
ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 19 ธันวาคม 2568 เวลา 21:56 น.
รวมธนาคารพาณิชย์-รัฐ ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้-เงินฝาก ขานรับมติ กนง.ล่าสุด หั่นดอกเบี้ย 0.25% เหลือ 1.25% ต่อปี ช่วยลดภาระค่าครองชีพและเป็นของขวัญปีใหม่ให้ลูกค้า
KBank ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25%
อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี
ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ปรับลด 0.10% จาก 6.72% เหลือ 6.62% ต่อปี
ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ปรับลด 0.25% จาก 6.72% เหลือ 6.44% ต่อปี
อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี
ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคล (MRR) ปรับลด 0.01% จาก 6.78% เหลือ 6.68% ต่อปี
พร้อมทั้งปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร 0.05-0.10%
ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าว มีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป
ออมสิน ลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% ตรึงดอกเงินฝาก
ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ปรับลด 0.15% จาก 6.325% เหลือ 6.175% ต่อปี
ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ปรับลด 0.25% จาก 6.095% เหลือ 5.845% ต่อปี
ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคล (MRR) ปรับลด 0.10% จาก 6.295% เหลือ 6.195% ต่อปี
โดยมีผลวันที่ 22 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง
สำหรับดอกเบี้ยธนาคารยังตรึงอัตราดอกเบี้ยเดิมเพื่อรักษาประโยชน์ของผู้ฝากเงินตามภารกิจส่งเสริมการออมของธนาคาร
ธ.ก.ส. ลดดอกเบี้ยเงินกู้ เหลือเริ่มต้น 6.025%
ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) เหลือ 6.025% ต่อปี
ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) เหลือ 6.125% ต่อปี
ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคล (MRR) เหลือ 6.625% ต่อปี
โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ ธ.ก.ส.เดินหน้าดูแลหนี้เกษตรกรแบบครบวงจร โดยเฉพาะมาตรการพักชำระหนี้เกษตรกรรายย่อย ซึ่งเฟส 3 มีผู้เข้าร่วมกว่า 1.35 ล้านราย วงเงินต้นกว่า 203,000 ล้านบาท พร้อมทั้งช่วยฟื้นฟูอาชีพและลดต้นทุนเพื่อเพิ่มรายได้ระหว่างพักชำระหนี้
ธ.ก.ส. ยังปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเสริมสภาพคล่อง เช่น สินเชื่อแทนคุณ-เงินด่วนสิบหมื่น สำหรับสมาชิก อสม. และ อสส. วงเงินกู้สูงสุดรายละ 100,000 บาท ดอกเบี้ย 0.50% ต่อเดือน สินเชื่อเกษตรวิวัฒน์ สนับสนุนรายได้คู่ขนาน ดอกเบี้ย 5 ปีแรก MRR -2% ต่อปี
บสย. หั่นดอก Prime Rate เหลือ 5.53%
นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บสย.ขานรับนโยบายรัฐบาลปรับลดอัตราดอกเบี้ย Prime Rate ลง 0.25% ต่อปี คงเหลือ 5.53% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุด และนับเป็นครั้งที่ 4 ของปี เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ช่วยลดภาระทางการเงินให้กับลูกหนี้ เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ โดยมีผลตั้งแต่ วันที่ 19 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป
ปัจจุบัน บสย.มีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลม ผ่านมาตรการ “บสย.พร้อมช่วย” ที่ออกแบบเพื่อรองรับกับความสามารถในการชำระหนี้ จุดเด่น ยืดหนี้ยาวสูงสุด 7 ปี ช่วย SMEs “ผ่อนเผาแรง” พร้อม “ตัดเงินต้น ก่อนตัดดอก” และคิดอัตราดอกเบี้ย 0% พร้อมลดต้นทุนสูงสุด 30%
กรุงไทย ลดดอกกู้สูงสุด 0.25%-เงินฝาก ดอกลด 0.05-0.10%
สำหรับการปรับลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ ประกอบด้วย
ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ปรับลด 0.10% จาก 6.50% เหลือ 6.40% ต่อปี
ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ปรับลด 0.25% จาก 6.62% เหลือ 6.37% ต่อปี
ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคล (MRR) ปรับลด 0.10% จาก 7.045% เหลือ 6.945% ต่อปี
ทั้งนี้ ธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 0.05%-0.10% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่ปรับลดน้อยกว่าดอกเบี้ยอัตราเงินกู้โดยล่าสุดมีมาตรการพักชำระหนี้เงินต้นและยกเว้นดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน สำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยในเขตพื้นที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) ในภาคใต้ รวมถึงผลกระทบชายแดนไทย–กัมพูชา มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ ธนาคารยืนหยัดเดินเคียงข้างลูกค้าและประชาชนในทุกสถานการณ์ สอดคล้องวิสัยทัศน์ “กรุงไทย เคียงข้างไทย สู่ความยั่งยืน”
โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป
