เจอเรื่องเลวร้ายในการทำงาน จนความรู้สึกจิตใจไม่อยากไปทำงาน เราควรทำยังไงให้มีแรงไปทำงานต่อคะ ?

กระทู้คำถาม
สวัสดีค่ะ หนูเป็นเด็กจบใหม่ อายุปัจจุบัน 23 ปี ที่บ้านมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ระหว่างเรียนเราก็ช่วยธุรกิจทีาบ้านเป็นบางเรื่อง เช่น การคิดเงินเดือนพนักงาน เคลียร์บัญชีต่างๆ ของบริษัท พอเรียนจบ แม่เราก็ได้ส่งเราไปเรียนการบริหารการจัดการของธุรกิจที่เราทำอยู่ เรียนได้อยู่ 1 เดือน กลับมาช่วยงานที่บ้าน ตอนแรกเราไม่คิดหรอกว่าเราจะกลับมาช่วยที่บ้าน เราต้องการออกไปหางานทำข้างนอกแล้วนำเงินมาช่วยเหลือที่บ้านอีกที แต่พอเป็นที่กำลังจะไปคิดว่าจะไปทำงานต่อที่ไหน ธุรกิจที่บ้านก็เกิดมีปัญหา ผู้จัดการที่ทำอยู่โกงเงินพนักงาน และติดยา เราเลยต้องนำผู้จัดการเราออกไปจากธุรกิจ




     สุดท้ายในเวลานั้น เราคิดว่า ไม่อยากให้ที่บ้านเป็นแบบนี้อีก คือไม่อยากให้ธุกิจของเราโดนโกงอีก เราเลยเข้ามาเริ่มต้นงานตรงนี้ โดยที่เราเข้ามาคือเป็นผู้จัดการเลย ประสบการณ์การทำงาน =0 แต่เราก็สามารถเรียนรู้ได้ ตอนแรกที่เข้ามาทำ จะพัฒนานู้นนั่นนี้ไปหมด มีกำลังใจที่จะทำมากๆ แต่ลูกน้องที่เราอยู้ด้วยบางครั้งก็แอนตี้เรา สั่งงานอะไรไปบางครั้งก็เถียงเรากลับตลอด ซึ่งกว่าจะทำมันช้ามากก แล้วในเรื่องของกฏระเบียบที่ร้าน ลูกน้องก็แทบจะฝ่าฝืนมันทุกอย่าง บอกไม่ให้เล่นโทรศัพท์ที่เคาเตอร์ บอก 1 ครั้ง ปรับปรุงอยู่ แต่พอสักพักก็เริ่มที่จะเป็นเหมือนเดิม แล้วในเรื่องของตัวงานเอง เราได้รับความกดดันหลายอย่างมากๆ (ลืมบอกไปว่า บ้านเราทำธุกิจที่อยู่ในเครือใหญ่) เช่นเรื่องยอดขาย การเพิ่มยอดขาย การขายของ การบริการ ต่างๆ คือเราก็พยายามทำงานเรื่อยตลอดเวลา แล้วระเบียบการทำงานในชีวิตตัวเองนั้น มันก็เริ่มปั่นปรวน เพราะเราทำงานโดยที่เราไม่ได้อยู่พักเลย ถ้าจะพักจริงๆ คือไปเที่ยวแค่ 2-3 วัน ซทึ่งมันไม่ได้นอน ( บางครั้งทุกอาจจะมองว่า เออคุณก็พักแล้วนิ คุณจะเอาอะไรอีก)




แต่จริงๆ แล้วบางครั้งเราไม่ได้อยากไปเที่ยวเลย แต่เราโดนที่บ้านให้ไป แล้วคือที่บ้านเราตื่นเช้าจนเราไม่ได้พักจริงๆ บางครั้งที่พัก ควารู้สึกมันก็เหมือนทำงานนอกสถานที เพราะโทรตามงาน เช็คงานน้องตลอดเวลา ทำงานเราบางครั้งเราก็ไปสายประมาณ 9-10 โมงแต่กลับที่ 4-5 ทุ่ม เป็นอย่างงี้มาตลอด 7-8 เดือน ความรู้สึกเรามันบอกว่าเราทำงานไม่เป็นจัดระเบียบงาน+ชีวิตตัวเองไม่ได้  



