ฉันเลยเพิ่งรู้สึกตัวว่าอีกไม่กี่ปีฉันก็จะ 30 แล้ว ก็เลยลองย้อนมองดูตัวเองตลอด 26-27 ปี

สวัสดีค่ะ นี่เป็นกระทู้แรกของฉัน โปรดเรียกฉันว่า See นะคะ ฉันพบว่าเร็วๆ นี้เพื่อนร่วมงานของฉันอายุเพิ่มขึ้นไปอีกปีแล้ว ฉันจึงลองย้อนกลับมามองตัวเองค่ะ ตัวฉันจะอายุ 27 ปีในปลายปีนี้ เลยลองสำรวจตัวเองอีกครั้ง ฉันตระหนักได้ว่าฉันไม่เคยได้เล่าเรื่องของตัวเองให้ใครฟังอย่างจริงจังเลยแม้แต่กับครอบครัวของฉัน และมันทำให้ฉันคิดว่าฉันอดทนมาได้ยังไงกันนะ แต่ว่าจะเล่าเรื่องของตัวลงสื่อโซเชียลฉันก็คิดว่ามันไม่เหมาะสม จึงคิดว่าหากเป็นที่นี่ ฉันน่าจะสามารถบอกเล่าเกี่ยวกับตัวเองได้ แน่นอนว่าฉันไม่ได้คาดหวังว่าใครจะพบเห็นความรู้สึกของฉัน แต่ฉันก็แค่อยากนำออกมาจากอกอย่างเต็มที่สักครั้งค่ะ แบะฉันไม่ว่าอะไรหากทุกคนจะคิดว่ามันคือเรื่องแต่งนะคะ จะอ่านมันแล้วคิดว่าเป็นนิยายเรื่องหนึ่งฉันก็ยินดีค่ะ

อย่างที่ฉันกล่าวไปก่อนหน้านี้ ตอนนั้ฉันอายุ 26 และกำลังจะ 27 ในอีกไม่นานค่ะ เมื่อได้ลองนึกถึงตัวเองที่ผ่านมา ฉันพบว่าปัญหาของฉันก็หนักหน่วงไม่น้อยในมุมมองของฉันค่ะ ฉันศึกษาเกี่ยวกับจิตวิทยาและความรู้สึกมาเล็กน้อยเพื่อให้รู้จักตัวเองมากขึ้น จึงอาจมีการสอดการมองตัวเองที่ลึกลงไปค่ะ แต่ไม่สามารถเป็นที่ปรึกษาให้ใครได้นะคะ หากทุกท่านอ่านจนจบฉันจะขอบคุณมากค่ะ ถึงอ่านไม่จบ ฉันก็เข้าใจดีว่านี่มันยาวจริงๆ ค่ะ แต่ขอขอยคุณที่สละเวลาอ่านแม้จะไม่ถึงครึ่งก็ตาม

ฉันเกิดมาในต่างจังหวัดที่ไม่ได้เจริญ แต่ก็ไม่ได้ชนบทเสียทีเดียว เรียกว่าใช้ชีวิตได้อย่างไม่ลำบากอะไรเลยค่ะ ฉันเป็นหลานคนแรกที่ปู่ของฉันเป็นคนอยากมีหลานค่ะ เรียกได้ว่าฉันเกิดมาได้เพราะปู่เลยก็ว่าได้ ปู่รักและห่วงใยฉันมากยิ่งกว่าพ่อแม่ของฉันค่ะ ในความทรงจำตอนเด็กที่จำได้ก็มีแต่ปู่ของฉันเป็นส่วนใหญ่ ในตอนนั้นในบ้าน คนในครอบครัวฉันส่วนใหญ่เป็นผู้ชายค่ะ และเด็กรุ่นเดียวกันแถวบ้านก็เป็นเด็กผู้ชายซะส่วนใหญ่ พ่อฉันก็สอนฉันเหมือนสอนลูกชาย ฉันจึงดูมีความเป็นผู้ชายมากกว่าเป็นผู้หญิง
ฉันมีน้องสาว 2 คนค่ะ โดยน้องสาวของฉันอายุน้อยกว่าฉัน 2 ปี และ 4 ปีค่ะ น้องสาวทั้งสองคนเป็นลูกของป้าค่ะ (บ้านฉันเป็นเชื้อสายจีน เลยจะมีเครือญาติพอตัว ปู่และย่าของฉันมีลูก 5 คน ป้าของฉันเป็ลูกคนที่ 3 และพ่อของฉันเป็นลูกคนที่ 5) ป้าจองฉันมักจะพูดอยู่เสมอค่ะว่า “พี่คนโตต้องรักและดูแลน้องนะ ต้องเอาใจใส่น้อง และเสียสละให้น้อง” ฉันที่เป็นแค่เด็กก็ฟังและเป็นอย่างที่ป้าพูดำว้ค่ะ คือรัก ดูแล เอาใจใส่ และเสียสละให้ โดยที่ฉันไม่รู้ตัวเลยค่ะว่าการเสียสละจะเป็นการ “สูญเสียทุกอย่าง”
