[A Dreamer :กระทู้ให้กำลังใจคนมีฝัน ] รีวิวการเตรียมตัวไปเรียนต่อที่ประเทศเยอรมัน 🇩🇪 ฉบับคนถึก ตอนที่ 2 : RESET

วันนี้เรามาคุยกันต่อค่ะ หลังจากครั้งที่แล้วได้แชร์ตอนที่ 1 สามารถตามอ่านได้ทางนี้นะคะ : https://pantip.com/topic/40525297

(คุยกันต่อ)
หลังจากที่เราเรียนจบปริญญาตรีฯภาษาจีน จำได้ว่าตอนนั้นเราได้เดินไปปรึกษาศูนย์บริการข้อมูล DAAD เพื่อศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดการศึกษาต่อ แต่ผลสุดท้ายพอเราปรึกษาเสร็จ เราถึงขั้น fail เลยค่ะ อย่างที่บอกว่าปกติแล้วเรียนที่เยอรมัน จะค่อนข้างซีเรียสเรื่องตรงสายมากๆ คืออารมณ์ว่าถ้าเราจบตรีภาษาจีน ปริญญาโตเราต้องเลือกแขนงเดียวกันกับปริญญาตรี นั่นก็คือต้องเลือกทางด้านภาษาจีน จีนศึกษาแนวนั้นไปเลย และที่สำคัญคือหลักสูตรพวกนี้มีแต่ภาษาเยอรมันเท่านั้น ตอนนั้นบอกเลยว่าพอฟังเสร็จ รู้สึกเหมือนฝันแตกสลาย มันเหมือนกับว่ามันไปไม่ได้แล้ว

ณ ตอนนั้นเราก็ถามในศูนย์นั่นแหละ ว่าพอมีทางไหม แต่ทางนั้นก็ให้ข้อมูลเราได้แค่ว่า อย่างงั้นก็คงต้องพิจารณาจากประสบการการทำงานเอา และต้องโดดเด่นมากๆ อีกทั้งยังแนะนำให้เรียนใหม่ เนื่องจากมันคนละสายมากๆ มากจนแบบมันดูขยับไม่ได้ อีกทั้งเราเป็นคนเรียนกลางๆค่ะ 3.1x คือการเรียนเราไม่ได้โดดเด่นอะไรอยู่แล้ว ซึ่งการที่จะเข้าด้วยโควต้าคะแนน มันเป็นไปไม่ได้เลย 

สุดท้ายมีความคิดที่นั่งคิดอยู่ในหัว
1) หางานทางด้านการตลาดและทำงานเก็บประสบการณ์ไป
2) เรียนปริญญาตรีฯใหม่อีกใบ 

เราถึงขั้นมานั่ง outweight ข้อดีข้อเสีย หาข้อมูลไปเรื่อยๆ ลองขยี้แนวความคิดตัวเองเป็นหลายๆทาง อันนี้เราขอแชร์ให้ฟังนะคะ 
1) ทำงาน เก็บประสบการณ์ : จบสายภาษามา ส่วนใหญ่งานที่ offer ก็จะเป็นพวกสายภาษาหนักๆ เช่น ล่าม แปล รวมไปถึงเลขาผู้บริหาร บริษัทส่วนใหญ่ที่รับก็ต้องเป็นสัญชาติจีน (ซึ่งอย่างที่บอก ว่าเราพยายามจะถีบตัวเองออกมาจุดเดิมมาตลอด) และอีกอย่าง ณ ตอนนั้นเราแทบจะหนีไปซบอกสายอินเตอร์ไม่ได้เลย เพราะว่าภาษาอังกฤษเรามันไม่ค่อยดี
2) เรียนปริญญาตรีอีกใบ เอาแบบตรงสาย ( โอกาสสอบกลับเข้าไปเรียนนี่ยากมาก ณ ตอนนั้นมีมหาวิทยาลัยเปิด 2 แห่งขึ้นมาในหัว คือ รามฯ กับ สุโขทัยฯ) เราเริ่มหาข้อมูลจากมุมกว้าง ลองเสิชหาข้อมูลการเรียนโทสายบริหารของมหาวิทยาลัยในภูมิภาคต่างๆ ทั้งในอเมริกา | สหภาพยุโรป รวมไปถึงออสเตเรีย ส่วนใหญ่แล้ว มันควรจะจบตรีเป็นสายบริหารมา เลยตัดสินใจว่าโอเค เราจะเลือกช้อย 2 เนื่องจากว่าพอคิดถึงอนาคตแล้ว มันดูได้เปรียบมากกว่า จู่ๆถ้าวันนึงความตั้งใจเปลี่ยน มันขยับได้มากกว่า ถ้าเรามี background เป็นอย่างงั้น 

สเตปต่อไปที่เราคิด เราจะเรียนที่ไหนดี ระหว่าง รามฯ กับ สุโขทัยฯ
2 อย่างที่ค่อนข้างต้อง concern มากๆ
1)📍 ปีที่เราอยากไปเรียนต่อ เนื่องจากมันจะมีผลต่อการลงจำนวนวิชาเรียน ยิ่งเราลงน้อย เวลาจบก็จะยิ่งยืดไป
ซึ่งตรงนี้บอกเลยว่า จำนวนวิชาเรียนของสุโขทัยฯ ลงได้มากสุดแค่ 2 ตัว ดังนั้น กว่าจะจบปริญญาตรีได้ เราคำนวนไว้คือประมาณ 3 เทอม (ณ ปี 58) 
ส่วนรามฯได้มากสุดคือ 7 ตัว ปีของเราถือว่าโชคดีมาก เพราะว่าเป็นปีสุดท้ายที่ได้โอนหน่วยกิตวิชาเรียนพื้นฐานได้ เลยทำให้ย่นระยะเวลาไปได้เยอะ
2) 📍การได้รับการรับรองจากเยอรมัน 
อันนี้ค่อนข้างสำคัญ เนื่องจากว่าที่เยอรมันจะมีเป็นตัวเว็บไซต์เลย ที่ให้เราคอยเช็คว่ามหาวิทยาลัยไหนและคณะใดในต่างประเทศ ได้รับการรับรองจากเยอรมันบ้าง ประเด็นนี้ค่อนข้างสำคัญ เนื่องจากมันบ่งบอกถึงคุณภาพในการศึกษา รวมถึงชี้วัดมาตรฐานต่างๆ 
เว็บไซต์อ้างอิง : https://anabin.kmk.org/anabin.html (เป็นภาษาเยอรมันนะคะ)

สุดท้ายหลังจากที่เราตกตะกอนความคิดตัวเองเสร็จ เราตัดสินใจลงปริญญาตรีฯ ใบที่สองที่รามฯ บอกเลยว่าถือว่าเป็นอีก 1 ในความโชคดี ที่วันที่รู้ตัวว่าจะสมัครเป็นช่วงรับสมัครของที่รามฯพอดี มันเลยทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนเป๊ะๆ ตามที่วางไว้ และลุล่วงไปได้ด้วยดี

พอสมัครเสร็จ แทนที่จะโล่งใจ กลายเป็นว่าทำให้ตัวเองจิตตกและกังวลมากกว่าเดิม 
จากเด็กภาษาที่ค่อนข้างอ่อนคำนวน ต้องมานั่งเรียนบัญชี กับ ไฟแนนซ์อีก
(เดี๋ยวมาเล่าชีวิตการเรียนรามฯในตอนต่อไปนะคะ รับรองมันส์แน่ๆ )
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่