     แต่พอตอนถึงสถานการณ์โควิดระบาด ร้านเราแทบจะอยู่ในช่วงขาลงเลย ร่วมถึงตัวเราด้วย ลืมบอกไปว่าที่บ้านเรามีหุ้นส่วนด้วยนะ แต่หุ้นส่วนไม่ได้เขามาช่วยอะไร รับเงินอย่างเดียว บางครั่งแต่ละเดือนที่ได้ผลกำไรน้อย เขาก็มาบ่นว่าทำไมบริหารแล้วไม่ได้ผลกำไร แล้วตอนนี้เจอโควิด กำไรนี้ไม่มีเรียกว่าเข้าเนื้อหมดเลย


     ณ เวลานั้นทางบริษัทใหญ่เขาก็คิดหาวิธีการที่ทำยังไงให้บริษัทมันเดินต่อได้ เพิ่มยอดขายได้ ซึ่งเราก็ปฏิบัติตามเขานะ เพราะมันมีผลกับอีกหลายเรื่องที่ตามมา ร่วมไปถีงเราก็ว่าเป็นผลดีอยู่ แต่ตอนนั้น ทางหุ่นส่วนเราไม่ได้กำไร อย่างที่บอกมันเข้าเนื้อหมด เป็นอย่างงั้นประมาณ 4 เดือนติด ที่แรกเราก็พอที่จะมีงบซัพพอตอยู่ แต่พอเดือนที่ 3 ตังค์ซัพพอตเราเริ่มที่จะหมด เราก็เลยไปคุยกับหุ้นส่วนให้ช่วยเหลือเรื่องเงิน แต่หุ้นส่วนเราบอกว่า ทำไมจะต้องช่วยในเมื่อคุณก็บริหารของคุณอยู่แล้ว คุณได้เงินเดือนไปตั้งเยอะ ทำไมเขาต้องช่วยด้วย เราก็ได้แต่เงียบแล้วเดินกลับมาที่บ้านเพื่อหาวิธีแก้ไขต่อไป


     
จนสุดท้าย เราก็ต้องเอาเงินเดือนตัวเองออกมาช่วยเพื่อให้ธุรกิจเราไปรอด พอเดือน 5-6 จากโควิด สถานการณ์มันก็เริ่มที่จะคลี่คลายลงบ้าง แต่มันก็ยังหนักอยู่ เพราะยอดขสยก็ยังไม่กลับมาให้สภาพเดิม อีกทั้งตัวเงินโอนเขาบริษัทจากบริษัทใหญ่แต่ละเดือนก็เริ่มไม่โอเค รวมไปถึงผลการปฏิบัติงานของเราเริ่มที่จะแย่ลงเรื่อยๆๆ คือเราเริ่มที่จะคิดหาทางออกไม่ได้ว่าเราควรที่จะทำอะไรต่อ การทำงานเราเริ่มที่จะสับสนลงเรื่อย ผลAudit ออกมาก็ย่ำแย่ติดกันหลายเดือน ของบนสต็อกเริ่มเยอะจนแก้ไขปัญหามันไม่ได้ audit มาก็บ่นกันไปหมด เรามีวิธีแก้ไขนะ แต่ลูกน้องเราไม่สนใจ มันก็เหมือนกลับมาอยู่ที่จุดเติม เพราะงานที่ร้านเราไม่สามารถทำคนเดียวได้ เราสอนน้องนะ แต่น้องไม่สนใจ


     จนบางทีเราก็รู้สึกว่าเราเคลียร์ปัญหาอะไรไม่ได้เลยเหรอว่ะ ทางบริษัทใหญ่ก็เร่งที่จะเอายอด แต่บางครั้งเราอยู่ในสถานการณืที่เรากดดันมากๆ เราจะไปกดดันลูกน้องเราตลอดมันก็คงไม่ใช่ที่ บางทีเราก็หยอกล้อเล่นกับพวกเขาบ้าง บางทีเราก็กดดันพวกเขา บอกช่วยพี่ทำยอดนั่นนู้นนี้หน่อย สุดท้ายก็ต้องทำเองให้เกิดยอดอยู่ดี ทั้งๆที่เราสอนน้องแล้วอะไรแล้ว เมื่อเราเหนื่อยคนเดียวตลอด แต่ในลูกน้องของเรามันก็มีส่วนดีอยู่บางคนที่ช่วยเราในเรื่องการขายเพิ่มมากขึ้นด้วย บางวันที่กลับมาถึงบ้านบางครั้งมันก็มานั่งร้องไห้แล้วคิดว่าเราควรที่จะทำงานนี้ต่อดีมั้ย เหนื่อยมากก เบื่อด้วย ที่ต้องเจออะไรเดิมๆ มันทุกวัน มีแต่ปัญหาให้เข้ามาแก้ไขอย่างเดียว จนบางทีเราอยากหาผู้จัดการใหม่ที่ไม่ใข่ตัวเราด้วยซ้ำ

