ขอบันทึกภาพรวมชีวิตปี 2020 ซึ่งตรงกับเบญจเพสพอดี กึ่งๆ ระบายเพื่อปล่อยวางและเตือนสติ
หวังว่าจะให้ข้อคิดชีวิตได้บ้างไม่มากก็น้อยค่ะ
ปีนี้ชีวิตเราร่วงที่สุดตั้งแต่เกิดมาก็ว่าได้ ไม่โทษโควิดเลย
มาจากการตัดสินใจผิดพลาดของตัวเองล้วนๆ
ใช้อารมณ์และสัญชาตญาณมากกว่าเหตุผล จนสูญเสียสิ่งมีค่าหลายอย่าง
ขอเรียงตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
1. เสียงานที่รัก
เดิมทีเราทำงานที่โตสวนกระแสโควิด ยิ่งโควิดมางานยิ่งรุ่ง จนมีบริษัทอื่นมาทาบทาม
เราตัดสินใจไปอย่างง่ายดายทั้งที่บริษัทเดิมดีมากๆ แต่คิดว่าที่ใหม่เป็นโอกาสที่ดีกว่า
ใครจะไปคิดว่า ชีวิตเราพังเป็นลูกโซ่เริ่มต้นมาจาก การเปลี่ยนงานที่ใจเร็ว
แม้ที่ใหม่เงินดีมาก สวัสดีการดีมาก แต่เสียสุขภาพจิตสุดๆ
ที่นี่ทำให้เรารู้จักกับคำว่า 'เกลียดวันจันทร์'
ตอนสัมภาษณ์กับทำงานจริงคือกลับตัลปัตร
คนถูกสัมภาษณ์พูดโกหกเพื่อให้ได้งาน อันนี้พอเข้าใจ แต่คนสัมภาษณ์จะโกหกไปทำไม?
เมื่อสุดท้ายเรามารู้ว่า อ้าวเฮ้ย! ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่นา เราก็ออกอยู่ดี เสียเวลาทั้งคู่
เราลาออกด้วยความมั่นหน้ามาก เพราะตั้งแต่เรียนจบเราโชคดีเรื่องงานมาตลอด
กลายเป็นว่าตกงาน 3 เดือน เงินเดือนล่าสุดเราสูงเกินตลาดไปมาก
เพิ่งรู้ตัวตอนหางานใหม่ แล้วเห็นว่าเงินเดือนเราตรงกับตำแหน่งที่ต้องการปสก.มากกว่าเราหลายปีทั้งนั้น
ปัจจุบันได้งานทำแล้ว ซึ่งยอมลดเงินเดือนเหลือน้อยกว่าตอนทำงานปีแรกอีก
แต่โชคดีที่ได้งานที่ท้าทายและมีเพื่อนร่วมงานที่ดี ทำให้กลับมาแฮปปี้กับการทำงาน
2. เลิกกับแฟนที่คบมา 6 ปี
จุดเริ่มต้นมาจากตอนเปลี่ยนงานนี่แหละ เพราะความเครียดจากงาน
แฟนก็เครียดเพราะเขากักตัวอยู่ต่างประเทศคนเดียว เลยทะเลาะกัน
เราก็น้อยใจและรู้สึกโดดเดี่ยว เลยงี่เง่าเลิกคุยกับเขาเลย
โดยไม่ทันคิดถึงใจเค้าว่า เค้าเองก็โดดเดี่ยวอยู่ต่างประเทศเหมือนกัน
เค้าตามง้ออยู่ 4 เดือน เราก็เมินมาตลอด
สุดท้ายเค้ามีแฟนใหม่ เราอยากได้เค้ากลับมาทันที เอ้า!
