ความรัก

กระทู้สนทนา


             คริส เดินสวนทางผู้คนจำนวนมากมาย ที่ทยอยเดินทาง หอบข้าวของจำเป็นมาตามถนน ผ่านชายหนุ่มไปไม่ขาดระยะ ทุกคนมีสีหน้ากังวลกับชะตากรรมของตัวเองและอนาคตมนุษยชาติ ราวกับว่าวันสิ้นโลกกำลังมาเยือน ยกเว้นคริสที่สีหน้าสงบนิ่งอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่มีใครสนใจ เพราะว่าเขาไม่ได้สวมชุดป้องกันเชื้อโรคแบบคนอื่น พวกทหารมองผ่านเหมือนมองคนตาย ไม่มีใครมายุ่งเกี่ยวกับการเดินสวนกระแสฝูงชน มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองมรณะที่เต็มไปด้วยโรคร้าย

              หลังข่าวอุกกาบาตขนาดเล็ก ตกลงมายังพื้นโลก ตามเมืองใหญ่ทั่วโลกไม่นาน ข่าวร้ายตามมาคือการระบาดของไวรัสมรณะคร่าชีวิตผู้คน ทำให้ทางการของแต่ละประเทศ ต้องหาทางสะกัดกั้นการกระจายตัวของไวรัส การอพบพผู้คนที่เหลือรอดออกจากเมืองเป็นไปอย่างเข้มงวด ไม่มีการใช้ยานพาหนะ ซึ่งอาจเป็นแหล่งฟักตัวไวรัส ทุกคนต้องเดินด้วยเท้าเข้าศูนย์ควบคุมพิเศษของรัฐบาล
 
             ผ่านฝูงชนกลุ่มสุดท้าย คริสพบว่าตัวเองกำลังเดินเพียงลำพังบนถนนสายสกปรกไปด้วยเศษขยะ กลิ่นเหม็นโชยมาเป็นระยะ อาคารบ้านเรือนสองฝั่งฟากเงียบวังเวง ไม่ต้องทายก็รู้ว่า ภายในบ้านส่วนมาก จะต้องมีร่างของคนตาย ที่จัดการศพไม่ทันนอนเรียงรายไร้พิธีการทางศาสนา ถ้าวิญญาณมีจริง เขาก็ได้แต่หวังว่าพวกเขาเหล่านั้น จะพบเส้นทางโลกหลังความตายที่ถูกต้อง

             เมืองร้าง เมืองที่ตายไปแล้ว ชายหนุ่มมองบรรยากาศโดยรอบ ด้วยจิตใจของคนเข้าใจชีวิต  มือขวาถือกรอบรูปทำจากไม้ขนาดแปดนิ้วอย่างระมัดระวังทะนุถนอม ยกกรอบรูปขึ้นดู ใบหน้าเริ่มมีรอยยิ้มทีละนิด  เมื่อคิดถึงช่วงเวลางดงาม นานมาแล้ว...
 

             “สวัสดี ฉันชื่อแอนนา เธอชื่ออะไร”  ใบหน้ากลมผมยาวสลวย เสื้อผ้ากระโปรงชุดลายดอกไม้ ยืนเอียงคอ มืออุ้มตุ๊กตาหมี และรอยยิ้มของเด็กหญิง เพื่อนบ้านใหม่ในเวลาเช้าอากาศแจ่มใส บริเวณสนามหญ้าหน้าบ้าน  ทำให้เด็กชายเกิดความอุธัจเล็กน้อย เพราะไม่เคยมีเพื่อนเป็นเด็กผู้หญิงมาก่อน แต่จะให้เสียเชิงเด็กชายได้อย่างไร เด็กชายคริสพยายามสร้างรอยยิ้ม ยื่นมือขวาออกไป แนะนำตัวเองบ้าง

             “สวัสดี ฉันชื่อคริส”

             เด็กหญิงก้มหน้าลงมองมือของเพื่อนบ้านใหม่ สั่นศีรษะจนเส้นผมกระจาย บอกว่า  “ไม่เอา มือเธอสกปรก ไปล้างมือก่อน ไป๊!”