ฉันในวัยเด็กเป็นเด็กไม่ดื้อมากค่ะ ฉันได้ฟังมาจากปู่อีกที จึงไม่รู้ว่าจริงไหม ฉันจึงเชื่อฟังคำพูดของผู้ใหญ่มากๆ ฉันเคยได้รับเค้กฉลองวันเกิดของฉันทุกปีค่ะ จนช่วงประมาณ 7-8 ขวบ เค้กวันเกิดและของขวัญที่ฉันเคยได้รับก็หยุดลง แต่ไปเป็นของน้องๆ ทั้งสองคนแทน ฉันในตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรค่ะ เพราะยังไงฉันก็ได้กินเค้กวันเกิดของน้องอยู่แล้ว และฉันสามารถเอาเงินค่าขนมของตัวเองเก็บไว้ซื้อของเล่นได้ เลยไม่ได้ขอให้ใครซื้อให้เพราะเชื่อว่า “พี่คนโตต้องเสียสละ”
พ่อแม่ของฉันแยกทางกันค่ะ ลุงๆ ป้าๆ รวมถึงพ่อของฉันก็ไปทำงานหาเงินส่งมาที่บ้าน ในตอนฉันอายุประมาณ 9 ขวบ ปู่ของฉันหวังดีว่าฉันจะคิดถึงแม่ เลนพาฉันนั้งรถไฟ 7 ชั่วโมงเข้าไปยังกรุงเทพเพื่อไปหาแม่ช่วงปิดเทอมเพราะกลัวว่าฉันจะขาดความอบอุ่น แม่ของฉันได้คบหากับผู้ชายคนใหม่ค่ะ ฉันในตอนนั้นไม่เข้าใจอะไรเลย เลยเรียกเขาว่า “พ่อ” ตามที่แม่บอก แม่ของฉันและพ่อใหม่คนนั้นออกไปทำงาน ฉันขอแค่มีคอมก็อยู่บ้านคนเดียวได้สบาย ถึงจะแค่ 9 ขวบก็ตาม แถมบ้านข้างๆ มียายใจดีที่เข้ามาดูเพราะเป็นห่วงบ่อยๆ ด้วย แต่อยู่มาวันนึง แม่ของฉันและพ่อคนนั้นกลับดึก ฉันเลยขึ้นนอนที่ห้องนอนรอ แต่จู่ๆ ฉันก็ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า “พ่อ” คนนั้นกำลังลูบไล้ตัวฉันค่ะ ตามหน้าอกและต้นขา ฉันที่ยังเด็กก็ถามไปว่า “พ่อทำไรอะ” โดยไม่รู้เรื่องรู้ราว ใช่ค่ะ พ่อมาคิดในมุมมองของคนอายุ 20 ปลายๆ แบบนี้แล้วฉันก็รู้สึกตัวว่านั่นคือการถูกลวนลามค่ะ นับว่าเป็นโชคดีมากๆ ที่เขาหยุดและลุกออกไป ฉันจึงนอนต่อ
แต่ยังไม่จบค่ะ ที่บ้านเกิดของฉันเป็นอำเภอที่มีคนเชื้อสายจีนอยู่เยอะ เลยมีงานประจำปีบ่อยๆ ปู่ของฉันมัดจะให้เงิน 20 บาทไปเที่ยวงานค่ะ นับว่าเยอะในสมัยนั้นเลย ที่ไอติมโคนละ 5 บาท
