JJNY : ท่องเที่ยวพบเกือบ35%ปิดกิจการ/รถป้ายแดงปี63ลดวูบ14%/น้องวิวกางร่มเรียนออนไล์กลางป่า/ก้าวไกลประกาศส่งส.ก.ครบ30เขต

ททท. สำรวจเอกชนท่องเที่ยวพบผู้ประกอบการเกือบ 35% ปิดกิจการ - วอนรัฐช่วย 
https://www.khaosod.co.th/economics/news_5795566
 

 
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. สำรวจแนวทางการช่วยเหลือ ที่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวต้องการจากภาครัฐระหว่างวันที่ 10-12 ม.ค2564 ทางออนไลน์ เพื่อนำไปใช้ศึกษาแนวทางกรฟื้นฟุธุรกิจท่องเที่ยว จากผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ทั้งสถานที่พัก บริษัทนำเที่ยว ร้านอาหาร บริการรถเช่า และบริการรถสาธารณะ 1,884 ราย
 
แบ่งเป็นสถานที่พัก 44.37% บริษัทรถเช่า บริการรถสาธารณะ 6.95% บริษัทนำเที่ยว 23.78% ร้านอาหารเครื่องดื่ม 10.40% โดยธุรกิจส่วนใหญ่ยังเปิดให้บริการ 65.34% และที่เหลือ 34.66% ปิดให้บริการ ซึ่งแนวทางการช่วยเหลือที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องการจากภาครัฐ ส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐออกมาตรการมาลดต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า และสนับสนุนเงินเดือนค่าจ้างพนักงาน เพื่อรักษาการจ้างงานมากที่สุด เพราะเห็นว่าเรื่องนี้มีความจำเป็นเร่งด่วนจริงๆ กับการประคองธุรกิจให้อยู่รอดไปได้
 
ทั้งนี้ แนวทางช่วยเหลือที่ต้องการจากภาครัฐผลการสำรวจ มีดังนี้คือ มาตรการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายผู้ประกอบการประมาณต้องการ 92.57% และ ไม่ต้องการประมาณ 7.43%, มาตรการพักชำระหนี้ ผู้ประกอบการประมาณ 81.16% ต้องการ และอีกประมาณ 18.84% ไม่ต้องการ, มาตรการขอปรับลดอัตราดอกเบี้ย พร้อมทั้งพักการชำระเงินต้น ผู้ประกอบการ 79.94% ต้องการ และ อีกประมาณ 20.06% ไม่ต้องการ และมาตราการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ผู้ประกอบการ 78.77% และ 21.23% ไม่มีความต้องการ
 
ขณะเดียวกันผู้ประกอบธุรกิจยังเสนอให้ช่วยสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน โดยส่วนใหญ่ต้องการวงเงินกู้อยู่ที่ 1-5 ล้านบาท มากที่สุด รองลงมาคือ 500,000-1 ล้านบาท และ 100,000-500,000 บาท ส่วนอัตราสินทรัพย์ค้ำประกันวงเงินกู้ที่ต้องการ ส่วนใหญ่ขอให้ไม่มีการค้ำประกัน รองลงมาคือ มีการค้ำประกัน 1-5% ของวงเงินกู้ และ 15-20% ของวงเงินกู้ ตามลำดับ
 
สำหรับแนวทางความช่วยเหลือที่ต้องการจากภาครัฐ เบื้องต้นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการเร่งด่วนคือ การขอพักชำระหนี้ ส่วนใหญ่ประมาณ 63.64% ของผู้ประกอบการที่ตอบแบบสอบถามอยากให้รัฐบาลมีมาตรการพักชำระหนี้ประมาณ 19-24 เดือน ประมาณ 24.39% ของผู้ประกอบการที่ตอบแบบสอบถาม อยากให้รัฐบาลช่วยพักชำระหนี้ประมาณ 7-12 เดือนประมาณ 8.57% ของผู้ประกอบการที่ตอบแบบสอบถาม อยากให้รัฐบาลช่วยพักชำระหนี้ประมาณ 1-6 เดือน ประมาณ 3.4% ของผู้ประกอบการที่ตอบแบบสอบถาม อยากให้รัฐบาลช่วยพักชำระหนี้ประมาณ 13-18 เดือน
 
ส่วนมาตรการขอปรับลดอัตราดอกเบี้ย พร้อมทั้งพักการชำระเงินต้น ส่วนใหญ่ 36.92% ของผู้ประกอบการที่ตอบแบบสอบถาม ต้องการชำระดอกเบี้ยประมาณ 1-1.99%, 24.04% ของผู้ประกอบการที่ตอบแบบสอบถาม ต้องการชำระดอกเบี้ยประมาณ 0-0.5%, 21.18% ของผู้ประกอบการที่ตอบแบบสอบถาม ต้องการชำระดอกเบี้ยประมาณ 2-2.99%, 8.17% ของผู้ประกอบการที่ตอบแบบสอบถาม ต้องการชำระดอกเบี้ยประมาณ 5%
 
