อากาศหนาวที่(อาจ)จะกำลังมาถึงต้นเดือน ธันวาคม นี้

ก็เหมือนทุกๆปีนะครับ ชาวกทม.และภาคกลางตอนล่างดูเหมือนต้องมาลุ้นอยู่เสมอว่าความหนาวเย็นจะลงมาให้เย็นสบายกันวันไหน
จะว่าไปปีนี้ก็ได้เข้าสู่สภาวะ La Niña (Nino 3.4 < -0.5) มาตั้งแต่ราวกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา



หลังจากเข้าสู่สภาวะ La niña มาตั้งแต่สิงหาคมที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าปีนี้เราน่าจะกำลังเข้าสู่สภาวะ La niña กำลังแรง (< -1.5) ได้ภายในปลายปีนี้นะครับ


ซึ่งผลกระทบของมันก็เริ่มแสดงให้เห็นตั้งแต่ปริมาณฝนที่มากเหลือเกินช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จนขนาดทำให้ กทม. มีอุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนตุลาคม 2020 ที่ผ่านมา ต่ำที่สุดในรอบเกือบๆ 40 ปี และราวๆ อันดับ 5 ตั้งแต่เคยมีการบันทึกสถิติไว้ที่สถานีดอนเมือง เป็นรองเพียงแค่ปี 1975 (ปี La niña แรง และยังเป็นปีที่เย็นที่สุดในรอบร้อยปีของกทม.) และ เป็นรองปี 1983-1985 (ผลกระทบจากการปะทุของภูเขาไฟ EL Chicón ปี 1982 + La Niñaอ่อนๆ)



สถิติสภาพอากาศของกทม.วัดจากสถานี ดอนเมือง เดือน ตุลาคม 2020 ที่ผ่านมา เป็นเดือนที่ทั้งฝนเยอะ และเย็นมากเลยนะครับ



อันนี้เป็นสถิติของ เดือน ตุลาคม 1975 วัดที่สถานี ดอนเมือง อีกเช่นกัน ซึ่งปีนั้นเป็นปีที่อุณหภูมิเฉลี่ยเย็นที่สุดตั้งแต่เคยมีการบันทึกมา ดูแล้วก็แทบไม่ต่างจากตุลาคมปีนี้เท่าไหร่นักใช่ไหมครับ



จะเห็นได้ชัดเลยนะครับว่า ผลของ La niña หรือ El niño และ ภูเขาไฟระเบิดสามารถส่งผลต่อ อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกได้มากขนาดไหน

แต่พอเข้าเดือน พฤศจิกายน มาได้สักพัก เนื่องจากปริมาณฝนเริ่มลดลง ประกอบกับพายุที่เข้ามาเป็นสายในเดือนตุลาคม เริ่มหมดลง ทำให้กทม. กลับมา”ร้อน”ดังสภาพธรรมชาติของมันเอง

คราวนี้ก็เหลือแต่รอ มวลอากาศเย็นจากประเทศจีน ที่ปัจจุบัน (วันที่ 23 พ.ย.) เริ่มแสดงให้ให้เค้าลางบ้างแล้ว และจาก Model ตอนนี้คาดว่าน่าจะเริ่มแผ่ลงมาได้ตั้งแต่ต้นเดือนหนา (1 ธ.ค. +-1 วัน) ซึ่งน่าจะทำให้อากาศเย็นลงโดยทั่วกันตั้งแต่ภาคเหนือ อีสาน และภาคกลาง (รวมถึงกทม ?)



จากรูปจะเห็นว่า MODEL GFS คาดการณ์ให้ศูนย์กลางความกดอากาศสูงวันที่ 29 พ.ย.แถวไซบีเรียมีค่าประมาณ 1050 hPa ซึ่งเท่าที่ผมตามมาราวๆ 3-4 วันที่ผ่านมาค่าไม่ค่อยเปลี่ยนอยู่ราวๆนี้มาโดยตลอด จึงคิดว่ารอบนี้ความ”แรงต้นทาง”น่าจะมาได้ราวๆนี้แหละครับ


