​ภายใต้ลานกว้างที่ธรรมดาในชางด็อกกุง คือที่ที่กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งโชซอน "ใจสลาย" จนแทบขาดใจที่ต้องเสียคนรักไปตลอดกาล

​หลายคนอาจจะเคยไปเที่ยวพระราชวังชางด็อก (Changdeokgung) และเดินผ่านลานกว้างๆ ลานหนึ่งเพื่อจะมุ่งหน้าไปสวนลับ (Huwon) โดยไม่รู้เลยว่า... ลานที่ดูเหมือนไม่มีอะไรตรงนั้นแหละครับ คือจุดที่เคยมีตำหนักแห่งหนึ่งตั้งอยู่ และเป็นสถานที่ที่กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งของโชซอน ต้อง "ใจสลาย" ที่สุดในชีวิต
​ ตำหนักจุงฮีดัง (Junghuidang): สถานที่แห่งความหวังและความสูญเสีย



บริเวณแผนที่ใกล้กับอาคาร ซัมซัมวา (Samsamwa) และ ซึงฮวารู (Seunghwaru) ในอดีตเคยเป็นที่ตั้งของ พระที่นั่งจุงฮีดัง (중희당) ซึ่งพระเจ้าจองโจสั่งให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของ "องค์รัชทายาทมุนฮโย" ลูกชายคนแรกที่เกิดจากด็อกอิม ผู้หญิงที่พระองค์รักที่สุด
​แต่โชคชะตากลับเล่นตลก รัชทายาทพระองค์น้อยสิ้นพระชนม์ด้วยโรคหัดในวัยเพียง 4 พรรษา และเพียงไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ด็อกอิม (พระสนมอึยบิน) ที่กำลังตั้งครรภ์แก่ ก็ตรอมใจและล้มป่วยจนสิ้นใจตามลูกชายไป... ณ พระที่นั่งจุงฮีดัง แห่งนี้เอง ปัจจุบันตัวอาคารถูกรื้อไปหมดแล้ว เหลือเพียงลานกว้างให้เราได้ไปยืนซึมซับความรู้สึกว่า... ครั้งหนึ่ง กษัตริย์อีซานเคยต้องสูญเสียทั้งลูกและหญิงที่รักที่สุดไปพร้อมๆ กันที่ตรงนี้
​ จารึกสั่งลา: "ข้ารักเจ้า..." บันทึกความร้าวรานจากปลายพู่กันของกษัตริย์
​ตามธรรมเนียมโชซอน กษัตริย์แทบจะไม่มีการมานั่งเขียนป้ายจารึกหน้าหลุมศพ (묘지명 - มโยจีมยอง) ให้กับพระสนมด้วยตัวเองครับ แต่พระเจ้าจองโจทรงทำลายธรรมเนียมทุกอย่าง พระองค์ทรงเขียน "어제의빈묘지명" (บทกวีไว้อาลัยพระสนมอึยบินที่แต่งโดยกษัตริย์) ด้วยพระองค์เอง ซึ่งยาวและเต็มไปด้วยความปวดร้าวอย่างหาที่สุดไม่ได้
​ผมขอคัดท่อนที่สำคัญๆ จากจารึกของจริงมาแปลให้ทุกคนได้อ่านกันครับ