อยากขอโทษ อยากกลับไปหาเขาอีกครั้งแต่ก็สงสารเค้า
เกลียดและละอายสิ่งที่ตัวเองทำกับเค้าไว้มาก
ทุกวันนี้เค้ามีความสุขก็ดีใจ ส่วนเราปวดใจจากเวรกรรมที่ทำตัวเอง
3. ความซึมเศร้ามาเยือน
หลังลาออก เลิกกับแฟน เราตั้งใจจะหยุดพักยาว 1 ปี
ที่จริงตั้งใจจะไปหาแฟนที่ต่างประเทศ แต่เค้ามีแฟนใหม่ก่อน เลยพยายามปล่อยวาง
หยุดพักเดือนแรกเหมือนสวรรค์ มีอิสรภาพ อยากทำไรทำ
ผ่านไปแค่เดือนเดียว ความซึมเศร้ามาอยู่เป็นเพื่อน
(ขอใช้คำว่า 'ความซึมเศร้า' ไม่ใช่ 'โรคซึมเศร้า' เพราะไม่ได้ไปตรวจ)
เรานอนวันละ 12-16 ชั่วโมง เพราะไม่รู้ว่าจะตื่นมาทำไม
ไม่มีงานให้ทำ ไม่มีคนให้รัก ไม่รักตัวเอง ไม่อยากกิน ไม่ได้อยากตาย
แค่อยากหลับแล้วไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีกเลย เลยรู้สึกว่าฉันแย่แล้ว
มีอิสระมากเกินไป แต่ไม่มีระเบียบวินัย ไม่มีสังคม
เลยตัดสินใจหางานทำ เพื่อหาสังคมและสร้างระเบียบวินัยใหม่
ตื่น นอน กิน ให้เป็นเวลา หาความท้าทายและเดดไลน์มาบังคับเราบ้าง
ในวันหยุดยังนอนเยอะอยู่ เพราะยังไม่รู้จะตื่นมาทำไม แต่ก็ดีขึ้นกว่าตอนที่ไม่ได้ทำงาน
ในช่วงที่ยากลำบาก ทำให้เรามองเห็นสิ่งดีๆ รอบตัวที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
1. ขอบคุณมิตรภาพและความเมตตาจากพี่ๆ เพื่อนๆ
เราเคยคิดว่าเราอยู่ตัวคนเดียว นอกจากแฟนแล้วก็ไม่มีเพื่อนสนิทเลย
จนช่วงที่เราว่างงาน ก็มีเพื่อนๆ พี่ๆ ติดต่อมาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ชวนไปกินข้าวบ่อยๆ
รวมถึงช่วยหางานให้ จนงานล่าสุดที่ได้มาก็เพราะพี่ๆ แนะนำให้
2. เงินเก็บฉุกเฉินสำคัญที่สุด!
เหมือนคำกล่าวที่ว่า
"เงินซื้อความสุขไม่ได้ แต่มันทำให้คุณยังสุขสบายดีอยู่ในวันที่เจอเรื่องแย่ๆ"
สิ่งที่ประคองจิตใจและชีวิตเราไม่ให้พังหนักไปกว่านี้คือ เงินนี่แหละ
วันที่ดาวน์มากๆ ก็ชวนเพื่อนไปกินข้าว ช้อปปิ้ง ดูหนัง เข้าคลาส ทำบุญ ทำงานอาสาสมัคร ซึ่งทุกอย่างล้วนใช้เงิน!