ไอแบงก์ ลดอัตรากำไรสินเชื่อ 0.10%
นางวิมลรัตน์ ปิยสถาพรพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารกลุ่มงานการเงิน ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายทางการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดดอกเบี้ยจากร้อยละ 1.50 ต่อปี เหลือร้อยละ 1.25 ต่อปี เพื่อให้ภาวะการเงินมีความผ่อนคลาย ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยไอแบงก์ขานรับนโยบายปรับลดอัตรากำไรสินเชื่อทุกประเภท 0.10% เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินให้ลูกค้าทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง
การปรับลดอัตรากำไรสินเชื่อในครั้งนี้ ประกอบด้วย
การปรับอัตรากำไรสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (SPR) จากเดิมร้อยละ 7.65 ต่อปี ลดลง 0.10% เหลือร้อยละ 7.55 ต่อปี
การปรับอัตรากำไรสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทสินเชื่อแบบกำหนดระยะเวลา (SPRL) จากร้อยละ 7.80 ต่อปี ลดลง 0.10% เหลือ 7.70 ต่อปี
อัตรากำไรสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (SPRR) จากร้อยละ 8.05 ต่อปี ลดลง 0.10% เหลือร้อยละ 7.95 ต่อปี
โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568
พร้อมกันนี้ ไอแบงก์ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน ด้วยผลิตภัณฑ์เงินรับฝากออมทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ “ibank e-Sevings” เปิดบัญชีสะดวกด้วยตัวเอง ผ่าน ibank Application บนแอปกระเป๋าตัง ให้ผลตอบแทนสูงสุด 2.2% ต่อปี
SCB หั่นดอกกู้ เริ่ม 23 ธันวาคม 2568
ทั้งนี้ ธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั้ง MLR,MOR และ MRR ลง 0.10-0.25% ต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายการเงินและแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า
ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) จากปัจจุบันอยู่ที่ 6.500% เป็น 6.400% ต่อปี
ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) จากปัจจุบันอยู่ที่ 6.675% เป็น 6.425% ต่อปี
ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคล (MRR) จากปัจจุบันอยู่ที่ 6.775% เป็น 6.675% ต่อปี
โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2568
ทั้งนี้ ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ธนาคารได้ปรับลง 0.05-0.10% ต่อปี โดยธนาคารไม่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของลูกค้าธรรมดาลง เพื่อช่วยเหลือผู้ฝากเงินในภาวะดอกเบี้ยต่ำ
SME D Bank ลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15%
ดังนั้น SME D Bank ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย ขานรับนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15% เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้แก่
ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate : MRR) จาก 7.325% ต่อปี ลดลงเหลือ 7.175% ต่อปี
ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate : MOR) จาก 7.20% ต่อปี ลดลงเหลือ 7.15% ต่อปี
มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 4 ในปี 2568 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ลดภาระทางการเงิน บรรเทาผลกระทบจากปัจจัยท้าทายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ภัย ธรรมชาติ ความไม่แน่นอนของภาษีการค้า และปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน เป็นต้น รวมถึง สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ช่วยให้ธุรกิจเอสเอ็มอี สามารถประคับประคอง และเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้
ขณะเดียวกัน SME D Bank ยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากไว้เช่นเดิม เพื่อสร้างโอกาสให้ลูกค้าธนาคาร ทั้งกลุ่มนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา ตลอดจนหน่วยงาน องค์กร สถาบัน หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน มีทางเลือกในการหาแหล่งฝากเงินผลตอบแทนเหมาะสม และมีความมั่นคงปลอดภัยสูงสุด
แบงก์กรุงเทพ ลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15% ต่อปี
นายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ เอ็มแอลอาร์ (MLR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) เป็น 6.45% จาก 6.50% ต่อปี
เอ็มโออาร์ (MOR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) เป็น 6.60% จาก 6.75% ต่อปี และเอ็มอาร์อาร์ (MRR) หรืออัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) เป็น 6.60% จาก 6.65% ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ต้องการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวและมีความเสี่ยงมากขึ้น รวมถึงสนับสนุนประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายของภาครัฐ
