ผีคืออะไร?



คำพยานจากพระคัมภีร์และธรรมประเพณีของพระศาสนจักรเป็นสิ่งที่เราสามารถยึดเป็นหลักได้

     คริสตชนส่วนใหญ่ที่ผมรู้จักมักเชื่อว่า เรื่องผีนั้นเกิดจากปรากฏการณ์ธรรมชาติหรือการกระทำของปีศาจ แต่มีความเป็นไปเพียง 2 ทางนี้เท่านั้นเหรอ?

     พระศาสนจักรไม่เคยหาข้อสรุปที่แน่ชัดในเรื่องนี้ อันที่จริง บรรดานักเทววิทยาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบางคนของพระศาสนจักรก็ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน แต่พระศาสนจักรได้ยืนยันถึงการประจักษ์ของบรรดานักบุญที่ล่วงลับไปแล้วมากมาย รวมถึงสาส์นที่พวกเขานำมา สิ่งเหล่านี้ทำให้เรามีข้อมูลที่จะเชื่อถือได้

     คำว่า "ผี (Ghost)" มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณที่เกี่ยวข้องกับคำภาษาเยอรมันว่า “geist” ซึ่งหมายถึง "วิญญาณ (Spirit)" และคริสตชนเชื่อในเรื่องวิญญาณอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้า , บรรดาทูตสวรรค์ และบรรดาวิญญาณของมนุษย์ที่เสียชีวิตไปแล้ว หลายคนกล่าวว่า วิญญาณของผู้ตายไม่ควรมาวนเวียนอยู่ท่ามกลางคนเป็น เพราะเมื่อตายแล้ว วิญญาณที่ไม่มีตัวตนจะแยกออกจากร่างกายจนกว่าจะถึงการฟื้นคืนชีพ (วิวรณ์ 20:5, วิวรณ์ 20:12-13) แต่มีเหตุผลที่ดีที่จะเชื่อว่า วิญญาณของมนุษย์ปรากฏบนโลกหรือไม่?

+ ผู้ตายคนอื่นไม่ได้กลับมีชีวิตจนกว่าจะครบกำหนดหนึ่งพันปี นี่คือการกลับคืนชีพครั้งแรก - วิวรณ์ 20:5 การปกครองหนึ่งพันปีของพระคริสตเจ้า

+ แล้วข้าพเจ้าเห็นบรรดาผู้ตายทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยยืนอยู่หน้าพระบัลลังก์ หนังสือหลายม้วนถูกคลี่ออก หนังสืออีกม้วนหนึ่งคือม้วนหนังสือแห่งชีวิตก็ถูกคลี่ออกด้วย บรรดาผู้ตายถูกพิพากษาตามข้อความที่บันทึกไว้ในหนังสือเหล่านั้นตามกิจการของเขา ทะเลคืนบรรดาผู้ตายที่อยู่ในทะเล ความตายและแดนผู้ตายก็คืนบรรดาผู้ตายที่อยู่ในแดนผู้ตาย ทุกคนถูกพิพากษาตามกิจการของตน - วิวรณ์ 20:12-13 การพิพากษาครั้งสุดท้าย

     ในพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ เราอ่านพบเห็นวิญญาณของมนุษย์ปรากฏแก่ผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ ตัวอย่างเช่น หญิงคนทรงที่เมืองเอนโดร์ (Endor - עֵין־דֹּר หรือ עֵין דּוֹר) เรียกวิญญาณของประกาศกซามูเอล (Samuel) ขึ้นมา (1 ซามูเอล 28:3-25) ความจริงที่ว่า หญิงคนทรงตกใจกับเหตุการณ์นี้บ่งชี้ว่า คำกล่าวอ้างก่อนหน้านี้ของเธอเกี่ยวกับการเรียกวิญญาณนั้นอาจเป็นเท็จ แต่พระคัมภีร์นำเสนอเรื่องนี้ว่า เป็นเหตุการณ์จริงโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ นอกจากนี้ เรายังได้รับรู้ว่า ยูดาส มัคคาบี (Judas Maccabee) ได้พบกับวิญญาณของโอนีอัส มหาสมณะ (Onias, the former high priest) ในนิมิต (2 มัคคาบี 15:11-17)