             นั่นเป็นครั้งแรก ที่เด็กชายเริ่มเรียนรู้ว่า ‘ความรอบคอบ’ ที่ใกล้เคียงกับคำว่า ‘เรื่องมาก’ ของผู้หญิง อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพยาวนานลึกซึ้ง เกินกว่าจะคาดเดาได้ด้วยซ้ำ ในวันหยุดทั้งคริสและแอนนาราวกับเป็นเงาตามตัวของกันและกัน คริสเรียนรู้การ‘ยอม’ เพื่อแลกกับ ‘ความสงบสุข’ แห่งความสัมพันธ์

             “เธอวาดภาพฉันได้ไหม”  เด็กหญิงขึ้น ในบ่ายวันหนึ่ง ขณะนั่งเล่นในบ้านของแอนนา คริสเริ่มรู้สึกเสียใจ เพราะวันก่อนเผลอปาก ไปคุยว่าเขาวาดภาพเก่งที่สุดในโรงเรียน

             “สบายมาก เอาภาพถ่ายเธอสิ ฉันจะวาดให้ดู”  เขารับคำท้าทาย แม้ว่าจะไม่แน่ใจในฝีมือของตัวเอง  แอนนาสั่นศีรษะแบบเด็กดื้อ พลางยื่นข้อเสนอกึ่งคำขาด

             “ไม่เอา เธอต้องวาดเอง โดยไม่ต้องดูภาพ ทำได้ไหมล่ะ”

             “แน่นอน ไม่มีปัญหา แต่รอหน่อยก็แล้วกัน” เด็กชายพยายามถ่วงเวลาหาทางออกทางรอด

             “สัญญาแล้วนะ ห้ามลืม สัญญาต้องเป็นสัญญา”  แอนนาจ้องหน้า เน้นเสียงจริงจัง ทำให้เด็กชายคริสต้องกัดฟันรับปาก โดยคิดว่า ไม่นาน อีกฝ่ายคงลืมไปเอง ผู้หญิงลืมง่ายจะตาย

              เวลาผ่านไป เมื่อทั้งคู่เรียนมิดเดิ้ล สคูล คริสก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีอาการแปลก ๆ ทุกครั้ง เมื่อเห็นแอนนาเดินเคียงคู่มากับเด็กผู้ชายละแวกบ้าน เขาจะรู้สึกหงุดหงิดใจอย่างบอกไม่ถูกและไม่มีเหตุผล อะไรต่อมิอะไรในวันนั้นดูย่ำแย่เลวร้ายหดหู่ไปหมด อาหารไม่อร่อย ท้องฟ้าน่าเบื่อ เล่นเกมไม่สนุก ไม่มีสมาธิ อยากไล่เตะคน จนต้องเก็บตัวเงียบอยู่ในบ้าน สัญญาว่าชาตินี้จะไม่พูดไม่คุยกับแอนนาอีก

             แต่พอแอนนาเคาะประตูเรียก ทุกอย่างในความคิดก็เปลี่ยนไป เขาทนเสียงของเธอไม่ได้ จนต้องยอมออกสู่โลกภายนอกแบบตีสีหน้าไม่สนิท พอแอนนาถามว่าเป็นอะไร คริสก็ตอบไม่ได้ ความรู้สึกและอารมณ์แย่ ๆ เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อเห็นแอนนาพูดคุยกับเด็กผู้ชาย เขาเริ่มสงสัยว่าตัวเองอาจกำลังเป็น โรคประสาท ก่อนวัยอันควร