นอกจากนี้ ธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลง 0.05-0.10% ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568
กรุงศรี ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25%
นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “กรุงศรีพร้อมดูแลและให้ความช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการเติบโตและส่งเสริมความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม”
กรุงศรีปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ดังนี้
อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate หรือ MLR) ปรับลดลง 0.10% จาก 6.750% เป็น 6.650%
อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate หรือ MOR) ปรับลดลง 0.25% จาก 6.725% เป็น 6.475%
อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate หรือ MRR) ปรับลดลง 0.10% จาก 6.870% เป็น 6.770%
ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยใหม่ดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป
ทีทีบี ลดดอกเบี้ยสูงสุด 0.25% มีผล 23 ธ.ค.นี้
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต กล่าวว่า ทีทีบีพร้อมอยู่เคียงข้างและให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ลูกค้าทุกกลุ่มในทุกสถานการณ์มาโดยตลอด ขณะที่ปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจนและมีความเสี่ยงมากขึ้น จากความท้าทายรอบด้าน ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของภาคครัวเรือน และสภาพคล่องของภาคธุรกิจ
ทีทีบีจึงพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงสูงสุด 0.25% ต่อปี สำหรับผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อ้างอิงอัตราดอกเบี้ย MLR MOR และ MRR มีผลตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป สอดคล้องกับมติของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับลูกค้าบุคคลและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และครัวเรือนกลุ่มรายได้ต่ำที่ยังมีความเปราะบาง ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ เชื่อว่าจะช่วยประคองธุรกิจ การจ้างงาน และการดำรงชีวิตของประชาชนให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ :
https://www.prachachat.net/finance/news-1939825
แบงก์รัฐ-พาณิชย์ หั่นดอกเบี้ยส่งท้ายปี’68 รับมติ กนง. ลด 0.25%
ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 19 ธันวาคม 2568 เวลา 21:56 น.
รวมธนาคารพาณิชย์-รัฐ ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้-เงินฝาก ขานรับมติ กนง.ล่าสุด หั่นดอกเบี้ย 0.25% เหลือ 1.25% ต่อปี ช่วยลดภาระค่าครองชีพและเป็นของขวัญปีใหม่ให้ลูกค้า
KBank ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25%
อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี
ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ปรับลด 0.10% จาก 6.72% เหลือ 6.62% ต่อปี
ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ปรับลด 0.25% จาก 6.72% เหลือ 6.44% ต่อปี
อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี
ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคล (MRR) ปรับลด 0.01% จาก 6.78% เหลือ 6.68% ต่อปี
พร้อมทั้งปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร 0.05-0.10%
ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าว มีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป
ออมสิน ลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% ตรึงดอกเงินฝาก
ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ปรับลด 0.15% จาก 6.325% เหลือ 6.175% ต่อปี
ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ปรับลด 0.25% จาก 6.095% เหลือ 5.845% ต่อปี
ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคล (MRR) ปรับลด 0.10% จาก 6.295% เหลือ 6.195% ต่อปี
โดยมีผลวันที่ 22 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง
สำหรับดอกเบี้ยธนาคารยังตรึงอัตราดอกเบี้ยเดิมเพื่อรักษาประโยชน์ของผู้ฝากเงินตามภารกิจส่งเสริมการออมของธนาคาร
ธ.ก.ส. ลดดอกเบี้ยเงินกู้ เหลือเริ่มต้น 6.025%
ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) เหลือ 6.025% ต่อปี
ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) เหลือ 6.125% ต่อปี
ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคล (MRR) เหลือ 6.625% ต่อปี
โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ ธ.ก.ส.เดินหน้าดูแลหนี้เกษตรกรแบบครบวงจร โดยเฉพาะมาตรการพักชำระหนี้เกษตรกรรายย่อย ซึ่งเฟส 3 มีผู้เข้าร่วมกว่า 1.35 ล้านราย วงเงินต้นกว่า 203,000 ล้านบาท พร้อมทั้งช่วยฟื้นฟูอาชีพและลดต้นทุนเพื่อเพิ่มรายได้ระหว่างพักชำระหนี้
