ปัญหาที่พบเจอเยอะที่สุดและเป็นที่ถกเถียงมากที่สุดในการเป็นออแพร์ | ฉันเป็นออแพร์ยุคโควิด | ออแพร์เยอรมัน

ฮัลโหลว นินจาเอง เนื่องจากตัวเราเองตอนก่อนมาเป็นออแพร์ไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์จริงๆที่เราจะได้เจอนักเลยคิดว่าอยากจะเล่าประสบการณ์เน้นๆให้เพื่อนๆได้ฟัง เผื่อจะเป็นประโยชน์ในการเลือกโฮสและการวางแผนใช้ชีวิตต่อไปนะคะ เรื่องทางการต่างๆน่าจะหาได้อยู่แล้วนะ แต่ประสบการณ์จริงนี่สิ หายาก มา จะเล่าให้ฟัง
 
หน้าที่ของออแพร์ หน้าที่ของออแพร์นั้นถ้าว่ากันตามสัญญาระบุจะขึ้นอยู่กับการตกลงของรอบครัวและตัวออแพร์ซึ่งควรอ่านให้ดีนะคะก่อนจะเซ็น ไม่แน่ใจว่าทุกๆบ้านเค้าจะทำสองเวอร์ชั่นเหมือนบ้านเราไหมนะแต่ของบ้านเราอ่ะทำทั้งภาษาเยอและภาษาอังกฤษเพื่อเอื้อให้เราได้อ่านเข้าใจเพราะเค้ารู้ว่าภาษาเรายังไม่แข็งจะให้แฟร์ก็ต้องทำแบบนี้ อย่างน้อยภาษาอังกฤษเราก็เข้าใจได้มากกว่า
เรื่องการทำงานเกินเวลา น้องๆพูดไม่ดีไม่ฟัง ต้องทำงานบ้านและไม่เป็นส่วนตัว คือปัญหาพื้นฐานที่ออแพร์จะเจอเลยค่ะ ทำไม? คืออย่างนี้นะ ออแพร์ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันกับโฮส จะมีบางที่ที่โฮสมีที่อยู่ต่างหากให้ ซึ่งพอเข้ามาอยู่ในบ้านเดียวกันยังค่อนข้างขีดเส้นเวลาการทำงานได้ยากมันไม่เหมือนกับเวลาเราทำงานในบริษัท ความรับผิดชอบของเราคือสิ่งของ แต่ตอนนี้ความรับผิดชอบเราคือคน มนุษย์ที่เป็นเด็กซึ่งเค้าต้องพึ่งเรา และด้วยความที่เราอยู่กันแบบครอบครัวมันจึงยากที่จะบอกว่า ไม่ ตอนนี้หมดเวลาทำงานฉันแล้ว ฉันจะไม่เล่น ไม่อุ้มเธอ มันมีความสัมพันธ์เข้ามาเกี่ยวด้วย เช่นถ้าโฮสขอให้เราช่วยเล็กๆน้อยๆ และเราตอบ ไม่อ่ะ ฉันไม่อยากทำ ไม่ได้บอกว่าผิดนะคะ เรามีสิทธิเลือกสิ่งที่เราอยากและไม่อยากทำ มันแค่มีความสัมพันธ์เป็นเดิมพัน ถ้าปฎิเสธก็ต้องปฎิเสธอย่างฉลาด เพื่อให้เราไม่อึดอัดต่อกัน อาจจะยังรู้สึกว่าแล้วทำไมเราต้องช่วยเค้าขนาดนั้น อันนี้แล้วแต่พิจารณาเลยยนะคะ แต่ลองคิดในแง่นี้ดู การที่เค้าอาจจะขอให้เราช่วยดูน้องอีกสักห้านาทีถ้าสิ่งนี่ทำให้เค้าให้วันฟรีไปเที่ยว หรืออนุโลมเวลาเราสาย มันก็ดีใช่ไหมคะ เราต้องเลือกว่าจะเป๊ะกับสัญญาแล้วเค้าไม่อนุโลมอะไรเราสักอย่างเลย กับหรือยอมโอนอ่อนบ้างเราก็แลกๆกันคราวนี้ฉันคราวหน้าเธอ อย่าลืมว่าถ้าเกิดวันไหนเราตกที่นั่งลำบากมันจะเป็นพวกเค้านี่แหละที่เราต้องพึ่งพา แต่ แต่นะ แต่ เราก็ต้องดูด้วยว่าครอบครัวเค้าดีกับเราอย่างที่เราดีกับเค้าไหม ถ้าไม่ก็เหนื่อยใจเปล่าๆค่ะ เราพูดเสมอว่าสุดท้ายเราต้องดูแลตัวเอง
เพี้ยนแข็งแรง

