เข้าเรื่องเลยนะครับ
คือว่าพ่อผมเป็นคนเงียบๆตั้งแต่อดีตแล้วครับ ไม่ชอบสังสรรค์ เพื่อนสนิทก็ไม่มี อาจเพราะพ่อผมไม่ค่อยได้เรียนร่วมกับคนอื่น เมื่อก่อนนี้ตอนช่วงม.ปลายพ่อก็เรียนกศน.ก็คือเรียนเองที่บ้าน พอขึ้นมหาลัยก็เข้าระบบเรียนระยะไกลอีก (เรียนที่บ้านผ่านไปรษณีย์) พาลให้ไม่ได้เข้าสังคมและไม่สนใจจะเข้าสังคมด้วยซ้ำไป ด้วยปูมการใช้ชีวิตในวัยรุ่นของพ่อแบบนี้ มันทำให้ผมเข้าใจว่า "พ่อเป็นคนแบบนี้เอง" พูดอีกอย่างคือ ผมเข้าใจว่านิสัยของพ่อเป็นงี้เองปรับเปลี่ยนไม่ได้
แต่พอผมโตขึ้น ยิ่งพอเข้าช่วงวัยรุ่น มีความคิดเป็นของตัวเอง มีโลกส่วนตัวของตัวเองบ้าง ผมกลับรู้สึกว่าพ่อเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงเรื่อยๆ
1.เก็บตัวมากขึ้น(เมื่อก่อนไปกินข้าวกับญาติได้ เดี๋ยวนี้ญาติคนไหนๆก็ไม่ให้ความสำคัญ ปลีกตัวออกมาอย่างชัดเจน) แล้วที่หนักหนาสุดคือ "พ่อจะบังคับให้ทุกคนในบ้านไม่สุงสิงกับคนอื่น" บังคับไม่ให้ทุกคนเล่นสื่อโซเชียลต่างๆ ไม่ว่าจะทางใดๆหรือเหตุผลใดๆก็ตาม ซึ่งรวมถึงเรื่องเรียนด้วย ทุกวันนี้ลำบากมากครับ โดนยึดซิม เวลาจะใช้เน็ตจะได้รับอนุญาตเฉพาะวันเสาร์โดยใช้เน็ตของศูนย์เรียนรู้ในจังหวัด(เพราะพ่อไม่ยอมให้สมัครเน็ตไว้ในบ้าน) แต่ช่วงนี้ด้วยสถานการณ์โควิดมันบังคับให้เรียนออนไลน์ เรียกได้ว่าพ่อผมกระวนกระวายเลยล่ะครับที่จะต้องติดเน็ต พ่อถึงกับไปคุยกับครูด้วยนะครับ
2.ทนไม่ได้ที่คนในครอบครัว(เฉพาะภรรยา ลูก)จะออกจากบ้านหรือทำอะไรนอกเหนือการบงการ เช่น ผมกับแม่จะไม่มีสิทธิออกไปซื้อข้าวเอง ต้องรอให้พ่อว่างไปซื้อเองเท่านั้นแม้ว่าหลายๆครั้ง จะทำให้คนทั้งบ้านกินข้าวช้ากว่าเวลาไป2ชม.ก็ตาม และยังมีอื่นๆอีกมากมายที่ผมเชื่อว่าพอเล่าไปแล้ว จะทำให้รู้สึกเหมือนติดคุกเลยล่ะครับ
3.มีอาการย้ำคิดย้ำทำ พ่อเคยล้างมือจนมือเป็นแผล ทนไม่ได้ที่ของในบ้านจะวางไม่ชิดขอบ เช่น กระป๋องดินสอบต้องวางชิดขอบโต๊ะเสมอแม้ว่าจะปัดร่วงโต๊ะอยู่บ่อยๆ(ซึ่งเป็นภาระผมที่ต้องจัดของทุกอย่างตามที่พ่อต้องการ ทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ) อีกทั้งยังมีพฤติกรรมแปลกๆคือ ชอบคลุกตัวอยู่คนเดียวเพื่อจดสิ่งต่างๆลงกระดาษ จดแม้กระทั่งแค่เรื่องเล็กๆที่จะทำในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า พอถามว่าจดทำไมก็จะตอบกลับแบบเดิมเสมอคือ "กังวลใจว่าจะลืม"