     
     พอมาปรึกษากับครอบครัว เขาก็บอกให้เราค่อยๆ แก้ปัญหาไป เรายังทำงานไม่เป็น หาทางออกอะไรยังไม่ค่อยดีเท่าไร  เขาบอกว่าทำงานผู้จัดการ เรามีหน้าที่ตรวจสอบไม่ใช่ลงไปทำเองทุกอย่าง แต่อย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่า ก็น้องมันไม่ทำ แม่เราก็บอกถ้าไม่ทำ เราก็ต้องสั่งจนกลัวมันจะทำสิ เราก็ยอมรับนะ แล้วก็พร้อมที่จะแก้ไขอยู่ แต่พอเวลาผ่านไปๆ เราก็มาอยู่สถานการณืที่ท้ออีกหลายครั้ง จนเราแทบจะตัดสินใจที่จะลาออกจริงๆ เพราะเราอยากไปทำงานอื่นแล้วมาคุมร้านทางนี้อีกที ซึ่งมันจะได้ไม่เครียดขนาดนี้ด้วย แล้วจะได้ฝึกประสบการณ์การทำงาน ทักษะการพูดการฟังให้เพิ่มมากขึ้นด้วย




         แต่ ถ้าเราไปเราก็ห่วงอีกว่าใครจะมาดูแลร้านให้ว่ะ เพราะที่บ้านก็แทบไม่มีใครเอาด้วยเลย อีกอย่างถ้าหาผู้จัดการจากร้านอื่นในเครือเดียวกันเขาก็ยังจะสนใจทำอยู่รึปาวว่ะ




     จนมันขึ้นขั้นที่เรียกว่าเกือบสุดเพราะผลงานเดือนนี้มันแย่มากก ตอนเรียกที่ร้านโดนหมดอายุจากผู้ที่มาตรวจมาตรฐานมันก็เจ็บแต่มันก็ยังพอที่จะทนได้อยู่บ้างนะ แต่พอผ่านไป 8 วัน Audit มาเกินสินค้าที่หมดอายุอีก (แต่อันนี้เราไม่ได้เอามาไว้หน้าร้าน (ว่าง่ายๆ ไม่ได้เอามาขาย) แต่ทำการตัดยอดขายแล้ว แต่ยังวางอยู่ในสต็อก รอเปลี่ยน audit มาเจอถ่ายรูป แล้วเขาสามารถส่งฟ้องกับสำนักงานใหญ่ได้ เราก็ไม่ได้อยากให้เกิดเหตุผลแบบนั้น เราเลยเจรจากับเขา โดยการเจราจาผ่านทางโทรศัพท์เพราะตัวเองอยู่กรุงเทพ (ติดอบรม) (จิตใจตอนที่รู้ว่าหมดอายุ เครียดจนยืนไม่ไหว ร้องไห้ เพราะตอนคนตรวจมาตรฐานร้านมาเรายังไม่เคลียร์ใจเราเลย)
     



    ท เขาบอกเราว่า ทำไมเขาจะต้องให้ในเมื่อพี่เขาขอเรายังไม่ทำให้เขาเลย (เขาอยากให้เราลดสต็อกให้เขา ซึ่งทุกอย่างวันนี้เราไม่ได้สั่งของอะไรที่มันขายไม่ได้เลย สั่งแต่ตัวโปรโมชั่น แล้วบางครั้งที่มันยังเยอะอยู่เพราะ โปรที่สั่งมามันขายไม่หมด) เราก็คุยกับเขาอย่างในวงเล็บ ปรากฏว่าเขาก็หาว่าเราเถียงเขา ไม่ฟังเขา จนสุดท้ายเราต้องเอาแม่เข้าไปเคลียร์ปัญหาให้ก่อน แล้วพอแม่โทรกลับมาบอกผล

