อายุเยอะแล้วถ้าลาออกจากราชการไปเรียนแพทย์ จุฬา 4 ปี คิดว่าคุ้มมั้ยคะ

ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีความสามารถสอบติดมั้ย แต่ขอคิดการไกลไว้ก่อนนะคะเพราะต้องทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจอ่านหนังสือเตรียมสอบ mcat ใหม่ทั้งหมด
คิดว่าจะสอบปี 65 ค่ะ ถ้าสอบติด คือได้เรียนจริงๆ อายุก็ปาเข้าไป 34 แล้วค่ะ 
เรียน 4 ปี กว่าจะจบ อายุก็เกือบ 40 แล้ว 
เรื่องเรียน คิดว่าไม่น่าจะเป็นปัญหามากเพราะส่วนตัวเรียนจบ ป.ตรี สายวิทยาศาสตร์สุขภาพมาค่ะ
เรียนวิชาพื้นฐานเหมือนคณะแพทย์ทุกอย่าง Physiology Anatomy 1+2 Neuroanatomy แล้วก็วิชาพวก Basic science อื่นๆ
ตอนนี้รับราชการที่ รพ.รัฐ มาเกือบ 10 แล้วค่ะ ตอนนี้ยังไม่ทราบข้อมูลว่าหลักสูตรที่สนใจอยากเรียน จบมาต้องใช้ทุนมั้ย สามารถรับราชการได้หรือเปล่า แล้วมีงานที่ไหนรองรับบ้าง จะคุ้มค่ามั้ยกับการที่จะกลับไปเรียนแพทย์ตอนที่อายุเยอะแบบนี้ รบกวนขอคำแนะนำหน่อยค่ะ

ปล.ไปหาข้อมูลมาแล้ว สรุปว่าต้องใช้ทุน 3 ปี เหมือนเรียนภาคไทยเลยค่ะ
แต่ไม่ทราบว่ารับราชการอัตโนมัติเหมือนแพทย์ที่จบใหม่ตอนนี้มั้ย
แก้ไขข้อความเมื่อ
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 36
ส่วนตัวผมคิดว่ายากมากครับ

   การเรียนแพทย์ช่วง pre-clinic ต้องจดจำมหาศาล ด้วยอายุ จะเป็นอุปสรรคระดับนึง ถ้าตัดเกรดกันแค่ในกลุ่ม 40คน ก็รอดไปครับ แต่ถ้าต้องไปตัดเกรดรวมกับ นิสิตที่มาทาง tract ปกติด้วย อันนี้จะหนักหนาสาหัส เพราะจะเจอระดับพวกเทพๆ ที่กินตำรา จำได้หมด ไม่ก็พวกขยันสุดโต่ง

   ถ้าเข้าสู่ช่วง clinic จะเป็นช่วงที่เหนื่อยมาก บางวอร์ด ต้องราวน์วนไปทั้งวัน ตกเย็นอยู่เวร ไม่ได้นอน เผลอๆต้องทำหน้าที่พยาบาล เจาะน้ำตาลปลายนิ้ว สวนฉี่ เจาะเลือดเพาะเชื้อ ใส่สายจมูก อดหลับอดนอน รับเคสทำรายงาน ไว้นำเสนอตอนเช้าวันถัดไป แล้วก็อยู่ต่อจนจบเย็นอีกวัน ถึงได้พัก

   แถมพอเข้า clinic หนังสือที่ต้องท่อง จะไม่เหมือนตอน preclinic ที่มีชีทกองนึง กับหนังสือ อ่านจบจำได้ก็พอผ่านได้  แต่ของ clinic จะพบว่ามันคือทะเลกว้างใหญ่ ไม่มีขอบเขต อ่านไม่มีลิมิตว่าพอ ตำรามากเกินจะอ่านได้ ต่อให้เทพแค่ไหนก็ตาม แล้วสภาพคืออดนอน แถมต้องอ่านหนังสือ สอบตามปกติ ผมยอมรับเลย สมองผมถูกทำลายตั้งแต่ช่วงนี้เลย ความจำที่เคยแม่น ค่อยๆเสียหายไปชัดเจน แล้วก็เป็นแบบถาวรด้วยจนถึงทุกวันนี้

     แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข่าวร้าย  เพราะถ้าได้วน สมเด็จ ณ ศรีราชา จากที่เพื่อนเคยบอกมา จะค่อยสบายหน่อย อาจไม่อดนอนมาก

   ถ้าสมมติอดทนผ่านจบหมอได้... จะเจอกับความจริง ว่าตอนใช้ทุน ก็ต้องเจอสภาพแบบอดนอนข้ามวัน ตรวจต่อตอนเช้าจนถึงเย็นอีกวัน ถึงได้พัก และเจอกับสภาพหนักๆนี้ 1 ปี ที่อยู่ รพ.ศูนย์  และช่วงนี้จะต้องอยู่ในระบบแบบศักดินา มีระดับคนคุมเป็นขั้นๆ เจอพี่ดีก็ดีไป เจอไม่ดีก็อึดอัดหน่อย

   และพอใช้ทุนปี 2, 3 ถึงเริ่มได้งานที่เบาลงหน่อย เพราะอยู่ รพช. แต่ก็ต้องลุ้นดวง บางที่ก็ชิวๆ หลังเที่ยงคืนโดนปลุก 1-2 ครั้ง แต่บางที่ก็เหมือน รพ.ศูนย์  แต่ข้อดีคือ ระบบศักดินาหายไปเยอะ เหลือแค่เรากับแพทย์เฉพาะทางแล้ว ทำงานอิสระหน่อย ไม่ถูกควบคุมมาก

    หลังจากกลายเป็น GP เต็มตัว ถ้าจะเปิด clinic ก็ควรหา location ที่เป็นชุมชน ไม่มีเจ้าถิ่นที่เปิดมาก่อน... เพราะคนไข้ส่วนใหญ่จะ ไม่ค่อยเปลี่ยนหมอ เว้นแต่เกิดมีคนหลงมาตรวจ แล้วเราทำได้ดีมากๆ จนคนบอกต่อ ก็อาจรุ่งครับ

    ถ้าเป็นชุมชนใหญ่ มี clinic หมอเฉพาะทางหลาย clinic คนไข้เขาก็เลือกอยากรักษา แพทย์เฉพาะทางมากกว่า

    และส่วนมากถ้าต้องไปเปิดแบบย่านชุมชน ชนบทจริงๆ ก็คิดค่าตรวจแพงมากไม่ได้ เพราะค่าครองชีพต่ำมาก เห็นขายน้ำหวาน ชานมไข่มุกแบบตักๆ แก้วละสิบบาท  ลูกชิ้นไม้ละ 5 บาท แต่ clinic ก็มีดีตรง ได้กำไรจากค่ายาด้วย แถมภาษีก็ไม่ค่อยโดนเยอะ

     แต่เดี๋ยวนี้ รพ.ชุมชน ก็จะมี ตรวจนอกเวลา ที่คิดหัวละ 50-80 บาท ทำให้บางคนก็เลือกไม่ไป clinic เพราะ ตรวจนอกเวลาเดี๋ยวนี้หลายๆที่ก็คิวไม่นานเหมือนแต่ก่อน แถมครบวงจรกว่า สามารถเจาะเลือด xray ได้เลย รอบเดียวจบ ไม่เหมือน clinic ที่ไม่มี lab, xray

     ก็ประมาณนี้ครับ อุปสรรคที่ต้องเจอ  ยังดีฮะ ที่เลือกเปิด clinic  

     เพราะนับวัน GP ที่ไปรับเอกชนจองเต็มหลายๆที่ อีกไม่นานน่าจะหาที่ลงยากละครับ ต้องแย่งซื้อเวรตามกลุ่มไลน์ เวลา GP ประจำลาเที่ยว ลาป่วย แบบลงไลน์ปุ๊ปไม่เกินห้านาที มีคนรับปั๊ป

     แถมพอ supply เยอะ ราคาก็ drop ... เอกชนแต่ก่อน GP ตีว่า guarantee ชม.ละ 500 เดี๋ยวนี้ rate ก็เริ่มปรับลง เป็น 450 บ้างแล้ว
ความคิดเห็นที่ 9
เคยตอบคำถามประมาณนี้ไว้ในกระทู้นึง เจ้าของกระทู้นั้นอายุ 25 เอง แต่กระทู้นี้อายุ 34 แล้ว
https://pantip.com/topic/40051673/comment15