ขนาดธุรกิจส่วนใหญ่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท สัดส่วน 36.36% ขนาดตั้งแต่ 5 ล้านบาทถึงไม่เกิน 200 ล้านบาทสัดส่วน 51.96% และขาดตั้งแต่ 200 ล้านบาทขึ้นไป สัดส่วน 11.68% พื้นที่ตั้งธุรกิจอยู่ภาคใต้ 40.29% ภาคเหนือ 19.48% กรุงทพและปริมาณฑ, 15.50% ภาคกลาง 3.02% ภาคตะวันออก 8.28% ภาคตะวันออกเฉียงเหนืเอ 6.48% ภาคตะวันตก 6.95% ซึ่งความต้องการทั้งหมด ททท. ยังเตรียมนำไปใช้เป็นข้อมูลในการศึกษาแนวทางการฟื้นฟูธุรกิจท่องเที่ยว และจะไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งนำเสนอคณะกรรมการ ททท. และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อพิจารณาต่อไป
 

 
โควิดพ่นพิษ ทำยอดจดทะเบียน "รถใหม่ป้ายแดง" ทั่วประเทศปี 63 ลดวูบ 14%
https://www.thairath.co.th/news/business/2017931
 
นางจันทิรา บุรุษพัฒน์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยถึงสถิติรถจดทะเบียนใหม่ทั่วประเทศ ภาพรวมปี 63 (ม.ค. - ธ.ค. 63) พบว่ามีผู้นำรถใหม่ป้ายแดงมาจดทะเบียน รวม 2,638,466 คัน ลดลงเฉลี่ย 14% เมื่อเทียบกับสถิติรถจดทะเบียนใหม่ย้อนหลัง 3 ปี ซึ่งหากเปรียบเทียบเป็นรายปีจะพบว่า ลดลง 13.17% เมื่อเทียบกับปี 62 ที่มีรถรถจดทะเบียนใหม่ 3,038,943 คัน ลดลง 14.71% เมื่อเทียบกับปี 61 ที่มีรถจดทะเบียนใหม่ 3,093,791 คัน และลดลง 13.98% เมื่อเทียบกับปี 60 ที่มีรถจดทะเบียนใหม่ 3,067,278 คัน สาเหตุที่ลดลงคาดว่าส่วนหนึ่งเพราะความกังวลกับสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ดังนั้นเมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ประชาชนจะมีความมั่นใจในการตัดสินใจครอบครองรถมากขึ้น
 
เมื่อจำแนกการจดทะเบียนใหม่ตามประเภทรถ พบว่ารถที่จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มีสถิติดังนี้ รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน มีสถิติการจดทะเบียน จำนวน 559,553 คัน ลดลงจากปีก่อน 22.63% ในขณะที่รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล มีสถิติการจดทะเบียน จำนวน 226,399 คัน ลดลงจากปีก่อน 16.45% และรถจักรยานยนต์ มีสถิติการจดทะเบียน จำนวน 1,681,437 คัน ลดลงจากปีก่อน 10.40% ส่วนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน มีสถิติการจดทะเบียน จำนวน 28,962 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 45.05%
 
สำหรับสถิติรถโดยสารสาธารณะ ที่จดทะเบียนภายใต้พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 พบว่า รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน หรือ แท็กซี่ มีสถิติการจดทะเบียน จำนวน 3,674 คัน ลดลงจากปีก่อน 53.82% รถยนต์รับจ้างสามล้อ หรือ ตุ๊กตุ๊ก มีสถิติการจดทะเบียน จำนวน 194 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 25.25% ส่วนรถจักรยานยนต์สาธารณะ มีสถิติการจดทะเบียน จำนวน 2,273 คัน ลดลงจากปีก่อน 44.53%
 
ในส่วนของรถที่จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มีสถิติดังนี้ รถโดยสารประจำทาง มีสถิติการจดทะเบียน จำนวน 2,404 คัน ลดลงจากปีก่อน 35.41% รถโดยสารไม่ประจำทาง มีสถิติการจดทะเบียน จำนวน 3,676 คัน ลดลงจากปีก่อน 52.21% รถโดยสารส่วนบุคคล มีสถิติการจดทะเบียน จำนวน 697 คัน ลดลงจากปีก่อน 18.95% ในส่วนของรถบรรทุกไม่ประจำทาง มีสถิติการจดทะเบียน จำนวน 34,019 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 9.63% แต่รถบรรทุกส่วนบุคคล มีสถิติการจดทะเบียน จำนวน 35,702 คัน ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 5.22%
 
ทั้งนี้ จากสถิติรถจดทะเบียนใหม่ตลอดปี 2563 ส่งผลให้จำนวนรถจดทะเบียนสะสมทั่วประเทศ ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2563 มีจำนวนทั้งสิ้น 41,471,345 คัน โดยรถจักรยานยนต์สูงสุด จำนวน 21,396,980 คัน รองลงมาคือ รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน จำนวน 10,446,505 คัน รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล จำนวน 6,878,050 คัน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน จำนวน 434,254 คัน รถจักยานยนต์สาธารณะ 170,506 คัน รถแท็กซี่ จำนวน 80,172 คัน ส่วนรถโดยสารมีจำนวนทั้งสิ้น 151,547 คัน และรถบรรทุก จำนวน 1,173,801 คัน.
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่