             เขารู้จักเจ้าหมอนั่นดี เด็กชายที่บ้านอยู่ห่างออกไปไม่มากนัก เจ้าตัวร้าย คริสวาดการ์ตูนรูปเด็กผู้ชายคนหนึ่งในกระดาษวาดเขียน วาดไม่ยากเท่าไร ฝีมือทางศิลปะกำลังไปด้วยดี จัดการเขียนชื่อเจ้านั่นลงไป จากนั้นวาดภาพ ดาบ ขวาน หอก เสียบ ลูกธนู สับ แทง ปืนกลระดมยิงร่างของมารสมองจนเลือดสาดทุกทิศทาง จบลงด้วยภาพระเบิดลง บึ้ม!  ร่างกระจัดกระจาย แล้วเขาก็ขยำขยี้แผ่นกระดาษแหลกเละคามือ โยนลงถังขยะอย่างสาสมสะใจ สมน้ำหน้าแก...เจ้ากร๊วก

             แต่หลังจากนั้น เด็กชายก็ต้องรู้สึกผิด กับอาการบ้าประสาทของตนเอง ได้เพียงความรู้สึกสะใจ  แต่คนถูกกระทำไม่ได้รู้สึกรู้สมอะไรด้วย บางทีอาจนั่งคุยกับแอนนาสบายใจเฉิบอยู่ก็ได้

             ก่อนที่อาการจะหนักขึ้นไปกว่านี้ ก็มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นแทรกเสียก่อน ครอบครัวของแอนนาย้ายไปเมืองอื่น เมืองที่อยู่ห่างไกลจนน่าใจหาย 
 
             ข่าวร้ายทำให้เด็กชายคริสรู้สึกเหมือนถูกกระชากร่างและวิญญาณออกจากกัน เวิ้งว้างหดหู่เจ็บปวดลึกร้าว  เขายังเด็กเกินไป ที่จะเข้าใจว่าความรู้สึกชนิดนี้เรียกว่าอะไร รู้เพียงว่าสุดแสนทรมาน จนต้องปิดห้องปิดไฟ นอนซมเคล้าน้ำตาไปสองสามวัน กว่าจะกลับมาเป็นผู้เป็นคน

            “อย่าลืมที่สัญญาไว้นะ  เรื่องรูปที่เธอรับปากจะวาด”  เสียงกำชับขณะที่แอนนาชะโงกหน้าออกมาจากหน้าต่างรถ ภาพสุดท้ายที่เห็น ก่อนจะหายไปนานแสนนาน เหลือไว้เพียงความทรงจำตราตรึงไม่เคยลืมเลือน นึกเสียใจว่าไม่ได้ซักถามรายละเอียดเลยว่า ย้ายไปเมืองไหน อย่างไร ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน คริสพยายามทำใจว่า ชีวิตนี้คงไม่ได้เจอกันอีก ครอบครัวแอนนาไม่เคยติดต่อกลับมา ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อยากคิดว่าเป็นความฝัน แต่ก็จะเป็นการทรยศความรู้สึกของตัวเองมากเกินไป

             คริสเรียนจบ ทำงาน แต่งงาน

             เป็นชีวิตธรรมดาสามัญ  คนส่วนใหญ่ยากจะรอดพ้น แต่ถึงจะมีครอบครัว  เขาก็ไม่ลืมแอนนา ยังคงคิดถึงเสมอ และนับวันลึกซึ้งมากขึ้นตามวันเวลาอย่างน่าประหลาดใจ บางวันเมื่อคนในครอบครัวพากันหลับ คริสจะออกมานั่งบริเวณระเบียงบ้านชั้นสอง จิบวิสกี้อย่างเงียบ ๆ นึกทบทวนถึงความทรงจำ
 