ในตอนนั้นฉันอายุ 10 ปี อยู่ป.5 (ฉันเข้าเรียนไวกว่าคนทั่วไปค่ะ ฉันเรียนอนุบาล 1 ตอน 1 ขวบครึ่ง) เพราะคนทั่วไปรู้จักหน้าค่าตากันทั้งอำเภอ ในตอนนั้นเป็นปีแรกที่ปู่ปล่อยให้ฉัน น้องๆ และเด็กที่บ้านไปเที่ยวงานวัดกันเองได้ค่ะ ด้วยความเป็นวันทะเล้นเลย เงิน 20 บาทฉันเอามันไปเล่นซุ้มเกมยิงตุ๊กตาค่ะ เจ้าของร้านเป็นลุงผู้ชายใจดีมาก เขาชอบแอบแถมกระสุนปืนให้บ่อยๆ เขามาเปิดซุ้มกับครอบครัวของเขา ภรรยาและลูกชายวัยเดียวกันกับพวกฉันค่ะ เขาชอบแถมกระสุนแล้วก็ชอบจับมือบ่อยๆ ฉันก็ยังเด็กไร้เดียงสา เลยไม่รู้เรื่องราวอะไรค่ะ แค่คิดว่าเขาใจดีจัง แค่นั้นเลย
ทีนี้ปีถัดมา ฉันป.6 อายุ 11 ปี ลุงคนนั้นเปลี่ยนเป็นร้านปากระป๋อง ซึ่งฉันก็ไปเล่นหวังว่าลุงจะแถมนั่นแหละค่ะ แต่ฉันเล่นได้ไม่ดีเท่ายิงปืนเลยเลิกไปเล่น ได้เอาเงินมาซื้อของกินแทน แต่แล้ววันนึง ฉันมาเดินเล่นกับเด็กผู้ชายเพื่อนบ้านที่สนิทกันมากค่ะ วันนั้นบุงเขามาเดินด้วยกัน ตอนแรกก็นึกว่าเขาเป็นห่วงเลยตามมา ฉันก็ยังไม่คิดอะไรค่ะ จนลุงเขาให้เงินเพื่อนฉันแล้วบอกให้เขากลับบ้านไปก่อน ฉันก็จะตามเขาไปแหละ แต่เขาหลอกล่อฉันว่าอยากได้อะไรไหมเดี๋ยวซื้อให้ เด็กต่างจังหวะในอำเภอเล็กๆ ที่สงบสุขดีที่ต่อให้ออกไปปั่นจักรยานรอบอำเภอคนเดียวก็ไม่มีอันตรายแถมยังไม่รู้ประสาอย่างฉันก็ตกหลุมจังๆ ค่ะ เลยได้ไปซื้อปืนอัดลมที่ฉันอยากได้มานาน ตอนนั้นฉันเดินเยอะมากเลยไปนั่งโต๊ะม้านั่งหน้าห้องสมุดที่ค่อนข้างมืด ฉันไม่รู้อะไร ไร้เดียงสาเดินไป ฉันตามเขาไปค่ะเพราะเขาอุตส่าห์ซื้อของเล่นกับของกินให้ ตอนนั้นเขาลูบต้นขาฉันทำมห้ฉันขนลุกค่ะ แต่ฉันตอนนั้นโง่มากทที่คิดว่าขนลุกเพราะจั๊กจี้ แบะเขาลูบขาไล่ยุงให้ แต่พอเขาเริ่มลูบใกล้ตรงนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ฉันก็ทนไม่ไหวแล้วยิงปืนอัดลมใส่เขา เขาเลยหยุดค่ะ ฉันก็เลยกลับบ้านและปฏิเสธไม่ให้เขาตามมาส่ง (บ้านฉันอยู่ใกล้ที่จัดงานประจำปีมาก ไม่ถึง 1 กม.ด้วยซ้ำ)
ใช่ค่ะ มันคือประสบการณ์ถูกลวนลามครั้งที่ 2 และฉันโชคดีพอจะปลอดภัยจากทั้ง 2 ครั้ง ทั้งที่ตอนนั้นฉันไม่รู้เลยแท้ๆ ว่าผู้ชายน่ารังเกียจสองคนนั้นทำอะไรกับร่างกายฉัน และมองฉันด้วยสายตาแบบไหน แต่เพราะแบบนั้นเมื่อได้กลับมาคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังตอนที่โตแล้ว ประมาณอายุ 19-20 ปี ฉันขนลุกและขยะแขยงผู้ชายไปช่วงหนึ่งเลยล่ะค่ะ

ถึงอย่างนั้นชีวิตฉันวัยเด็กจนถึง 11 ปีสงบสุขดี แต่น่าแปลกค่ะ 2 คนที่เอาใจใส่ฉันในบ้านมากที่สุดคือปู่กับย่าค่ะ แต่ย่าของฉันเสียตอนฉัน 11 ปีพอดีด้วยเส้นเลือดในสมองแตก เลยมีแค่ปู่เท่านั้นที่รักและห่วงใยฉันจากใจจริงหลังจากนั้นค่ะ เพราะฉันคือหลานสาวคนแรกที่เขาต้องการมากที่สุด