+ ซามูเอลถึงแก่มรณภาพไปแล้ว ชาวอิสราเอลทั้งปวงไว้ทุกข์ให้เขา และฝังเขาไว้ที่เมืองรามาห์บ้านเกิด กษัตริย์ซาอูลขับไล่คนทรงและหมอดูทุกคนออกไปจากแผ่นดิน ชาวฟีลิสเตียรวบรวมกำลังพลไปตั้งค่ายอยู่ที่เมืองชูเนม กษัตริย์ซาอูลทรงรวบรวมพลชาวอิสราเอลทั้งหมดมาตั้งค่ายอยู่ที่ภูเขากิลโบอา เมื่อกษัตริย์ซาอูลทอดพระเนตรเห็นค่ายของชาวฟีลิสเตีย ก็ทรงรู้สึกหวาดกลัว หวั่นไหวพระทัยอย่างมาก กษัตริย์ซาอูลทูลถามพระยาห์เวห์ว่าจะต้องทำอย่างไร แต่พระยาห์เวห์ไม่ตรัสตอบ ไม่ว่าจะเป็นทางพระสุบิน หรือโดยสลากเสี่ยงทาย หรือทางประกาศก กษัตริย์ซาอูลจึงทรงบัญชาข้าราชบริพารว่า “จงไปเสาะหาว่ามีหญิงคนทรงอยู่ที่ไหน แล้วเราจะไปปรึกษานาง” บรรดาข้าราชบริพารก็ทูลว่า “มีหญิงคนทรงคนหนึ่งอยู่ที่เมืองเอนโดร์” กษัตริย์ซาอูลจึงทรงปลอมพระองค์ สวมฉลองพระองค์อย่างอื่น เสด็จไปพร้อมกับชายสองคน มาถึงหญิงคนนั้นเวลากลางคืน กษัตริย์ซาอูลตรัสว่า “จงเข้าทรงเรียกวิญญาณให้ฉันตามที่ฉันจะบอกชื่อเถิด” หญิงคนนั้นตอบว่า “ท่านรู้แล้วว่ากษัตริย์ซาอูลทรงทำอะไร พระองค์ทรงขับไล่บรรดาคนทรงและหมอดูไปจากแผ่นดิน ทำไมท่านจึงมาวางอุบายล่อดิฉันให้ถูกฆ่า” กษัตริย์ซาอูลทรงอ้างพระนามพระยาห์เวห์ สาบานกับนางว่า “พระยาห์เวห์ทรงพระชนม์อยู่ฉันใด ท่านจะไม่ต้องรับโทษที่ทำเช่นนี้อย่างแน่นอน” หญิงนั้นจึงถามว่า “ดิฉันจะต้องเรียกวิญญาณของใคร” กษัตริย์ซาอูลทรงตอบว่า “จงเรียกวิญญาณของซามูเอลให้ฉันเถิด” หญิงนั้นเห็นซามูเอลก็กรีดร้อง ทูลกษัตริย์ซาอูลว่า “ทำไมพระองค์จึงทรงลวงข้าพเจ้า พระองค์คือกษัตริย์ซาอูล” กษัตริย์ตรัสตอบว่า “อย่ากลัวไปเลย ท่านเห็นอะไร” หญิงนั้นทูลตอบกษัตริย์ซาอูลว่า “ข้าพเจ้าเห็นวิญญาณของผู้หนึ่งขึ้นจากแผ่นดิน” ซาอูลตรัสถามว่า “มีรูปร่างอย่างไร” นางทูลตอบว่า “เป็นชายชรา สวมเสื้อคลุมกำลังขึ้นมา” กษัตริย์ซาอูลทรงทราบว่าเป็นซามูเอล จึงทรงกราบลงพระพักตร์จรดพื้น ซามูเอลทูลกษัตริย์ซาอูลว่า “พระองค์เสด็จมารบกวนข้าพเจ้าทำไป เพราะเหตุใดจึงทรงเรียกข้าพเจ้าขึ้นมา” กษัตริย์ซาอูลตรัสตอบว่า “ข้าพเจ้ามีความทุกข์หนักใจ ชาวฟีลิสเตียมาทำสงครามกับข้าพเจ้า และพระเจ้าทรงละทิ้งข้าพเจ้าไป ไม่ทรงตอบข้าพเจ้าอีก ไม่ว่าจะเป็นทางประกาศกหรือทางความฝัน ข้าพเจ้าจึงต้องเรียกท่านมาบอกข้าพเจ้าว่าจะต้องทำอย่างไร” ซามูเอลทูลตอบว่า “ทำไมพระองค์เสด็จมาถามข้าพเจ้า ในเมื่อพระยาห์เวห์ทรงละทิ้งพระองค์ และทรงเป็นศัตรูของพระองค์แล้ว พระยาห์เวห์ทรงกระทำกับพระองค์ดังที่ตรัสแก่พระองค์ทางข้าพเจ้า พระยาห์เวห์ทรงแย่งอาณาจักรจากพระองค์มอบให้ดาวิดแทนแล้ว พระองค์ไม่ทรงเชื่อฟังพระบัญชาของพระยาห์เวห์ ไม่ทรงทำลายชาวอามาเลขเป็นการลงโทษเขาตามพระประสงค์ของพระยาห์เวห์ พระยาห์เวห์จึงทรงทำกับพระองค์เช่นนี้ในวันนี้ พระยาห์เวห์ทรงมอบพระองค์กับชาวอิสราเอลไว้ในมือของชาวฟีลิสเตีย พรุ่งนี้ พระองค์กับพระโอรสจะเสด็จมาอยู่กับข้าพเจ้า พระยาห์เวห์จะทรงมอบกองทัพอิสราเอลไว้ในมือของชาวฟีลิสเตีย” เมื่อกษัตริย์ซาอูลทรงได้ยินถ้อยคำของซามูเอล ก็ทรงหวาดกลัว ล้มลงนอนแผ่กับพื้นทันที พระองค์ทรงอ่อนเพลียเพราะไม่ได้เสวยอะไรเลยทั้งวันทั้งคืน หญิงคนนั้นจึงเข้าไปใกล้กษัตริย์ซาอูล เห็นว่าพระองค์ทรงตกพระทัย ก็ทูลว่า “ผู้รับใช้ของพระองค์ได้ปฏิบัติตามพระบัญชา ข้าพเจ้าเสี่ยงชีวิตปฏิบัติตามที่พระองค์ตรัสแก่ข้าพเจ้า บัดนี้ ขอทรงทำตามที่ผู้รับใช้ของพระองค์ทูลเถิด ข้าพเจ้าจะเตรียมพระกระยาหารให้พระองค์ ขอพระองค์เสวยเถิด เพื่อจะทรงมีพลังเดินทางต่อไป” กษัตริย์ซาอูลทรงปฏิเสธไม่ยอมเสวยอะไร แต่ข้าราชบริพารกับหญิงคนนั้นทูลรบเร้า พระองค์จึงทรงยอม ทรงลุกขึ้นจากพื้นดินมาประทับบนเตียง หญิงคนนั้นรีบไปฆ่าลูกโคที่นางเลี้ยงไว้ เอาแป้งมานวดและปิ้งเป็นขนมปังไร้เชื้อ นำมาถวายกษัตริย์ซาอูลและให้ข้าราชบริพารทุกคนกินอาหาร แล้วลุกขึ้นออกเดินทางไปในคืนนั้นเอง - 1 ซามูเอล 28:3-25 ซาอูลปรึกษาหญิงคนทรงที่เมืองเอนโดร์