             ป่านนี้แอนนา คงจะอายุสามสิบกว่าปี เท่ากับเขา อาจแต่งงานมีความสุขตามประสาผู้หญิงไปแล้วก็ได้ เธอจะต้องเป็นผู้หญิงสวยอย่างแน่นอน โอกาสจะหลุดรอดวงจรครอบครัวคงยาก ผู้ชายมากมายคงจะพากันรุมจีบล้อมหน้าล้อมหลัง  คริสจะเกิดอาการสะอึกเจ็บวูบกับความคิดตัวเอง จะแต่งงานก็แต่งไปเลย อย่าแต่งงานกับเจ้ากร๊วกก็แล้วกัน คิดมาถึงตรงนี้ ก็อดขำไม่ได้ ไม่น่าเชื่อว่าหลังการจากไปของแอนนา เขากลับกลายเป็นเพื่อนสนิทเพื่อนรักของเจ้ากร๊วก อย่างไม่น่าเชื่อ อาจจะเป็นเพราะหัวอกเดียวกัน หรือเพราะอะไรก็เหลือเดา วันแต่งงานของเขา เจ้ากร๊วกยังมาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้

             “นายแต่งงาน เสร็จละเพื่อน ฉันจะตามหาแอนนา แต่งงานกับเธอ” เพื่อนเจ้าบ่าวตัวร้ายกระซิบในวันงาน ถ้าเป็นสมัยก่อน เขาคงลุกขึ้นเตะปากอย่างสวยงาม แต่ทุกวันนี้คริสรู้ทัน มันเป็นไปไม่ได้ เพราะหลังจากนั้นอีกไม่ถึงครึ่งปี เจ้ากร๊วกก็แต่งงานกับสาวสวยบ้านใกล้เรือนเคียง
 
             คริสเริ่มเขียนภาพของแอนนาเมื่ออายุสามสิบห้า เขาไม่จำเป็นต้องมีภาพต้นแบบ เพราะภาพของเธอกระจ่างชัดเจนในความทรงจำแบบเหลือเชื่อ สมองของเขาอาจผิดปกติไปแล้วหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ  เขาสามารถเขียนภาพของแอนนาได้มากมาย แต่ภาพที่เขารักและใช้เวลานานมากที่สุด คือภาพแอนนาในวันพบกันครั้งแรก
 
             หลังจากนั้นไม่ถึงปี อุกกาบาตก็โจมตีโลกมนุษย์ พร้อมการระบาดของไวรัสมรณะ เมืองของคริสก็ไม่มีการยกเว้น เขาสูญเสียครอบครัว เพื่อนบ้าน และเมืองของเขา การอพยพผู้เหลือรอดชีวิตเริ่มต้นขึ้น เมืองหลายเมืองยังคงปลอดภัย คริสในสภาพสิ้นหวัง เคว้งคว้าง จิตใจยับเยิน กระทั่งได้รับข่าวของแอนนา อย่างไม่คาดฝันจากคนที่อพยพมาจากทางใต้ และการพูดคุยแบบบังเอิญ

             บังเอิญราวกับเป็นโชคชะตาฟ้าลิขิต อะไรที่บังเอิญ ก็คือบังเอิญ ไม่น่าเป็นไปได้ แต่ถ้าบังเอิญอะไรก็เป็นไปได้ คริสเปลี่ยนทิศทางทันทีเมื่อได้รับข้อมูลสำคัญ มุ่งหน้าสู่เมืองที่แอนนาอาศัยทันที ของมีค่าอย่างเดียวที่ติดมือไม่ยอมห่าง เป็นภาพวาดลงสีสวยงามของเด็กหญิงแอนนา ในชุดเสื้อผ้ากระโปรงชุดลายดอกไม้ ยืนเอียงคอมืออุ้มตุ๊กตาหมี

             เธอป่วยหนัก กำลังจะตาย ไม่ยอมออกจากบ้าน ตั้งใจจะใช้ชีวิตที่เหลือจมตัวเองอยู่กับความหลัง ภายในบ้านจนลมหายใจสุดท้าย