ทำไมต้องทำงานบ้านด้วยอ่ะ ไม่ใช่คนใช้สักหน่อย คนถามเราเยอะมากกับคำนี้ ได้ยินแล้วเครียดเลยนะ เพราะเราก็ไม่ได้อยากเป็นคนใช้เค้าสักหน่อย และอาชีพนี้มันก็มีเยอะแยะไปแต่เราก็ไม่เคยมองอาชีพนี้ต่ำต้อยกันเหมือนที่มันเป็นที่ไหนเลยนะ มันก็คืออาชีพสุจริตอาชีพหนึ่ง เราใช้เวลาพอตัวเลยเพื่อที่จะปัดความรู้สึกแย่ๆที่คนนำมาใส่หัวเรา ว่ามันไม่แฟร์กับเรา จริงๆเรื่องงานบ้านนั้นเราไม่มายมากเพราะเราก็เหมือนทำงานบ้านทั่วไป เค้าไม่ได้ให้เราไปขัดส้วมหรือกระทำเหมือนเราเป็นคนที่มีศักดิ์ต่ำกว่าอะไรอย่างนั้นเลย อันนี้สำคัญ ออแพร์ควรได้ทำแค่งานบ้านอย่างเบาๆเท่านั้นนะคะ แต่คนรอบข้างพูดเยอะๆมันก็เครียด สิ่งที่เราทำ แค่ทำนู้นนี่เล็กๆน้อยๆระหว่างวัน ทำอาหาร เช็ดกระจกบ้าน พับผ้า ตากผ้า รีดผ้า มันเป็นสิ่งที่เราต้องทำอยู่แล้ว ถามว่าหรือเค้าต้องมาทำให้เรามันก็ไม่ใช่ อาจจะมีตัดแต่งดอกไม้บ้าง เราอาจจะไม่ชินเพราะบ้านเรา เราก็ปล่อยมันอย่างนั้น ที่นี่ฤดูดอกไม้มันน้อยเค้าก็พยายามเก็บเกี่ยวเท่าที่จะทำได้ให้ได้มีดอกไม้นานที่สุดสวยที่สุด ที่นี่แม่ถนนหน้าบ้านเค้ายังทำความสะอาดเลย หญ้าขึ้นต้นไม่มางอกก็ต้องถอนทิ้ง เพราะเป็นความรับผิดชอบของแต่ละบ้านตามกฎหมาย เราก็ทำตัวให้ชินมันคือวิถีของเค้า อีกอย่างน้องๆเราก็โตแล้ว ไปอนุบาลกันระหว่างวันเราก็ว่างแถมเรายังมีเวลาทำงานห้าชั่วโมงต่อวัน เพราะฉะนั้นเค้าจะขอให้เราช่วยอะไรก็ถือว่าไม่ผิดเลยนะ จริงๆอยู่ห่างๆเด็กบ้างก็ดีนะได้พัก อยู่ด้วยกันนานๆมันก็เครียดนะยู มันเหนื่อยที่ต้องกระดี๊กระด๊าและมีสิ่งใหม่ๆให้ทำอยู่ตลอดเวลา และไม่ใช่ว่าเค้าให้เราทำงานบ้านอยู่คนเดียว ตัวเค้าเองก็ช่วย ถ้าเราดูน้องนางก็จะทำงานบ้านกันเอง ช่วยๆกัน บางทีก็เอาน้องมาทำด้วยเลย ไม่สะอาดหรอกให้มาเล่นแก้เบื่อเฉยๆ 
นี่น้องเพี้ยนเอง
 