ธ.ก.ส. ยังปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเสริมสภาพคล่อง เช่น สินเชื่อแทนคุณ-เงินด่วนสิบหมื่น สำหรับสมาชิก อสม. และ อสส. วงเงินกู้สูงสุดรายละ 100,000 บาท ดอกเบี้ย 0.50% ต่อเดือน สินเชื่อเกษตรวิวัฒน์ สนับสนุนรายได้คู่ขนาน ดอกเบี้ย 5 ปีแรก MRR -2% ต่อปี
บสย. หั่นดอก Prime Rate เหลือ 5.53%
นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บสย.ขานรับนโยบายรัฐบาลปรับลดอัตราดอกเบี้ย Prime Rate ลง 0.25% ต่อปี คงเหลือ 5.53% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุด และนับเป็นครั้งที่ 4 ของปี เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ช่วยลดภาระทางการเงินให้กับลูกหนี้ เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ โดยมีผลตั้งแต่ วันที่ 19 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป
ปัจจุบัน บสย.มีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลม ผ่านมาตรการ “บสย.พร้อมช่วย” ที่ออกแบบเพื่อรองรับกับความสามารถในการชำระหนี้ จุดเด่น ยืดหนี้ยาวสูงสุด 7 ปี ช่วย SMEs “ผ่อนเผาแรง” พร้อม “ตัดเงินต้น ก่อนตัดดอก” และคิดอัตราดอกเบี้ย 0% พร้อมลดต้นทุนสูงสุด 30%
กรุงไทย ลดดอกกู้สูงสุด 0.25%-เงินฝาก ดอกลด 0.05-0.10%
สำหรับการปรับลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ ประกอบด้วย
ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ปรับลด 0.10% จาก 6.50% เหลือ 6.40% ต่อปี
ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ปรับลด 0.25% จาก 6.62% เหลือ 6.37% ต่อปี
ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคล (MRR) ปรับลด 0.10% จาก 7.045% เหลือ 6.945% ต่อปี
ทั้งนี้ ธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 0.05%-0.10% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่ปรับลดน้อยกว่าดอกเบี้ยอัตราเงินกู้โดยล่าสุดมีมาตรการพักชำระหนี้เงินต้นและยกเว้นดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน สำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยในเขตพื้นที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) ในภาคใต้ รวมถึงผลกระทบชายแดนไทย–กัมพูชา มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ ธนาคารยืนหยัดเดินเคียงข้างลูกค้าและประชาชนในทุกสถานการณ์ สอดคล้องวิสัยทัศน์ “กรุงไทย เคียงข้างไทย สู่ความยั่งยืน”
โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป
ไอแบงก์ ลดอัตรากำไรสินเชื่อ 0.10%
นางวิมลรัตน์ ปิยสถาพรพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารกลุ่มงานการเงิน ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายทางการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดดอกเบี้ยจากร้อยละ 1.50 ต่อปี เหลือร้อยละ 1.25 ต่อปี เพื่อให้ภาวะการเงินมีความผ่อนคลาย ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยไอแบงก์ขานรับนโยบายปรับลดอัตรากำไรสินเชื่อทุกประเภท 0.10% เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินให้ลูกค้าทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง
การปรับลดอัตรากำไรสินเชื่อในครั้งนี้ ประกอบด้วย
การปรับอัตรากำไรสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (SPR) จากเดิมร้อยละ 7.65 ต่อปี ลดลง 0.10% เหลือร้อยละ 7.55 ต่อปี
การปรับอัตรากำไรสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทสินเชื่อแบบกำหนดระยะเวลา (SPRL) จากร้อยละ 7.80 ต่อปี ลดลง 0.10% เหลือ 7.70 ต่อปี
อัตรากำไรสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (SPRR) จากร้อยละ 8.05 ต่อปี ลดลง 0.10% เหลือร้อยละ 7.95 ต่อปี
โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568
พร้อมกันนี้ ไอแบงก์ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน ด้วยผลิตภัณฑ์เงินรับฝากออมทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ “ibank e-Sevings” เปิดบัญชีสะดวกด้วยตัวเอง ผ่าน ibank Application บนแอปกระเป๋าตัง ให้ผลตอบแทนสูงสุด 2.2% ต่อปี
SCB หั่นดอกกู้ เริ่ม 23 ธันวาคม 2568
ทั้งนี้ ธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั้ง MLR,MOR และ MRR ลง 0.10-0.25% ต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายการเงินและแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า
ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) จากปัจจุบันอยู่ที่ 6.500% เป็น 6.400% ต่อปี
ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) จากปัจจุบันอยู่ที่ 6.675% เป็น 6.425% ต่อปี
ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคล (MRR) จากปัจจุบันอยู่ที่ 6.775% เป็น 6.675% ต่อปี
โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2568