ที่จขกท.แจ้งว่าเรียนวิชาพื้นฐานมาเหมือนกับแพทย์ทุกอย่าง ไม่แน่ใจว่าสาขาอะไร
แต่ความจริงแล้ว คณะแพทย์เรียนเหมือนคณะอื่นแค่ตอนปี 1 เท่านั้นเอง ซึ่งหลักสูตรที่จขกท.ตั้งใจจะสอบเข้า ก็ไม่ต้องเรียนเนื้อหาพวกนี้ เพราะรับคนที่จบปริญญาตรีมาแล้ว

จะมีคณะที่เรียนเหมือนคณะแพทย์มากขึ้นมาหน่อย ก็น่าจะเป็นทันตแพทย์ ที่ต้องเรียน anatomy จนถึงเอว (ถ้าจำไม่ผิด) อาจจะมี physiology, phamacology

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต่อให้เรียนเหมือนกันทุกอย่าง แต่การเรียนตอนอายุ 18 กับตอนอายุ 35 ต่างกันมากๆ เลยนะ

- ตอนนี้จขกท.อายุ 34 ถ้าสอบติดได้เรียน อย่างเร็วก็ 35 การอ่านหนังสือเรียนตอนอายุ 35 ไม่ใช่เรื่องง่าย ยกตัวอย่างตัวเราเอง ตอนเด็กๆอ่านหนังสือรอบเดียวก็จำได้ แต่ตอนมาเรียนต่อเฉพาะทาง ขนาดอ่านไปแล้ว 2 รอบ กลับมาอ่านรอบที่ 3 ยังจำไม่ได้เลยว่าอ่านไปแล้ว ที่รู้ว่าอ่านแล้วเพราะตัวเอง highlight เอาไว้ อยากจะขำแต่ก็ขำทั้งน้ำตา Facepalm

- อ่ะ สมมติว่าเรียนไหว ก็จะเรียนจบตอนอายุ 39 เห็นบอกว่าจะไปเปิดคลินิกที่บ้าน
ถ้าจขกท.พอใจแค่นี้ จะเรียนก็ได้ เพราะเปิดคลินิกไม่มีวันเกษียณ จะทำไปถึงอายุ 80 ก็ได้ ถ้าทำไหว หรือไม่ก็เป็น GP ที่รพช.ใกล้บ้าน อันนี้สนับสนุนเลย ถือเป็นการกระจายแพทย์เข้าสู่ชุมชน

- แต่ถ้ายังรู้สึกไปไม่สุด ไม่อยากเป็น GP งั้นก็ต้องเรียนต่อ
ถ้าจะเรียนต่อก็ขึ้นกับเรียนสาขาอะไร ถ้าสาขาขาดแคลนก็เรียนได้เลย แต่ถ้าไม่ขาดแคลนก็ต้องไปเพิ่มพูนทักษะแล้วก็ใช้ทุนอีก 2-3 ปี กว่าจะเรียนจบก็อายุ 42 เป็นอย่างน้อย แล้วก็อย่าลืมว่า จขกท.จะต้องไปแข่งขันกับน้องๆที่เพิ่งจบ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอายุมีผลต่อการพิจารณาเข้าเรียนต่อแน่ๆ ถ้าเราเป็นอาจารย์ เราคงไม่อยากรับ resident ที่อายุมากกว่าตัวเอง (yound staff อายุน้อยกว่า 40 ทั้งนั้น) ยิ่งอายุเยอะยิ่งสอนยาก

- อีกเรื่องที่สำคัญ การกลับเข้ารับราชการ ตรงนี้เราไม่มีความรู้จริงๆ ว่าอายุราชการเดิมสามารถนำมานับต่อได้หรือเปล่า แต่คิดว่าน่าจะได้ ซึ่งถ้าได้ก็ถือว่าค่อนข้างคุ้มเพราะจะได้ปรับวุฒิ แต่นับอายุราชการต่อไม่ได้ ส่วนตัวคิดว่าไม่ค่อยคุ้ม เพราะกว่าจะได้เริ่มนับอายุราชการอย่างเร็วก็อายุ 39 ต่อให้เป็นเงินเดือนหมอ จนเกษียณ ก็คงได้ไม่มากเท่าไหร่ เงินเดือนน้อย อายุราชการก็น้อย บำนาญก็จะน้อยตามไปด้วย
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่