  
     "แม่ไม่รู้ว่าแม่จะฟังใคร เพราะเขาบอกว่า เราสั่งของที่ขายไม่มีมา ของขายดีไม่สั่ง แล้วเขาก็บอกว่า เราไม่ฟังอะไรเลย เถียงเขาตลอดเวลา" เราก็อธิบายให้แม่ฟังนะ เราบอกเขาว่าเราเริ่มไม่ไหวแล้ว เราเริ่มที่จะสู้ต่อไปไม่ไหวแล้ว แม่บอกว่าหนูลองหาผู้จัดการใหม่ดูมั้ย แล้วหนูออกไปทำงานที่อื่น(ในใจตอนนั้นมันก็เสียใจแหละ ความหมายในๆของแม่ คือให้เราออก ) แล้วเขาก็บอกว่าเราอาจจะใช่คำพูดที่ไม่ถูกต้อง ในใจเราอาจจะไม่ได้คิดอะไร แต่สิ่งที่แสดงออกไปมันอาจจะแรงก็ได้ (เราเข้าใจแม่นะ เราพยายามแก้ไขอยู่ แต่มันก็แก้ไขไม่ได้ทุกที) แต่ถามว่าเราอยากออกมั้ย (ใจ=อยาก)


      แต่คิดว่าถ้าเราเดินออกไปใครจะดูแลที่ร้าน คิดหนักมากกก จนตัวเองร้องไห้ ควบคุมความรู้สึกไม่อยู่แล้ว เราร้องไห้ตั้งแต่อยู่กรุงเทพมาจนถึงบ้าน เป็นเวลา4-5 ชม. เราอยากหยุดร้อง แต่มันหยุดไม่ได้ น้ำตามันไหลออกมาเอง ถามว่าอายคนอื่นมั้ย "อายนะ แต่มันหยุดไม่ได่นี่หว่า" ความรู้สึกมันเหมือนมันสุดไปหมดทุกอย่างแล้ว หาทางออกอะไรไม่เจอแล้ว มันแบบไม่อยากคุยกับใคร ไม่อยากเจอใคร ระหว่างทางที่เรากลับมา เราก็คิดว่าจะแก้ไขปัญหายังไง โดยที่เราต้องทำเหมือนเอาสายตาของเรามองไปแค่จุดๆ เดียวเพื่อให้มันโฟกัสความคิดเราให้ได้ มันเหมือนเราไม่มีสติแล้ว เราพยายามควบคุมมัน แต่มันก็ควบคุมมันไม่ได้เลย คิดหาทางออกมันทุกอย่าง (แต่แค่คิดไง มันยังไม่ได้ลงไปทำจริงๆ ) ใจก็กลัวว่ามันจะทำได้รึป่าวว่ะ คิดว่าเราจะต้องไปวางระบบงานใหม่ทั้งหมด ลงไปคลึกกับมันอีกครั้ง นู้นนั่นนี่ กลับมาบ้านเราก็พยายามหานู้นนั่นนี้เรียกสติกลับมา นั่งสมาธิ ก็แล้ว มันคิดไปกับเรื่องต่างๆ นาๆ เลย
  
    
      คือสมาธิแทบไม่ได่อยู่กับตัวเลยจริงๆ จนเราต้องเปิด asmr ฟังเพื่อให้เรานอนหลับ แต่พอตี 4-5 เราก็เริ่มที่จะหลับๆ ตื่นๆ แล้ว ตอนเช้ามา ความรู้สึกว่าเราจะต้องไปทำงาน ไปแก้ไขปัญหา อยากลุกไปมาก แต่พอจริงๆ ใจมันไม่พร้อมที่รับปัญหาเลย เรากลัวที่จะไปน้ำตาแตกให้ใครเห็นอีก ซึ่งในตำแหน่งตรงนี้มันไม่ควรไง แต่แบบเราไม่รู้เราจะแก้ไขยังไง บอกเราหน่อยเถอะค่ะ

หากใครอ่านมาถึงตรงนี้ก็ขอบคุณมากๆ นะคะที่มาอ่านข้อความเรา
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่