พันมิติ ภาคสี่ (The Parallel Dimensions 4) บทที่ ๑

กระทู้สนทนา
ภาคสี่มาแล้วค่ะ มาดูกันว่ามุสจะพาไอดินไปตะลุยมิติไหนกันอีกนะคะ 
ป.ล. ภาคนี้ยังเขียนไม่จบ อาจจะมาช้าๆ อืดๆ หน่อยเน่อ

###

บทที่ ๑

ในมิติของผมเคยมีสิ่งมีชีวิตที่น่าอัศจรรย์...

ถูกแล้ว ผมหมายถึงสัตว์...สิ่งมีชีวิตที่ได้รับการวิวัฒนาการมาหลายยุคหลายสมัย บ้างสูญพันธุ์ไป บ้างกลายพันธุ์เปลี่ยนแปลงรูปร่างไปจนไม่เหลือเค้าเดิม ทว่าไม่มีสัตว์ประเภทใดในประวัติศาสตร์ที่ทำให้ผมตื่นเต้นได้เท่าสัตว์ที่เราเรียกกันว่า...ไดโนเสาร์

ไดโนเสาร์เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่เคยมีอยู่จริงในมิติของผม เมื่อหลายล้าน...หลายๆ ล้านปีก่อน ต่างจากพวกมังกรและกริฟฟินซึ่งมีอยู่ในต่างมิติ ดังนั้นผมจึงยิ่งตื่นเต้นยามที่เพื่อนผม...ยายเกล็ดแก้ว ลูกสาวและผู้ช่วยคนสำคัญของผู้สร้างเกมโลกจำลองบอกว่า สัตว์เลี้ยงในเกมเวอร์ชั่นใหม่จะเป็นไดโนเสาร์

ตอนแรกผมไม่รู้จักไดโนเสาร์ แต่เพราะยายเกล็ดแก้วไปทำอีท่าไหนไม่ทราบ ขุดเอาคัมภีร์ว่าด้วยไดโนเสาร์จากห้องสมุดอิเลคทรอนิกส์มาได้ แล้วส่งมาให้ผมดู ผมจึงได้รู้ว่าโลก หรือมิติของผมนั้นสลับซับซ้อน แบ่งเป็นหลายยุคหลายสมัย มีพืชสัตว์หลากหลายสายพันธุ์จนแทบนับไม่ได้

ยุคที่ผมอยู่เป็นยุคที่ไม่มีสัตว์ มีแต่มนุษย์และเทคโนโลยี ดังนั้นผมจึงนึกไม่ออกว่าในโลกที่มีแต่ไดโนเสาร์เป็นอย่างไร นึกไม่ออกแม้แต่ในยุคที่มนุษย์ยังเร่ร่อนอาศัยอยู่ในถ้ำ (ผมไม่รู้จักถ้ำ แต่จินตนาการเอาว่ามันคงเหมือนห้องชุดในภูเขา) ว่าเป็นอย่างไร

ทว่าไม่นานหลังจากนั้น ผมก็ทราบว่าที่โลกอื่น...ในมิติอื่น ยังมีไดโนเสาร์อยู่ และถ้ำก็ไม่ใช่ห้องชุดในภูเขาด้วย

---

เอธร่ามาหาผมพร้อมกับของขวัญสุดพิเศษในคืนหนึ่ง

คืนนั้นผมนอนเล่นเพลินอยู่ในเตียงแคปซูล โดยมีเจ้าอิมในร่างจิ้งจอกล่องหนขนปุยนอนขนอยู่บนหน้าอก ขณะที่กำลังเคลิ้มจะหลับ ผมก็เหลือบไปเห็นแสงสีขาวสว่างที่กลางห้อง ผมรู้ได้ทันทีว่าเป็นเอธร่า ทว่าแทนสิ่งที่โผล่ออกมาจากแสงสีขาวนั้นจะเป็นเพื่อนของผม มันกลับเป็นวัตถุสีแดงประกอบด้วยหนามแหลม สิ่งนั้นพุ่งมากระทบร่างผมแล้วหล่นไปกลิ้งขลุกอยู่บนพื้น