​1. บันทึกการถูกปฏิเสธ (ที่กษัตริย์ไม่เคยยอมรับที่ไหนมาก่อน)
พระองค์ยอมเล่าเรื่องน่าอาย (ตามบริบทกษัตริย์ยุคนั้น) ว่าพระองค์ถูกนางในตัวเล็กๆ ปฏิเสธถึง 2 ครั้งในรอบ 15 ปี (ซึ่งจริงๆ ตามกฎหมายโชซอน การปฏิเสธกษัตริย์ต้องถูกประหาร) เพื่อปกป้องเกียรติว่าด็อกอิมเป็นคนเจียมตัวและภักดีต่อพระมเหสีอย่างแท้จริง
​“처음 승은을 내렸을 때 내전(효의왕후)이 아직 귀한 아이를 낳아 기르지 못했다며 눈물을 흘리고 울면서, 이에 감히 명을 따를 수 없다며 죽음을 맹세했다. 나는 마음을 느끼고 더는 다그치지 못했다. 15년 뒤에 다시 명을 내렸으나 빈은 또 거절했다.”
"เมื่อครั้งที่ข้าตั้งใจจะมอบซึงอึน (ถวายตัว) ให้เจ้าเป็นครั้งแรก เจ้ากลับร้องไห้และอ้างว่าพระมเหสียังไม่มีพระประสูติกาล เจ้าจึงมิอาจรับบัญชาและขอสาบานด้วยชีวิต ข้าซาบซึ้งในความตั้งใจนั้นจึงไม่บังคับฝืนใจเจ้า... 15 ปีต่อมา ข้าเรียกเจ้ามาอีกครั้ง แต่เจ้าก็ยังคงปฏิเสธข้า"
​2. ความถ่อมตัวของด็อกอิมที่ทำให้อีซานยิ่งรัก
​“타고난 기품이 아주 훌륭하게 뛰어나 능히 남을 높이고 자기를 낮췄고 검소하게 절약하며 사용 했다... 시침 할 때는 위로 내전이 있고 또 후궁이 있습니다 라며 피했다.”
"เจ้าเป็นคนที่มีอุปนิสัยยอดเยี่ยม ถ่อมตนและยกย่องผู้อื่นเสมอ ทั้งยังใช้ชีวิตอย่างสมถะมัธยัสถ์... แม้แต่เวลาที่ต้องมาปรนนิบัติข้า เจ้าก็มักจะบ่ายเบี่ยงและเตือนข้าเสมอว่า ‘เบื้องบนยังมีพระมเหสี และยังมีพระสนมองค์อื่นๆ อยู่นะเพคะ’"
​3. คำสารภาพรักที่บีบคั้นหัวใจที่สุดในประวัติศาสตร์โชซอน
นี่คือท่อนที่ทำให้นักประวัติศาสตร์และคนรุ่นหลังต้องเสียน้ำตา เพราะมันคือความรู้สึกพังทลายของชายคนหนึ่งที่สูญเสียครอบครัวไป ไม่ใช่ในฐานะพระราชาเลยครับ
​ “이로써 마음 한가운데가 참 슬프고 애가 타며, 칼로 베는 것처럼 아프다. 사랑한다. 참으로 속이 탄다. 네가 죽고 나서 나와 헤어졌다. 나는 비로소 너의 죽음을 깨달았다.”
"เวลานี้กลางใจข้าช่างโศกเศร้าและรวดร้าว เจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีดแทง... ข้ารักเจ้า... หัวใจข้าแตกสลาย เจ้าจากไปและเราต้องพรากจากกัน ในที่สุดข้าก็ตระหนักได้ว่าเจ้าได้ตายจากข้าไปแล้วจริงๆ"
​4. ส่งกลับไปหาลูกชาย
​ “이제 장차 빈을 보내 문효(세자)의 곁에 장사지내니 이는 진실로 빈의 소원이다.”
"บัดนี้ ข้าได้ส่งเจ้าไปฝังไว้เคียงข้างรัชทายาทมุนฮโย (ลูกชายของเรา) นี่คือความปรารถนาที่แท้จริงของเจ้า..."
​และประโยคทิ้งท้ายที่ถูกหยิบยกมาอ้างอิงถึงบ่อยที่สุด...
​“아! 너는 죽고 나는 살았다.”
"อนิจจา เจ้าตายจากไป แต่ข้ากลับยังมีชีวิตอยู่"
​อ่านจบแล้วรู้สึกยังไงกันบ้างครับ? สำหรับผม การที่กษัตริย์ในยุคที่ผู้ชายและชนชั้นปกครองเป็นใหญ่เหนือทุกสิ่ง ยอมจดปลายพู่กันเขียนคำว่า "사랑한다" (ข้ารักเจ้า) ลงในจารึกหลุมศพของอดีตนางใน เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่และสะเทือนอารมณ์มากๆ
​ใครที่มีแพลนไปเที่ยวเกาหลี ถ้าได้ไปเดินที่ชางด็อกกุง บริเวณลานโล่งหน้าอาคารซองจองกัก (Seongjeonggak) และ ซัมซัมวา (Samsamwa) ลองหยุดยืนตรงนั้นเงียบๆ แล้วนึกถึงเรื่องราวนี้ดูนะครับ คุณอาจจะมองพระราชวังแห่งนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปเลยก็ได้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่