4.พูดจาไม่เป็นประโยค จับใจความได้ลำบาก อันนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงนึงของพ่อจากเมื่อก่อนที่ชัดเจนมากที่สุดข้อนึงเลยนะครับ พ่อจะไม่สามารถเรียบเรียนคำพูดที่ถูกต้อง คล้ายกับคนที่มีอาการออทิสติก แต่ต่างกันตรงที่ว่าพ่อผมไม่ได้สมาธิสั้นและยังพอสื่อสารกันได้ แค่เข้าใจได้ลำบากกว่าการสนทนากับคนทั่วไปครับ
5.ความคิดเป็นเหตุเป็นผลลดลงอย่างชัดเจน ข้อนี้ชัดเจนพอๆกับข้อ4เลยครับ พ่อชอบแสดงความคิดแปลกๆออกมา เช่น
พ่อบอกว่า อย่าตากผ้าที่เก้าอี้ในบ้านเดี๋ยวเปลื้อนขี้ฝุ่น ทั้งๆที่เก้าอี้ตัวนั้นอยู่แต่ในบ้านและเช็ดถูวันเว้นวัน แต่กลับเอาผ้านั้นไปวางสุมกันบนเตียง จนผ้ากับเตียงขึ้นเชื้อรา
พ่อบอกลูกค้าที่เข้าร้านว่า อย่าเปิดประตูค้างไว้เดี๋ยวแอร์ออกแม้ว่าการเปิดครั้งนั้นเปิดแค่แปปเดียวเท่านั้นก็ตาม แต่พ่อกลับเปิดประตูอ้าเต็มที่เวลาขนของจากรถเข้าบ้านซึ่งใช้เวลาร่วมกว่าครึ่งชม.(ขณะนั้นเครื่องปรับอากาศยังคงเปิดอยู่ พอถามว่าทำไมไม่ปิดประตูหรือปิดเครื่องปรับอากาศก่อน ก็ได้รับคำตอบเดิมๆ "เออ มันไม่เป็นอะไรของมันหรอก")
6.ทำทุกอย่างช้ามาก เช่น พ่อใช้เวลาขนของเข้าบ้านจากรถช้ากว่าคนทั่วไปกว่าเท่าตัว(เพราะกังวลว่าจะเอาของไป แล้วทำให้ขูดโดนอะไรเป็นรอย) และอื่นๆอีกมากมาย
นี่ก็คงจะครอบคลุมทุกประเด็นแล้วครับ ตามจริงแล้วยังมีรายละเอียดอีกมาก เล่าทั้งวันก็คงไม่จบ ทุกวันนี้คนในบ้านอยู่กับด้วยความหลบซ่อน (หลบซ่อนเพื่อได้มีช่องว่างส่วนตัวที่ไม่ต้องถูกบงการ) เช่น น้องผมเก็บตังซื้อรองเท้ากีฬาด้วยตัวเอง และต้องเก็บรองเท้านั้นเป็นความลับ เพราะพ่อไม่สนับสนุน+กีดกัน ว่าเปลืองเงิน ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิต ไม่มีความจำเป็น,แม่ผมเก็บตังซื้อทรศ.ให้ลูกทั้ง2แบบลับๆ เพื่อให้ได้ใช้เรียนใช้ติดต่องานกลุ่มกัน และเหมือนของอื่นๆ ทรศ.ก็ต้องเป็นความลับเหมือนกัน
ฟังๆดูแล้วอาจเหมือนเด็กแอบซื้อของเล่น แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่นะครับ อยากให้เข้าใจว่า สภาพความเป็นอยู่ของบ้านเรามันไร้อิสรภาพทางความคิด เพราะพฤติกรรมแปลกๆของพ่อ เราจึงต้องทำช่องว่างทางความคิดให้ตัวเองได้อยู่บ้าง
ย่อหน้าสุดท้ายแล้ว5555 อยากถามผู้รู้ครับ ว่าอาการแบบนี้สามารถนับเป็นผู้ป่วยทางจิตได้มั้ยครับ ถ้าได้ จะสามารถรักษาได้ด้วยวิธีไหนครับ
ปล.พ่อไม่เคยใช้ความรุนแรง เคยแต่บีบบังคับด้วยวาจาเท่านั้น
ปล.2.อาการนี้ใช้เวลาพัฒนามาร่วม10ปีแล้วครับ
ขอบคุณครับ
อยากปรึกษาครับ อาการแบบนี้สามารถเรียกว่าป่วยทางจิตได้หรือไม่?