3. ลดอีโก้ตัวเอง
เราเคยมั่นหน้ามั่นใจมาก เพราะโชคดีมีงาน มีหัวหน้า เพื่อนร่วมงานดีๆ มาตลอด
เบื้องหลังงานก็มีแฟนที่ดี เลยมีความมั่นสูง บางครั้งมันสูงเกินไปจนกลายเป็นอีโก้
พอถึงวันที่เราไม่เหลืออะไร เสียงาน เสียแฟน เสียทั้งหมดเพราะใช้อีโก้ตัดสินใจ
เราไม่ได้ตัดสินใจอะไรถูกเลย เพราะสุดท้ายเราต้องเสียทุกสิ่งที่เรารักไป
สรุป
ปีนี้เจ็บตัวหนักมาก ทั้งการงาน ความรัก สุขภาพ และครอบครัว
แต่ยังดีที่มีมิตรภาพที่ดีและเงิน ที่ค่อยๆ ดึงเรากลับขึ้นมา
ขอโทษและขอบคุณทุกคน สำหรับบทเรียนที่มีค่า
ตอนนี้ได้แต่ภาวนาว่าจะยังมีแรงสู้ต่อไปในทุกๆ วัน
ปีเบญจเพสปะทะปี 2020 เรื่องปัง เรื่องพัง และข้อคิดเตือนสติที่ได้
หวังว่าจะให้ข้อคิดชีวิตได้บ้างไม่มากก็น้อยค่ะ
ปีนี้ชีวิตเราร่วงที่สุดตั้งแต่เกิดมาก็ว่าได้ ไม่โทษโควิดเลย
มาจากการตัดสินใจผิดพลาดของตัวเองล้วนๆ
ใช้อารมณ์และสัญชาตญาณมากกว่าเหตุผล จนสูญเสียสิ่งมีค่าหลายอย่าง
ขอเรียงตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
1. เสียงานที่รัก
เดิมทีเราทำงานที่โตสวนกระแสโควิด ยิ่งโควิดมางานยิ่งรุ่ง จนมีบริษัทอื่นมาทาบทาม
เราตัดสินใจไปอย่างง่ายดายทั้งที่บริษัทเดิมดีมากๆ แต่คิดว่าที่ใหม่เป็นโอกาสที่ดีกว่า
ใครจะไปคิดว่า ชีวิตเราพังเป็นลูกโซ่เริ่มต้นมาจาก การเปลี่ยนงานที่ใจเร็ว
แม้ที่ใหม่เงินดีมาก สวัสดีการดีมาก แต่เสียสุขภาพจิตสุดๆ
ที่นี่ทำให้เรารู้จักกับคำว่า 'เกลียดวันจันทร์'
ตอนสัมภาษณ์กับทำงานจริงคือกลับตัลปัตร
คนถูกสัมภาษณ์พูดโกหกเพื่อให้ได้งาน อันนี้พอเข้าใจ แต่คนสัมภาษณ์จะโกหกไปทำไม?
เมื่อสุดท้ายเรามารู้ว่า อ้าวเฮ้ย! ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่นา เราก็ออกอยู่ดี เสียเวลาทั้งคู่
เราลาออกด้วยความมั่นหน้ามาก เพราะตั้งแต่เรียนจบเราโชคดีเรื่องงานมาตลอด
กลายเป็นว่าตกงาน 3 เดือน เงินเดือนล่าสุดเราสูงเกินตลาดไปมาก
เพิ่งรู้ตัวตอนหางานใหม่ แล้วเห็นว่าเงินเดือนเราตรงกับตำแหน่งที่ต้องการปสก.มากกว่าเราหลายปีทั้งนั้น
ปัจจุบันได้งานทำแล้ว ซึ่งยอมลดเงินเดือนเหลือน้อยกว่าตอนทำงานปีแรกอีก
แต่โชคดีที่ได้งานที่ท้าทายและมีเพื่อนร่วมงานที่ดี ทำให้กลับมาแฮปปี้กับการทำงาน
2. เลิกกับแฟนที่คบมา 6 ปี
จุดเริ่มต้นมาจากตอนเปลี่ยนงานนี่แหละ เพราะความเครียดจากงาน
แฟนก็เครียดเพราะเขากักตัวอยู่ต่างประเทศคนเดียว เลยทะเลาะกัน
เราก็น้อยใจและรู้สึกโดดเดี่ยว เลยงี่เง่าเลิกคุยกับเขาเลย
โดยไม่ทันคิดถึงใจเค้าว่า เค้าเองก็โดดเดี่ยวอยู่ต่างประเทศเหมือนกัน
เค้าตามง้ออยู่ 4 เดือน เราก็เมินมาตลอด
สุดท้ายเค้ามีแฟนใหม่ เราอยากได้เค้ากลับมาทันที เอ้า!