             ในเมื่อทางการสั่งอพยพเฉพาะผู้คน ไม่ให้ใช้ยวดยานพาหนะ ทำให้การเดินทางของคริสไปสู่จุดหมายง่ายขึ้นรถทิ้งเกลื่อนเมืองเป็นของไร้ค่า เขาเลือกรถเก๋งสภาพพร้อมใช้งานคันหนึ่ง ขันรถมุ่งหน้าไปยังจุดหมายทันที ไม่สนใจข้อมูลทางการแพทย์ ที่บอกว่าไวรัสมรณะฝังตัวผิวของโลหะได้ดีและนานเป็นพิเศษ

             เมื่อมีข้อมูล ก็ไม่ยากในการเดินทางหาบ้านของแอนนา ครึ่งชั่วโมงต่อมา รถก็มาจอดหน้าบ้านของเธอ ตรวจดูข้อมูลรายละเอียดให้แน่ใจ ไม่ผิดแน่ บ้านของแอนนา บ้านสองชั้นหลีงใหญ่น่าอยู่ บ่งบอกถึงสถาพทางการเงินของเจ้าของบ้านเป็นอย่างดี

             เรือนหอเรือนรักของแอนนากับเจ้ากร๊วกคนไหนก็ไม่รู้  

             ช่างเถอะ เรื่องมันผ่านไปแล้ว คริสข่มใจให้สงบลง คิดทางบวกว่าหมอนั่นมาทำหน้าที่ดูแลแอนนาแทนเขาก็แล้วกัน

             พอจะเข้าไปในบ้านจริง ๆ คริสกลับลังเลเล็กน้อย ยืนหมุนไปมาหน้าบ้าน เขาไม่ใช่เด็กชายวัยสิบกว่าขวบ แต่เป็นผู้ชายซกมกมอมแมมสกปรกเสื้อผ้าขาดวิ่นผมเผ้ารุงรัง เธอจะจำเขาได้ไหมนะ? เขาสูดลมหายใจ เงยหน้ามองท้องฟ้า ขอความเข้มแข็งจากพลังเหนือธรรมชาติอะไรก็ตาม ถ้ามีจริง
 
            แต่สิ่งที่คริสมองเห็น ไม่น่าจะใช่พระเจ้าหรือซาตาน  เพราะวัตถุแวววาวกำลังเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าในอากาศ รูปร่างคล้ายจานบินที่เคยพบเห็นในภาพยนตร์ไม่มีผิด พระเจ้าหรือซาตานคงไม่มีเหตุผลพิเศษในการลงมาเยือนในสภาพของยานอวกาศ

             จานบิน มนุษย์ต่างดาวมีจริง!

             ชายหนุ่มเกือบจะหลุดปาก ร้องออกไปด้วยความตื่นเต้น กับการพบสิ่งที่ชาวโลกสงสัยกันมานาน ว่ามีจริงหรือไม่ แต่ยังรู้จักไว้เชิง ไม่ออกอาการเกินเหตุ ให้เป็นที่ดูถูกของพวกต่างดาว จะหาว่าชาวโลกให้ความสำคัญมากเกินไป เป็นพวกบ้าเห่อ เหนืออาคารสูงสิบชั้นด้านข้าง ยังเห็นจานบินอีกสองลำ ลอยไปมาเหมือนกำลังสำรวจอะไรสักอย่างตามบ้านเรือน

             มันก็แค่มนุษย์ต่างดาว ไม่มีอะไรพิเศษ ไม่ได้ยิงแสงเลเซอร์ กระจอก...ไม่มีความหมาย ช่างหัวมนุษย์ต่างดาว โลกของฉันนะเฟ้ย พวกแกไม่มีสิทธิ์...คริสคิดในใจ ก่อนเดินดุ่มเข้าไปในเขตบ้านของแอนนาทันที ประตูรั้วไม่ได้ล็อก แต่ประตูหน้าบ้านปิดสนิทแน่นหนา ทำให้คริสตัดสินใจเคาะประตูแรง ๆ

             ไม่มีปฏิกิริยาใดตอบสนอง ทำให้เริ่มใจคอไม่ดี

             หรือว่า แอนนาตายแล้ว...

(มีต่อครับ)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่