าธรรมเนียมเป็นเงิน 15 ยูโร หน้าต่อไปเป็นเงินหน้าละ 1,50 ยูโร โดยให้ชำระค่าธรรมเนียมเป็นเงินสดและเงินบาทตามอัตราการแลกเปลี่ยนของสถานทูต’ 

เราลืมเอาไปค่ะ เราเสียไป 2000 กว่าบาททั้งหมดจำขึ้นใจเลย T^T (จ่ายเป็นเงินสดเท่านั้นด้วยนะคะ ในกรณีไม่มีเงินสด ออกไปกดค่ะ แล้วเข้ามาใหม่)

❌ Remark ขั้นตอนการปั๊มเอกสารไม่ถึง 5 นาทีค่ะ แต่แนะนำอีกอย่างนึง เอกสารทุกอย่างก็เป็นแบบ Hard Copy นะคะ Print ออกมาให้หมด เพราะว่าก่อนเข้าสถานฑูตเราต้องฝากอุปกรณ์Eletronicทุกอย่างไว้ เราไม่สามารถโชว์ผ่านทางมือถือได้ค่ะ

📍สิ่งที่ต้องคำนึงเกี่ยวกับการเตรียมเอกสาร
‼️กำหนดเวลาขอเอกสารดีๆนะคะ อย่างที่บอกว่าเอกสารบางฉบับมีกำหนดวันหมดอายุ
‼️เอกสารเกี่ยวกับวิชาการที่จะยื่นมหาวิทยาลัยในเยอรมัน จะต้องมีตราประทับขององค์กรนั้นๆ และลายเซ็นต์ ตัวจริงเท่านั้นนะคะ
‼️อ่านเงื่อนไขการสมัครดีๆ ว่าเขาให้เราสมัครโดยการยื่นเอกสารออนไลน์ หรือว่าส่ง Hard Copy หรือว่าทั้งสมัครออนไลน์และHard Copyค่ะ (บางมหาวิทยาลัยอาจจะมีการให้ส่ง Hard Copy ไปเลยหรือว่าให้นำไปวันที่เปิดภาคเรียนตรงนี้ต้องถามให้ละเอียดค่ะ)
‼️วิธีการติดต่อมหาวิทยาลัยที่เวิร์คมาก คือการส่งอีเมลล์ค่ะ ที่เยอรมันปกติ2-4วันก็ตอบแล้วค่ะ แต่ถ้าเกิดว่าเขาหายไปจริงๆ เขาจะมี Auto Reply ส่งกลับมา ดังนั้นวางใจได้เกี่ยวกับเรื่องไม่หือไม่อือไม่ตอบ
‼️เอกสารทุกตัวต้องเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาเยอรมันเท่านั้นค่ะ
‼️สำหรับในกรณีที่ต้องส่ง Hard Copy ไปมหาวิทยาลัย แนะนำให้คำนึงเรื่องเวลาด้วยนะคะ คืออารมณ์ว่าเอกสารต้องถึงก่อน Dateline ค่ะ ส่วนตัวเราเผื่อเวลาไว้แบบเซฟคือ 14 -20 วัน เผื่อฉุกเฉิน ชนเสาร์อาทิตย์ มหาวิทยาลัยปิดนู่นนี่นั่น เพราะเขานับเวลาที่เขาได้รับเป็นหลัก อีกทั้งสำหรับอันนี้เราแนะนำ DHL นะคะ เราส่งเอกสารไป Leipzig 2 วันถึงไวมาก
‼️แนะนำว่าเอกสารทุกฉบับที่เราเขียนเองหรือหัวหน้าเซ็นต์ควรเป็นปัจจุบันมากที่สุด แม้ว่ามันไม่มีวันหมดอายุ แต่โดยปกติแล้ว ช่วงเวลาจะอยู่ประมาณ 3 เดือนค่ะ

ขั้นตอนการเตรียมเอกสาร เราใช้เวลาร่วม 8 เดือนค่ะ (ยื่นทั้งหมด 5 ที่) ขั้นตอนที่กินเวลามากคือการเขียน Motivation Letter ที่เกลาไปเกลามาอยู่นาน จริงๆตัวเอกสารใช้ไม่กี่อย่างค่ะ แต่มันมาวุ่นวายตรงที่ต้องไปหลายๆที่ ติดต่อหลายๆคน กว่าจะครบทุกอย่างเลยกินเวลา อีกอย่างคือเราทำงานด้วยค่ะ ดังนั้นต้องจัดเวลาอย่างดี

📍เมื่อเราเตรียมเอกสารทั้งหมดเสร็จแล้ว ก็ทะยอยอัพโหลดเข้าระบบ เราใช้เวลาขั้นตอนนี้ 2-3 วันในการเช็คเอกสารทุกอย่าง วันที่ต่างๆ รวมถึงรายละเอียด ตาเริ่มลาย เลยค่อยๆค่ะ และอีกอย่างถ้าเรา submit ไปแล้วมันแก้ไขไม่ได้ยอมรับว่าขั้นตอนนี้กินเวลาชีวิตมาก ด้วยความที่ยื่นหลายมหาลัย แล้วอีกอย่างคือเอกสารที่ขอเยอะมาก เราถึงขั้นเดินเข้าเดินออกโรงเรียนมัธยม

จำได้ดีว่าเริ่มยื่นเอกสาร รวมถึงส่งเอกสารทางไปรษณีย์ตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2019  ตอนนั้นเป็นช่วง Covid-19 อยู่เรามีความกังวลหลายอย่าง เพราะว่าโปรแกรมที่เราตั้งใจจะเรียนดันเลื่อนเทอมอีกแล้วค่ะ จาก 5 มหาวิทยาลัย เหลือที่ยื่นได้จริงๆแค่ 3 ที่ ยอมรับตรงๆว่าตอนนั้นเราถอดใจแล้วนะคะ ว่าไม่ติดรอบนี้แน่ๆ แต่ในเมื่อโอกาสมันมาถึง เราเลยยื่นไป เพราะว่าเตรียมเอกสารครบหมดแล้ว

ไม่ได้คิดว่ารอบนี้จะติด แต่สุดท้ายตอนกลางเดือนมกราคม 2020 ก็ได้จดหมายเรียกสัมภาษณ์ของมหาวิทยาลัยมาค่ะ
เดี๋ยวตอนต่อไปจะมาเหลาการสอบสัมภาษณ์ของมหาวิทยาลัยในเยอรมันให้ฟังนะคะ 🤓
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่