+ ยูดาสมอบอาวุธให้ทหารแต่ละคน ทั้งโล่และหอกที่ให้ความปลอดภัยและถ้อยคำปลุกใจที่ให้ความกล้าหาญ เขาทำให้ทหารมีกำลังใจโดยเล่าถึงความฝันที่น่าเชื่อถือ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นนิมิตอย่างหนึ่ง นิมิตที่เขาเห็นเป็นดังนี้ เขาเห็นโอนีอัสที่เคยเป็นมหาสมณะเป็นคนดี มีคุณธรรม มีกิริยาท่าทางสุภาพอ่อนโยน คำพูดน่าฟัง ได้รับการอบรมตั้งแต่เยาว์วัยให้ปฏิบัติคุณธรรมทุกประการ กำลังยกมือขึ้นอธิษฐานภาวนาเพื่อชาวยิวทั้งหลาย แล้วชายอีกคนหนึ่งปรากฏขึ้น มีผมหงอกขาว ท่าทางสง่า ดูเป็นผู้ยิ่งใหญ่และทรงอำนาจ โอนีอัสพูดว่า “นี่คือเยเรมีย์ประกาศกของพระเจ้า เขารักพี่น้อง และอธิษฐานเพื่อประชากรและนครศักดิ์สิทธิ์อยู่เสมอ” เยเรมีย์ยื่นมือขวามอบดาบทองคำให้ยูดาส ขณะที่มอบดาบ เขาพูดว่า “จงรับดาบศักดิ์สิทธิ์นี้ไว้เถิด ดาบนี้เป็นของประทานจากพระเจ้า ท่านจะใช้ดาบนี้ปราบศัตรู” ถ้อยคำน่าฟังของยูดาส ซึ่งมีพลังทำให้คนหนุ่มมีความกล้าหาญ พร้อมจะออกไปเผชิญหน้ากับข้าศึกเยี่ยงชายฉกรรจ์ นำพลังใจมาให้ชาวยิว จนเขาตกลงใจรีบออกไปต่อสู้อย่างกล้าหาญ เข้าประจัญบานอย่างไม่กลัวตาย ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ เพราะกรุงเยรูซาเล็ม พระวิหารและภาชนะศักดิ์สิทธิ์ตกอยู่ในอันตราย - 2 มัคคาบี 15:11-17 ยูดาสปลุกใจทหาร / ความฮึกเหิมของทหาร