“ว้าก!” ผมร้องออกมาอย่างตกใจ รีบคว้าตัวเจ้าอิมพร้อมกับหดขาเข้ามากอดไว้ ดีที่ตอนนั้นเตียงแคปซูลเปิดอยู่ ไม่อย่างนั้นผมคงหัวแตกเพราะลุกพรวดขึ้นมาชนฝาครอบเตียงแน่ๆ “นายเอาอะไรมาวะเนี่ย!” ผมร้องถามพลางมองไปยังวัตถุประหลาดนั้น และพบว่าหนามแหลมที่ว่าคือเกล็ดสีแดงแข็งทื่อดูน่าเกลียดน่ากลัว

“หัวมังกร” เอธร่าซึ่งเพิ่งโผล่ออกมาจากอุโมงค์แห่งแสงบอกอย่างหน้าตาเฉย

“นั่นละ เอามาทำไม!” เสียงผมตวัดสูงด้วยความตื่นตระหนก

ผมคิดว่าเพื่อนผมน่าจะหัวเราะสะใจที่ทำให้ผมแตกตื่นได้ ทว่าเขากลับเงียบไปอย่างผิดคาด สักครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้นเบาๆ “ข้าว่า...นอกจากข้ากับปราบแดนแล้วยังมีคนอื่นที่ข้ามมิติได้อีก”

ได้ยินเช่นนั้นแล้วผมก็นิ่งอื้งไปเช่นกัน ผมจ้องไปยังร่างที่มีลายพาดกลอนในชุดสีขาวประกดับริ้วทอง ใบหน้าของเขานิ่งขรึมอย่างประหลาด ปีกนกที่มักจะสยายออกอย่างภาคภูมิกลับลีบลู่ไปข้างหลัง

ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามตีความจากคำพูดและท่าทางของเขา จากนั้นจึงก้มมองที่หัวมังกรอีกครั้ง จำได้ว่าตอนอยู่ที่มิติของมุส ผมเห็นมังกรไฟดุร้ายตัวหนึ่ง ทว่าภายหลังมันกลับถูกพบเป็นศพหัวขาด แต่ส่วนหัวหายไป ไม่มีใครหาพบตั้งแต่ตอนนั้น นี่คงเป็นส่วนหัวที่หายไปนั่นเอง
 
พอนึกได้อย่างนั้นแล้วผมก็ครางออกมาเบาๆ “อย่าบอกนะว่า...”

เพื่อนต่างมิติของผมพยักหน้า “ข้าพบมันในมิติอื่น...ที่ไม่ใช่มิติของข้า” เขาบอกด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมผิดปกติ พร้อมกับเปลี่ยนร่างเป็นเด็กชายหน้าตาธรรมดา แล้วก้าวมาทางหัวมังกร

ผมคิดตามคำพูดของเขา หัวมังกรไปอยู่ในมิติอื่น แสดงว่าต้องมีคนนำมันไป แต่หากไม่ใช่มุส แล้วจะเป็นใครเล่า

“ใครเอามันไปล่ะ” ผมถามออกไปอย่างโง่ๆ ค่อยคลายแขนที่กอดเจ้าปุยอิมแน่นด้วยความตกใจ

“นั่นละที่ข้าอยากรู้” หมอนั่นว่าพลางก้มลงพิจารณาหัวมังกร “ใครกันที่ข้ามมิติได้นอกจากข้าและปราบแดน”

ผมไม่ทราบจะพูดอย่างไร ก่อนนี้มุสคิดอยู่เสมอว่าตนเองเป็นคนเดียวที่สามารถข้ามมิติได้ ตอนที่เขารู้ว่าปราบแดนเองก็เป็นคนมาจากต่างมิติ ผมต้องพูดจาโน้มน้าวและหาทางหลอกล่ออยู่นานกว่าเขาจะยอมเชื่อและยอมรับได้ ทว่าตอนนี้กลับมีคนข้ามมิติได้โผล่ขึ้นมาอีก ไม่รู้ว่าเขาจะคิดอย่างไร ท่าทางเครียดขรึมของเขาทำให้ผมหวั่นใจ

“แต่ข้าเชื่อว่าคนผู้นั้นต้องกระจอกกว่าข้าแน่ๆ”