คือพอเรามาเป็นออแพร์จริงแล้วอ่ะค่ะ เรารู้สึกว่าบ้านที่ต้องการออแพร์ไม่ใช่บ้านที่ต้องการพี่เลี้ยงเด็กเท่านั้นแต่เป็นบ้านที่ยุ่งเกินไปจนต้องการใครสักคนมาช่วยให้วันวันนึงมันผ่านไปด้วยดี เพราะฉะนั้นมันคือเหตุผลที่เราทำทุกอย่างในบ้านแล้วจริงๆ พอเราเข้าใจความสำคัญของเราเองก็ทำให้เราปลงได้เยอะเลย
 
วิธีแก้ของเราคือคิดซะว่าเราช่วยครอบครัวอ่ะคะ เรามีน้องสองคนและเพื่อนอีกสองคน เราต้องช่วยกันดูแลบ้านของเราครอบครัวของเรา ยิ่งกว่านั้นพอเราดีกับเค้าเค้าก็ดีกับเรา ลองไปอ่านกระทู้เก่าดูนะคะ ติดให้ด้านล่าง เค้าให้เราไปเที่ยวฟรีตั้งหนึ่งอาทิตย์ เลือกเลยค่ะสะดวกแบบไหน เรามีสิทธ์เราเลือกได้เสมอแต่เราต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เราเลือกนะ อย่าลืม
 
ส่วนปัญหาความเป็นส่วนตัวก็นั้นแหละค่ะเราอยู่บ้านเดียวกันค่อนข้างยากที่จะรู้สึกว่าไม่มีพวกเค้า ทางแก้ของเราคือพอเรามีเวลาว่างของเราก็เข้าห้องตัวเองทำอะไรที่อยากทำหรือออกไปข้างนอกเลยจะได้ห่างกันสักพัก
 