ทั้งนี้ ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ธนาคารได้ปรับลง 0.05-0.10% ต่อปี โดยธนาคารไม่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของลูกค้าธรรมดาลง เพื่อช่วยเหลือผู้ฝากเงินในภาวะดอกเบี้ยต่ำ
SME D Bank ลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15%
ดังนั้น SME D Bank ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย ขานรับนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15% เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้แก่
ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate : MRR) จาก 7.325% ต่อปี ลดลงเหลือ 7.175% ต่อปี
ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate : MOR) จาก 7.20% ต่อปี ลดลงเหลือ 7.15% ต่อปี
มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 4 ในปี 2568 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ลดภาระทางการเงิน บรรเทาผลกระทบจากปัจจัยท้าทายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ภัย ธรรมชาติ ความไม่แน่นอนของภาษีการค้า และปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน เป็นต้น รวมถึง สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ช่วยให้ธุรกิจเอสเอ็มอี สามารถประคับประคอง และเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้
ขณะเดียวกัน SME D Bank ยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากไว้เช่นเดิม เพื่อสร้างโอกาสให้ลูกค้าธนาคาร ทั้งกลุ่มนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา ตลอดจนหน่วยงาน องค์กร สถาบัน หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน มีทางเลือกในการหาแหล่งฝากเงินผลตอบแทนเหมาะสม และมีความมั่นคงปลอดภัยสูงสุด
แบงก์กรุงเทพ ลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15% ต่อปี
นายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ เอ็มแอลอาร์ (MLR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) เป็น 6.45% จาก 6.50% ต่อปี
เอ็มโออาร์ (MOR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) เป็น 6.60% จาก 6.75% ต่อปี และเอ็มอาร์อาร์ (MRR) หรืออัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) เป็น 6.60% จาก 6.65% ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ต้องการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวและมีความเสี่ยงมากขึ้น รวมถึงสนับสนุนประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายของภาครัฐ
นอกจากนี้ ธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลง 0.05-0.10% ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568
กรุงศรี ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25%
นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “กรุงศรีพร้อมดูแลและให้ความช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการเติบโตและส่งเสริมความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม”
กรุงศรีปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ดังนี้
อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate หรือ MLR) ปรับลดลง 0.10% จาก 6.750% เป็น 6.650%
อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate หรือ MOR) ปรับลดลง 0.25% จาก 6.725% เป็น 6.475%
อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate หรือ MRR) ปรับลดลง 0.10% จาก 6.870% เป็น 6.770%
ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยใหม่ดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป
ทีทีบี ลดดอกเบี้ยสูงสุด 0.25% มีผล 23 ธ.ค.นี้
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต กล่าวว่า ทีทีบีพร้อมอยู่เคียงข้างและให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ลูกค้าทุกกลุ่มในทุกสถานการณ์มาโดยตลอด ขณะที่ปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจนและมีความเสี่ยงมากขึ้น จากความท้าทายรอบด้าน ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของภาคครัวเรือน และสภาพคล่องของภาคธุรกิจ
ทีทีบีจึงพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงสูงสุด 0.25% ต่อปี สำหรับผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อ้างอิงอัตราดอกเบี้ย MLR MOR และ MRR มีผลตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป สอดคล้องกับมติของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับลูกค้าบุคคลและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และครัวเรือนกลุ่มรายได้ต่ำที่ยังมีความเปราะบาง ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ เชื่อว่าจะช่วยประคองธุรกิจ การจ้างงาน และการดำรงชีวิตของประชาชนให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/finance/news-1939825