ฟังแล้วผมก็พ่นลมหายใจออกมาแรงๆ พร้อมกับส่ายศีรษะ...มุสก็ยังเป็นมุสอยู่นั่นเอง

“ไม่เชื่อรึ” หมอนั่นตวัดหันมา นัยน์ตาสีทับทิมจ้องมองผมเขม็ง

“เชื่อ” ผมตอบอย่างขอไปทีพลางกลอกตาตลบหนึ่ง

“เอาเถิด เวลานี้คนผู้นั้นน่าจะยังอยู่ในมิติของเพื่อนข้า”

ผมเลิกคิ้วมองเขาด้วยความสงสัย “นายรู้ได้อย่างไร”

“เพื่อนข้าเห็นเขาเมื่อไม่กี่วันก่อน ถ้านับจากวันที่หัวมังกรหายไปก็เป็นเดือนแล้ว ข้าคิดว่าเขาอาจจะติดอยู่ที่มิตินั้น”

อ้อ...เหมือนอย่างที่นายเคยติดอยู่ในมิติของฉันใช่ไหม

“การข้ามมิติต้องใช้พลังงานมาก หากไม่ใช่ข้าก็คงข้ามไปมาบ่อยๆ ไม่ได้แน่” หมอนั่นบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง

เอ่อ...จ๊ะ

“ไอดิน” เพื่อนผมจ้องมาอีก “เจ้าจะไปกับข้าหรือไม่”

“หือ” ผมส่งเสียงเป็นเชิงถาม

“เพื่อนข้าบอกลักษณะของคนผู้นั้นมา เขาว่าคนผู้นั้นใส่ชุดดำ ข้าสงสัยว่าจะเป็นคนที่เจ้าาเคยพบในมิติของข้า เจ้าจำได้หรือไม่”

ผมนั่งนึกทบทวนนิดหนึ่ง จำได้ว่าตอนนั้นผมเฝ้าเจ้าอิมที่กลายเป็นดักแด้อยู่ในคอก แล้วคนชุดดำก็โผล่มาไล่ล่าผม ตอนนั้นเจ้าอิมเปลี่ยนร่างเป็นไฮซาน ม้าอุ้งเท้าสิงโต มาช่วยผมไว้

“จำได้สิ” ผมตอบสั้นๆ

“ข้าคิดว่าต้องเป็นคนผู้นั้นแน่” หมอนั่นว่าพร้อมกับกอดอก “และเจ้าเป็นคนที่เห็นเขาชัดเจนที่สุด ดังนั้นเจ้าต้องมากับข้า”

ผมแทบกระโดดลงจากเตียงด้วยความตื่นเต้น แต่พอนึกได้ว่าตนเองยังถูกเจ้าหน้าที่ศูนย์รักษาความปลอดภัยจับตาอยู่ เพราะสัญญาณจากสายรัดข้อมือและข้อมูลสุขภาพของผมหายไปเวลาที่ผมข้ามมิติ ผมจึงได้แต่อ้าปาก พูดอะไรไม่ออก

“ว่าอย่างไรเล่า”

“ฉัน...ไปไม่ได้” ผมตอบเสียงเบาด้วยความผิดหวัง แล้วจึงชี้ข้อมือตัวเองซึ่งมีสายรัดข้อมือสีเทาคล้องไว้อยู่ “ถ้าฉันข้ามมิติอีก เจ้าหน้าที่จะจับได้ แล้วฉันต้องถูกนำตัวไปอบรบสองเดือนและกักบริเวณหนึ่งปี”

“ยุ่งยากจริง!” หมอนั่นโวยวายออกมา เดินงุ่นง่านไปมาสองรอบแล้วจึงหันกลับมาทางผมอีก “เอาเถิด ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง” เขาว่าแล้วก็เปลี่ยนร่างกลับเป็นเอธร่า ก่อนจะกระโดดผลุงหายเข้าไปในอุโมงค์สีดำมืด...โดยทิ้งหัวมังกรไว้บนพื้นห้องผมนั่นเอง

###

ติดตามต่อสัปดาห์หน้านะคะ
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  แต่งนิยาย
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่