 แต่ถ้าน้องๆของคุณเข้ามากวนในห้อง หรือพูดจาไม่ดีไม่ฟังกิริยาแย่ ปาของใส่หรือเตะตี สิ่งที่เราทำได้เมื่อเกิดปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นนะคะ คุยค่ะ ต้องคุยนะอย่าปล่อยผ่าน ว่านี่คือพื้นที่ของเรา เราอยากพัก  หรือน้องประพฤติตัวไม่ดี เราไม่ชอบเราไม่สบายใจกับสิ่งที่น้องพูด เดี๋ยวโฮสก็จัดการเองเพราะยังไงเค้าก็ฟังพ่อกับแม่มากที่สุด อันนี้ก็สำคัญวิธีการควบคุบน้องๆคุณพ่อคุณแม่เค้าจะจัดการยังไง ควรถามนะคะเราจะได้เห็นภาพว่าน้องๆจะดีกับเราแค่ไหน หรือมันจะเครียดแค่ไหนตอนน้องอยู่แค่กับเรา เราต้องคุมน้องได้นะคะเพราะข้างนอกอันตรายถ้าสั่งหยุดไม่หยุดโดนรถเฉี่ยวขึ้นมาความรับผิดชอบเราเลยนะ ส่วนตัวยังไม่เจอน้องเข้ามาวิ่งในห้องรบกวนนะคะจะมีเตะบ้างเบาๆแบบน้องโมโหยังจัดการอารมณ์ไม่ถูกพยายามหาที่ระบาย ถ้าพูดได้เยอะก็ดุเลยค่ะเด็กบางบ้านเข้าใจภาษาอังกฤษด้วยซ้ำไป
เพี้ยนจริงจัง
อย่างตัวเราน้องก็เลยล้อความตาตี่มีเชื้อจีนของเราเรียงเราว่า ตาจีน หรือหนีห่าวชายา ชายาคือคำลงท้ายของชื่อเราเอง ซึ่งบางคนอาจจะไม่รู้สึกอะไรแต่เรารู้สึกว่ามันคือการล้อรูปร่างและเชื้อชาติของเรา เราไม่ใช่คนจีนด้วยซ้ำ เราก็คุยกับพ่อแม่เค้าเลย ถามเลยคุณคิดยังไงที่ลูกพูดแบบนี้ ประเด็นคือพ่อแม่เค้าเองก็ไม่รู้เรื่องค่ะว่ามันคือการเหยียด เพราะสำหรับเค้าถ้ามีคนมาเดินผ่านพูด บงชู ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศสเค้าก็ไม่รู้สึกอะไรค่ะ เพราะเค้ารู้ว่ามันแปลว่าอะไรแล้วเค้าก็ค่อนข้างเป็นหนึ่งเดียวกันในยุโรป อันนี้ก็แล้วแต่คนอีกนะคะ เราก็เลยบอกเค้าว่าเอเชียทุกคนไม่ได้พูดภาษาจีน เค้าคงไม่ชอบใจนักถ้าลูกคุณไปพูดแบบนี้ มันเหมือนกับต่างชาติเดินมาหาเราแล้วพูด ฉิงฉ่องชัง ใส่เราอ่ะค่ะแบบพยายามไทยอะแต่พูดไม่เป็น ซึ่งที่พูดมามันไม่ไทยด้วยซ้ำเหมือนล้อภาษาที่เราพูดอะไรแบบนี้ เราก็บอกเค้าเลยฉันไม่อะไรน้องฉันเข้าใจว่าน้องไม่รู้เรื่องแต่ฉันรู้สึกไม่ดี และมันคงไม่สุภาพนักที่จะพูดแบบนี้กับเอเชียที่แบบไม่ได้เป็นคนจีน เจอเอเชียจะไปคิดว่าเค้าพูดแบบนี้มันไม่ใช่ เค้าก็กลับไปอธิบายให้ลูกฟังค่ะ มันอาจจะพูดง่ายกว่าทำเพราะเราก็จะเกรงใจเค้าใช่ไหมคะ ความเป็นคนขี้เกรงใจของเรา แต่คนเยอรมันเค้าชอบพูดตรงๆ พูดเลยค่ะไม่ต้องกลัวว่าเค้าจะโกรธ แล้วจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอีกอย่างเด็กๆถึงจะทำด้วยความไม่ร็ ก็ต้องเรียนรู้ค่ะเพราะเราเลี้ยงเด็กให้เป็นผู้ใหญ่ขึ้นไม่ใช่วนเป็นเด็กเหมือนเดิม
เพี้ยนลุยเพี้ยนสู้สู้
ทั้งนี้ทั้งนั้นนี่คือประสบการณ์ส่วยตัวนะคะ ย้ำ และก็หวังว่าจะเป็นประโยนช์กับคนที่วางแผนอยากจะเป็นออแพร์ในอนาคตไม่ว่าประเทศไหนก็ตามนะคะ มีคำถามถามได้เลยนะคะ หรืออยากให้เล่าอะไรอีกบอกเลยนะคะ
ถ้ากระทู้นี้ถูกใจไปอ่านต่อกระทู้อื่นได้เลยนะคะ กดลิ้งได้เลย
อยากรู้ว่าตอนบินมาเป็นยังไงไปอ่านได้เลย ฉันเป็นออแพร์ยุคโควิด
สิ่งที่ได้จากการเป็นออแพร์ อ่านโลด!!

แก้คำผิดนะคะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  ชีวิตวัยรุ่น Au Pair เรื่องสั้น ชีวิตในต่างแดน
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่