     ในพระวรสารมัทธิว บรรดาศิษย์ได้เห็นโมเสส (Moses) และเอลียาห์ (Elijah) (ซึ่งยังไม่กลับคืนชีพ) อยู่กับพระเยซูบนภูเขาแห่งการทรงสำแดงพระองค์อย่างรุ่งโรจน์ (มัทธิว 17:1-9) ก่อนหน้านี้ บรรดาศิษย์คิดว่า พระเยซูเป็นผี (มัทธิว 14:26) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อย่างน้อยพวกเขาก็มีความคิดเกี่ยวกับผีอยู่บ้าง หลังจากที่พระองค์ทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้ว แทนที่จะแก้ไขความคิดเรื่องผี พระเยซูกลับตรัสเพียงว่า พระองค์ไม่ใช่ผี (ลูกา 24:37-39)

+ ต่อมาอีกหกวัน พระเยซูเจ้าทรงพาเปโตร ยากอบ และยอห์นน้องชายไปบนภูเขาสูงที่ปราศจากผู้คน แล้วพระวรกายของพระองค์ก็เปลี่ยนไปต่อหน้าเขา พระพักตร์เปล่งรัศมีดุจดวงอาทิตย์ ฉลองพระองค์กลับมีสีขาวดุจแสงสว่าง โมเสสและประกาศกเอลียาห์สำแดงตนสนทนาอยู่กับพระองค์ เปโตรจึงทูลพระเยซูเจ้าว่า “พระเจ้าข้า ที่นี่สบายน่าอยู่จริงๆ ถ้าพระองค์มีพระประสงค์ ข้าพเจ้าจะสร้างเพิงขึ้นสามหลัง หลังหนึ่งสำหรับพระองค์ หลังหนึ่งสำหรับโมเสส อีกหลังหนึ่งสำหรับเอลียาห์” ขณะที่เปโตรกำลังพูดอยู่นั้น มีเมฆสว่างจ้าก้อนหนึ่งปกคลุมพวกเขาไว้ เสียงหนึ่งดังจากเมฆนั้นว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา เราพึงพอใจยิ่งนัก จงฟังท่านเถิด” เมื่อได้ยินดังนั้น ศิษย์ทั้งสามคนซบหน้าลงกับพื้นดิน มีความกลัวอย่างยิ่ง พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ามาใกล้ ทรงสัมผัสเขา ตรัสว่า “จงลุกขึ้นเถิด อย่ากลัวเลย” เมื่อเงยหน้าขึ้น เขาไม่เห็นผู้ใด นอกจากพระเยซูเจ้าเท่านั้น  ขณะที่กำลังลงจากภูเขา พระเยซูเจ้าทรงกำชับศิษย์ทั้งสามคนว่า “อย่าเล่านิมิตที่ได้เห็นนี้ให้ผู้ใดฟัง จนกว่าบุตรแห่งมนุษย์จะกลับคืนชีพจากบรรดาผู้ตาย” - มัทธิว 17:1-9 พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์อย่างรุ่งโรจน์ / คำถามเกี่ยวกับประกาศกเอลียาห์

+ เมื่อบรรดาศิษย์เห็นพระองค์ทรงดำเนินอยู่บนทะเลดังนั้น ต่างตกใจมากกล่าวว่า “ผีมา” และส่งเสียงอื้ออึงด้วยความกลัว - มัทธิว 14:26 พระเยซูเจ้าทรงดำเนินบนผิวน้ำ

+ เขาต่างตกใจกลัว คิดว่าได้เห็นผี แต่พระองค์ตรัสว่า “ท่านวุ่นวายใจทำไม เพราะเหตุใดท่านจึงมีความสงสัยในใจ จงดูมือและเท้าของเราซิ เป็นเราเองจริงๆ จงคลำตัวเราดูเถิด ผีไม่มีเนื้อ ไม่มีกระดูกอย่างที่ท่านเห็นว่าเรามี” - ลูกา 24:37-39 พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์แก่บรรดาอัครสาวก
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่