อยากขอโทษ อยากกลับไปหาเขาอีกครั้งแต่ก็สงสารเค้า
เกลียดและละอายสิ่งที่ตัวเองทำกับเค้าไว้มาก
ทุกวันนี้เค้ามีความสุขก็ดีใจ ส่วนเราปวดใจจากเวรกรรมที่ทำตัวเอง
3. ความซึมเศร้ามาเยือน
หลังลาออก เลิกกับแฟน เราตั้งใจจะหยุดพักยาว 1 ปี
ที่จริงตั้งใจจะไปหาแฟนที่ต่างประเทศ แต่เค้ามีแฟนใหม่ก่อน เลยพยายามปล่อยวาง
หยุดพักเดือนแรกเหมือนสวรรค์ มีอิสรภาพ อยากทำไรทำ
ผ่านไปแค่เดือนเดียว ความซึมเศร้ามาอยู่เป็นเพื่อน
(ขอใช้คำว่า 'ความซึมเศร้า' ไม่ใช่ 'โรคซึมเศร้า' เพราะไม่ได้ไปตรวจ)
เรานอนวันละ 12-16 ชั่วโมง เพราะไม่รู้ว่าจะตื่นมาทำไม
ไม่มีงานให้ทำ ไม่มีคนให้รัก ไม่รักตัวเอง ไม่อยากกิน ไม่ได้อยากตาย
แค่อยากหลับแล้วไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีกเลย เลยรู้สึกว่าฉันแย่แล้ว
มีอิสระมากเกินไป แต่ไม่มีระเบียบวินัย ไม่มีสังคม
เลยตัดสินใจหางานทำ เพื่อหาสังคมและสร้างระเบียบวินัยใหม่
ตื่น นอน กิน ให้เป็นเวลา หาความท้าทายและเดดไลน์มาบังคับเราบ้าง
ในวันหยุดยังนอนเยอะอยู่ เพราะยังไม่รู้จะตื่นมาทำไม แต่ก็ดีขึ้นกว่าตอนที่ไม่ได้ทำงาน
ในช่วงที่ยากลำบาก ทำให้เรามองเห็นสิ่งดีๆ รอบตัวที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
1. ขอบคุณมิตรภาพและความเมตตาจากพี่ๆ เพื่อนๆ
เราเคยคิดว่าเราอยู่ตัวคนเดียว นอกจากแฟนแล้วก็ไม่มีเพื่อนสนิทเลย
จนช่วงที่เราว่างงาน ก็มีเพื่อนๆ พี่ๆ ติดต่อมาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ชวนไปกินข้าวบ่อยๆ
รวมถึงช่วยหางานให้ จนงานล่าสุดที่ได้มาก็เพราะพี่ๆ แนะนำให้
2. เงินเก็บฉุกเฉินสำคัญที่สุด!
เหมือนคำกล่าวที่ว่า "เงินซื้อความสุขไม่ได้ แต่มันทำให้คุณยังสุขสบายดีอยู่ในวันที่เจอเรื่องแย่ๆ"
สิ่งที่ประคองจิตใจและชีวิตเราไม่ให้พังหนักไปกว่านี้คือ เงินนี่แหละ
วันที่ดาวน์มากๆ ก็ชวนเพื่อนไปกินข้าว ช้อปปิ้ง ดูหนัง เข้าคลาส ทำบุญ ทำงานอาสาสมัคร ซึ่งทุกอย่างล้วนใช้เงิน!
3. ลดอีโก้ตัวเอง
เราเคยมั่นหน้ามั่นใจมาก เพราะโชคดีมีงาน มีหัวหน้า เพื่อนร่วมงานดีๆ มาตลอด
เบื้องหลังงานก็มีแฟนที่ดี เลยมีความมั่นสูง บางครั้งมันสูงเกินไปจนกลายเป็นอีโก้
พอถึงวันที่เราไม่เหลืออะไร เสียงาน เสียแฟน เสียทั้งหมดเพราะใช้อีโก้ตัดสินใจ
เราไม่ได้ตัดสินใจอะไรถูกเลย เพราะสุดท้ายเราต้องเสียทุกสิ่งที่เรารักไป
สรุป
ปีนี้เจ็บตัวหนักมาก ทั้งการงาน ความรัก สุขภาพ และครอบครัว
แต่ยังดีที่มีมิตรภาพที่ดีและเงิน ที่ค่อยๆ ดึงเรากลับขึ้นมา
ขอโทษและขอบคุณทุกคน สำหรับบทเรียนที่มีค่า
ตอนนี้ได้แต่ภาวนาว่าจะยังมีแรงสู้ต่อไปในทุกๆ วัน