คือว่าพ่อผมเป็นคนเงียบๆตั้งแต่อดีตแล้วครับ ไม่ชอบสังสรรค์ เพื่อนสนิทก็ไม่มี อาจเพราะพ่อผมไม่ค่อยได้เรียนร่วมกับคนอื่น เมื่อก่อนนี้ตอนช่วงม.ปลายพ่อก็เรียนกศน.ก็คือเรียนเองที่บ้าน พอขึ้นมหาลัยก็เข้าระบบเรียนระยะไกลอีก (เรียนที่บ้านผ่านไปรษณีย์) พาลให้ไม่ได้เข้าสังคมและไม่สนใจจะเข้าสังคมด้วยซ้ำไป ด้วยปูมการใช้ชีวิตในวัยรุ่นของพ่อแบบนี้ มันทำให้ผมเข้าใจว่า "พ่อเป็นคนแบบนี้เอง" พูดอีกอย่างคือ ผมเข้าใจว่านิสัยของพ่อเป็นงี้เองปรับเปลี่ยนไม่ได้
แต่พอผมโตขึ้น ยิ่งพอเข้าช่วงวัยรุ่น มีความคิดเป็นของตัวเอง มีโลกส่วนตัวของตัวเองบ้าง ผมกลับรู้สึกว่าพ่อเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงเรื่อยๆ
1.เก็บตัวมากขึ้น(เมื่อก่อนไปกินข้าวกับญาติได้ เดี๋ยวนี้ญาติคนไหนๆก็ไม่ให้ความสำคัญ ปลีกตัวออกมาอย่างชัดเจน) แล้วที่หนักหนาสุดคือ "พ่อจะบังคับให้ทุกคนในบ้านไม่สุงสิงกับคนอื่น" บังคับไม่ให้ทุกคนเล่นสื่อโซเชียลต่างๆ ไม่ว่าจะทางใดๆหรือเหตุผลใดๆก็ตาม ซึ่งรวมถึงเรื่องเรียนด้วย ทุกวันนี้ลำบากมากครับ โดนยึดซิม เวลาจะใช้เน็ตจะได้รับอนุญาตเฉพาะวันเสาร์โดยใช้เน็ตของศูนย์เรียนรู้ในจังหวัด(เพราะพ่อไม่ยอมให้สมัครเน็ตไว้ในบ้าน) แต่ช่วงนี้ด้วยสถานการณ์โควิดมันบังคับให้เรียนออนไลน์ เรียกได้ว่าพ่อผมกระวนกระวายเลยล่ะครับที่จะต้องติดเน็ต พ่อถึงกับไปคุยกับครูด้วยนะครับ
2.ทนไม่ได้ที่คนในครอบครัว(เฉพาะภรรยา ลูก)จะออกจากบ้านหรือทำอะไรนอกเหนือการบงการ เช่น ผมกับแม่จะไม่มีสิทธิออกไปซื้อข้าวเอง ต้องรอให้พ่อว่างไปซื้อเองเท่านั้นแม้ว่าหลายๆครั้ง จะทำให้คนทั้งบ้านกินข้าวช้ากว่าเวลาไป2ชม.ก็ตาม และยังมีอื่นๆอีกมากมายที่ผมเชื่อว่าพอเล่าไปแล้ว จะทำให้รู้สึกเหมือนติดคุกเลยล่ะครับ
3.มีอาการย้ำคิดย้ำทำ พ่อเคยล้างมือจนมือเป็นแผล ทนไม่ได้ที่ของในบ้านจะวางไม่ชิดขอบ เช่น กระป๋องดินสอบต้องวางชิดขอบโต๊ะเสมอแม้ว่าจะปัดร่วงโต๊ะอยู่บ่อยๆ(ซึ่งเป็นภาระผมที่ต้องจัดของทุกอย่างตามที่พ่อต้องการ ทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ) อีกทั้งยังมีพฤติกรรมแปลกๆคือ ชอบคลุกตัวอยู่คนเดียวเพื่อจดสิ่งต่างๆลงกระดาษ จดแม้กระทั่งแค่เรื่องเล็กๆที่จะทำในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า พอถามว่าจดทำไมก็จะตอบกลับแบบเดิมเสมอคือ "กังวลใจว่าจะลืม"