ปล.ปู่ของฉันตื่นเต้นที่ฉันเกิดมา ตื่นเต้นยิ่งกว่าพ่อแท้ๆ เสียอีกค่ะ ขณะที่พ่อฉันหลับสนิทเมื่อแม่ปวดท้อง เป็นปู่ที่ตื่นมาตอนดึก พาแม่ฉันไปโรงพยาบาล และมาหาฉันเป็นคนแรก ปู่ฉันตื่นเต้นมาจนวิ่งเข้ามาเมื่อฉันออกจากครรภ์แล้วเรียกทั้งน้ำตาเลยล่ะค่ะว่า “หลานตาาาาาา” แม่ฉันเสียสวนกลับไปว่า “ไม่ใช่สิคะคุณพ่อ น้องเป็นปู่ค่ะ” แบบนั้นเลยค่ะ ฮ่าๆ
ฉันบอกก่อนหน้านี้ว่าพ่อกับแม่ของฉันแยกทางกัน เพราะพ่อฉันนิสัยเสียค่ะ เป็นประเภทชายแท้เลยล่ะ แม่ฉันทนไม่ได้เลยออกไปจากบ้าน แต่แม่พาฉันไปด้วยไม่ได้เพราะทั้งปู่และย่าก็ต้องการเลี้ยงฉันด้วยมือของพวกเขาค่ะ
ฉันเติบโตมาด้วยคำโกหกค่ะ พ่อของฉันกรอกหูฉันตั้งแต่สมัยเด็กเลยว่าแม่ฉันเลวอย่างนั้นอย่างนี้ที่ทิ้งพ่อกับฉันไป บอกว่าแม่หนีตามผู้ชายไป และเคยแม่กระทั่วสอนให้ฉันเรียกชื่อแม่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “อี” เลยค่ะ และสอนให้ฉันพูดก่นด่าแม่ด้วยความเกลียดชังที่ไม่ใช่เจตนาของฉันเอง ฉันที่ได้เจอแม่ครั้งแรกเลยเรียกแม่ตามที่พ่อสอนเพราะคิดว่านั่นคือชื่อของแม่ค่ะ
เอาล่ะ ขอกลับมาเรื่องของขวัญวัยเด็กอีกครั้งนะคะ ฉันไม่เคยได้รับของขวัญอีกตั้งแต่ 8 ขวบเป็นต้นมา แต่ก็ไม่ไม่เคยคิดอะไรเลยค่ะ ตอนนั้นลุงของฉันกลับมาอยู่ที่บ้าน แล้วเขาทะเบาะกับพ่อของฉันอย่างหนักจนเกลียดกันแบบเข้าหน้ากันไม่ติด มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ที่แม้แต่ฉันในตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาทะเละกันด้วยเรื่องอะไร แต่ว่าถึงจะเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ แต่ลุงและพ่อของฉันไม่ทีความเป็นผู้ใหญ่เลยค่ะ พ่อของฉันออกไปจากบ้านโดยไม่พาฉันไป และลุงของฉันก็ทอดทิ้งฉันที่เผ็นลูกของพ่อแค่นั้นค่ะ ทำให้ฉันไม่ได้รับอะไรเลย แม้แต่กับข้าวพวกเขาก็ไม่เคยซื้อหรือทำให้ เป็นปู่เองที่เลี้ยงฉันอย่างดีและมีปากดสียงบ่อยๆ เพราะปู่ใช้เงินที่ได้จากเขามาดูแลฉัน แต่ปู่น่ะเหมือนพ่อของฉันมากกว่าพ่อแท้ๆ อีกค่ะ เพราะถึงปู่ฉันจะลำเอียงรักลุงคนนั้นมากกว่า แต่ปู่ก็ไม่เคยยอมถอยเรื่องของฉันเลย ฉันมนตอนนั้นไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงไม่ได้รับอะไรจากเขา แม้แต่น้องๆ 2 คนก็ถูกลุงคนนั้นกีดกันไม่ให้มาเล่นกับฉันค่ะ ฉันตอนนั้นคิดได้แค่ว่า “อ๋อ ใช่ พี่ต้องเสียสละ” และทำใจยอมรับการไม่ได้รับอะไรแม้แต่ความรักจากคนอื่นนอกจากปู่เลย