แต่ตอนนี้ยังมีความไม่แน่นอนบางประการอยู่ที่อาจทำให้ภาคกลางตอนล่าง “อาจ” จะไม่เย็นลงได้
เนื่องจาก ตอนนี้บริเวณซีกเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิกยังร้อนกว่าปกติอยู่มาก จึงทำให้ลมตะวันออก (Easterly) พัดได้แรงอยู่ ซึ่งส่งผลให้ลมจากมหาสมุทรแปซิฟิกยังคงสามารถพุ่งเข้ามาทางไทยได้มาก และนั่นหมายถึงการตัดกำลังลมหนาว ทำให้อากาศไม่สามารถหนาวลงได้มากนัก



ปีนี้ก็เป็นอีกปีที่อุณหภูมิน้ำทะเลซีกเหนือของแปซิฟิกร้อนเป็นพิเศษกว่าปกติ ทำให้ลม Easterly มีแนวโน้มที่จะพัดแรงกว่าปกติ หรือก็คือมีลมพร้อมจะตัดลมหนาวที่มากกว่าปกติ

แต่ก็อีกเช่นกัน เพราะด้านมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณด้านตะวันออกของ ฟิลิปปินส์ ก็ยังร้อนกว่าปกติอยู่ และนั่นทำให้สามารถเกิด หย่อมความกดอากาศต่ำ ไปจนถึง พายุขึ้นมาได้ ซึ่งหากมีหย่อมความกดอากาศต่ำ หรือ พายุเกิดขึ้นบริเวณดังกล่าวแล้ว ก็จะสามารถบังลมตะวันออก อีกทั้งยังสามารถบีบบังคับให้ลมหนาวพุ่งเข้ามายังไทยได้โดยตรง
โดยจุดนี้ต้องยอมรับว่า model ระยะกลางระดับ 7-10 วันนั้นยังไม่สามารถทำนายการเกิดพายุ หรือบริเวณความกดอากาศต่ำได้ดีนัก ทำให้การแผ่ลงมาของความหนาวรอบนี้ต้องจับตาดูให้ดีไปอีกสักระยะน่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนมากกว่านี้



หากดูจากการคาดการณ์ของ Model นี้ จะเห็นได้ว่าด้านตะวันออกของ ฟิลิปปินส์จะมีพายุก่อตัวขึ้น ซึ่งนั่นจะทำให้สามารถบล็อคลมร้อนจากแปซิฟิกไว้ได้ รวมไปถึงยังสามารถเบี่ยงเบนให้ลมหนาวพุ่งเข้ามาได้ง่ายขึ้น

สรุป ปัจจัยที่ต้องจับตามองของรอบนี้
1.ถ้ามีพายุก่อตัวบริเวณฟิลิปปินส์ ล่ะก็ได้หนาวแน่นอน
2.ถ้าความกดอากาศจากไซบีเรียสามารถแรงไประดับ 1050 hPa + ช่วงวันที่ 1 ธ.ค.ก็น่าจำให้ลมหนาวกำลังมหาศาลทะลุลงมาถึงกทม.ได้ด้วยตัวเองชัวร์ แทบไม่ต้องสนปัจจัยอื่นเลย (อันนี้น่าจะยากหน่อย)


ส่วนตัวผมคาดว่าภายในวันที่ 27 เราน่าจะคำตอบกันได้แน่นอนล่ะครับว่า ความกดอากาศสูงที่กำลังจะแผ่ลงมานี้ จะสามารถทำให้กทม.อากาศเย็น (ตอนเช้าต่ำกว่า 20 องศา)ได้หรือไม่ ส่วนภาคอื่นอย่างภาคเหนือ (ที่ช่วงนี้ก็มีอากาศเย็นบ้างอยู่แล้ว) และภาคอีสานยังไงโอกาสหนาวรอบนี้ก็มากกว่า 80 - 90 % อยู่ละครับ (ยิ่งอยู่เหนือขึ้นไปผลของลมจากแปซิฟิกยิ่งน้อยลงตามไปด้วย) คงไม่ต้องลุ้นอะไรมากเท่าไหร่นัก

เพราะงั้นมาร่วมกันลุ้นอากาศหนาวของกทม.กันอีกครั้งครับ (ฮา ปน โฮ)
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  ภูมิอากาศ ภูมิศาสตร์ พยากรณ์อากาศ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่