4.พูดจาไม่เป็นประโยค จับใจความได้ลำบาก อันนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงนึงของพ่อจากเมื่อก่อนที่ชัดเจนมากที่สุดข้อนึงเลยนะครับ พ่อจะไม่สามารถเรียบเรียนคำพูดที่ถูกต้อง คล้ายกับคนที่มีอาการออทิสติก แต่ต่างกันตรงที่ว่าพ่อผมไม่ได้สมาธิสั้นและยังพอสื่อสารกันได้ แค่เข้าใจได้ลำบากกว่าการสนทนากับคนทั่วไปครับ
5.ความคิดเป็นเหตุเป็นผลลดลงอย่างชัดเจน ข้อนี้ชัดเจนพอๆกับข้อ4เลยครับ พ่อชอบแสดงความคิดแปลกๆออกมา เช่น
พ่อบอกว่า อย่าตากผ้าที่เก้าอี้ในบ้านเดี๋ยวเปลื้อนขี้ฝุ่น ทั้งๆที่เก้าอี้ตัวนั้นอยู่แต่ในบ้านและเช็ดถูวันเว้นวัน แต่กลับเอาผ้านั้นไปวางสุมกันบนเตียง จนผ้ากับเตียงขึ้นเชื้อรา
พ่อบอกลูกค้าที่เข้าร้านว่า อย่าเปิดประตูค้างไว้เดี๋ยวแอร์ออกแม้ว่าการเปิดครั้งนั้นเปิดแค่แปปเดียวเท่านั้นก็ตาม แต่พ่อกลับเปิดประตูอ้าเต็มที่เวลาขนของจากรถเข้าบ้านซึ่งใช้เวลาร่วมกว่าครึ่งชม.(ขณะนั้นเครื่องปรับอากาศยังคงเปิดอยู่ พอถามว่าทำไมไม่ปิดประตูหรือปิดเครื่องปรับอากาศก่อน ก็ได้รับคำตอบเดิมๆ "เออ มันไม่เป็นอะไรของมันหรอก")
6.ทำทุกอย่างช้ามาก เช่น พ่อใช้เวลาขนของเข้าบ้านจากรถช้ากว่าคนทั่วไปกว่าเท่าตัว(เพราะกังวลว่าจะเอาของไป แล้วทำให้ขูดโดนอะไรเป็นรอย) และอื่นๆอีกมากมาย
นี่ก็คงจะครอบคลุมทุกประเด็นแล้วครับ ตามจริงแล้วยังมีรายละเอียดอีกมาก เล่าทั้งวันก็คงไม่จบ ทุกวันนี้คนในบ้านอยู่กับด้วยความหลบซ่อน (หลบซ่อนเพื่อได้มีช่องว่างส่วนตัวที่ไม่ต้องถูกบงการ) เช่น น้องผมเก็บตังซื้อรองเท้ากีฬาด้วยตัวเอง และต้องเก็บรองเท้านั้นเป็นความลับ เพราะพ่อไม่สนับสนุน+กีดกัน ว่าเปลืองเงิน ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิต ไม่มีความจำเป็น,แม่ผมเก็บตังซื้อทรศ.ให้ลูกทั้ง2แบบลับๆ เพื่อให้ได้ใช้เรียนใช้ติดต่องานกลุ่มกัน และเหมือนของอื่นๆ ทรศ.ก็ต้องเป็นความลับเหมือนกัน
ฟังๆดูแล้วอาจเหมือนเด็กแอบซื้อของเล่น แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่นะครับ อยากให้เข้าใจว่า สภาพความเป็นอยู่ของบ้านเรามันไร้อิสรภาพทางความคิด เพราะพฤติกรรมแปลกๆของพ่อ เราจึงต้องทำช่องว่างทางความคิดให้ตัวเองได้อยู่บ้าง
ย่อหน้าสุดท้ายแล้ว5555 อยากถามผู้รู้ครับ ว่าอาการแบบนี้สามารถนับเป็นผู้ป่วยทางจิตได้มั้ยครับ ถ้าได้ จะสามารถรักษาได้ด้วยวิธีไหนครับ
ปล.พ่อไม่เคยใช้ความรุนแรง เคยแต่บีบบังคับด้วยวาจาเท่านั้น
ปล.2.อาการนี้ใช้เวลาพัฒนามาร่วม10ปีแล้วครับ
ขอบคุณครับ