หลายปีต่อมาพ่อกลับมาบ้านค่ะ ตอนนั้นฉันม.2 น่าจะ 13 ปี พ่อพาภรรยาใหม่มาด้วยและมีลูกด้วยกันค่ะ พ่อพูดกับฉันว่า “เข้าใจพ่อด้วย พ่อยังรักฉันเสมอ แต่น้อยเพิ่งเกิดยังเป็นทารก พ่อต้องใส่ใจน้องมากกว่า เข้าใจพ่อไหม?” แต่ไม่ค่ะ ฉันไม่เข้าใจ จะดูแลน้องก็ได้ แต่อย่างน้อยช่วยขับรถไปส่งที่โรงเรียนหน่อยสิ ให้ค่าขนมหน่อยสิ สมุดที่ต้องใช้เรียนกระดาษหมดแล้ว ขอเงินไปซื้อสมุดใหม่ทำไมต้องตีจนขาลาย ปวดจนเกินไม่ได้ และลาหยุดเพราะอายแผลที่ขา ทำไมถึงสัญญาว่าวันเกิดจะพาไปเที่ยว แต่พอถึงวันเกิดกลับไม่ได้อะไรเลยแม้แต่คำว่า “สุขสันต์วันเกิด” ทำไมต้องเข้าใจด้วย นี่ไม่ใช่การรักแต่ต้องมส่ใจน้องมากกว่า นี่มันคือการไม่สนใจและลอยคอทิ้งไว้ชัดๆ
ตอนนั้นฉันรู้สึกว่าบ้านไม่ใช่ที่อยู่ของฉันอีกต่อไป ห้องสมุดอำเภอปิด 6 โมงครึ่ง หลังจากเลิกเรียนฉันก็ไปอยู่ที่ห้องสมุดจนเวลาปิด แต่ถึงปิดจนมืดค่ำฉันก็ไม่กลับบ้าน และเป็นปู่ที่ขับรถออกมาตามหา ทั้งเอาข้าวมาให้กินเพราะฉันผอมเกินไป เป็นปู่ที่เป็นทุกอย่างของฉันค่ะ แต่ว่าฉันถูกทิ้งมากกว่าได้รับ ฉันจึงไม่มองว่าที่นั่นคือบ้านของฉันอีกต่อไป ฉันทำเรื่องเลวทรามอย่างการขโมยเงินปู่หรือพ่อเพื่อไปขลุกตัวอยู่ในร้านเกมด้วยซ้ำค่ะ ฉันรู้ว่ามันต่ำช้ามาก แต่ฉันที่เป็นแค่เด็กม.ต้นในตอนนั้นคิดแค่ว่า “จะมีชีวิตรอดจากบ้านได้ยังไง” แค่นั้นค่ะ ในตอนนี้ฉันได้แต่รู้สึกผิดแฝจากก้นบึ้งหัวใจต่อปู่ที่เสียไปแล้ว ถ้าย้อนกลับไปได้ ฉันจะเป็นเด็กดีกว่านี้เพื่อปู่คนเดียว
ฉันทั้งอ่านหนังสือ ทั้งสอบได้คะแนน แต่พยายามไปก็ไม่ถูกชม ฉันจึงเริ่มเกเรเลยติด 0 เยอะจนเกือบเรียนไม่จบม.ต้น ฉันจึงต้องออกมาเรียนม.4 ที่อื่นด้วยความช่วยเหลือของพ่อ แต่ชีวิตฉันไม่เคยดีขึ้นเลย ฉันติดเกมหนักมาก และสร้างตัวตนใหม่ในโลกแห่งเกมโดยสิ้นเชิง หลอกลวงว่าเป็นคนอื่น ว่าตัวเองมีชีวิตอย่างนั้นอย่างนี้ ฉันตอนนั้นไม่รู้ว่าทำไมถึงอย่างนั้น แต่พอมองในมุมมองของตัวเองที่โตแล้ว “ฉันอยากได้ชีวิตใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องตายก่อน” นั้นคือเหตุผลที่ฉันคิดำด้ที่ฉันต้องหลอกลวงโลกออนไลน์และเพื่อนในเกมในสมัยนั้น
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่