เมื่อนักพันธุศาสตร์สาวใช้ชีวิตคู่กับบุรุษผู้มีพันธุกรรมอมตะ งานวิจัยของเธอดำดิ่งลึกถึงระดับเซลล์ สู่การทดลองที่ไม่เคยปรากฏในหน้าบันทึกใดมาก่อน--การถ่ายทอดพันธุกรรมอมตะด้วย 'เลือด' ที่อาจเปลี่ยนนิยามของเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปตลอดกาล
พันธุกรรมรักนิรันดร์ | Eternal Love Genetics
บทส่งท้าย - จากเซลล์...สู่หัวใจ
สองปีต่อมา – Stockholm City Hall Park
ช่วงบ่าย ก่อนพิธีมอบรางวัลโนเบลอย่างเป็นทางการของ ‘
ดร.เอวารา วาเลนสไตน์’ ในฐานะที่ได้รับรางวัล จากผลงานการค้นพบ ‘
Eternal Cell’ และการพัฒนาทฤษฎี ‘
SGCI-I’ และ ‘
SAT’
ซึ่งเป็นรากฐานทางวิทยาศาสตร์ของการถ่ายทอดพันธุกรรมอมตะ
การค้นพบที่ผสานชีววิทยาเข้ากับหัวใจมนุษย์อย่างไร้รอยต่อ ถือเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ชีววิทยาของมนุษยชาติ
และเป็นการประกาศการมีอยู่ของมนุษย์สายพันธุ์นิรันดร์อย่างสง่างามและมีศักดิ์ศรีบนโลกใบนี้
────୨ৎ────
น้ำพุเบื้องหน้าส่องประกายระยิบระยับเมื่อละอองน้ำสะท้อนแสงแดดอ่อนยามบ่าย เสียงน้ำไหลเป็นจังหวะเบา ๆ เคล้ากับเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นกันในสวนริมทะเลสาบของศาลาว่าการกรุงสต็อกโฮล์ม
เอวารากำลังอุ้มน้องวารา ลูกสาววัย 2 ขวบของเธอ ในอ้อมแขนที่อ่อนโยน ใบหน้าเด็กน้อยเปื้อนยิ้ม ขณะที่จ้องมองสายน้ำที่พวยพุ่งขึ้นไปในอากาศ
“เห็นน้ำพุมั้ยคะ น้องวารา สวยมั้ยลูก…” เสียงของเธอเต็มไปด้วยความรักและความสุข
มินตราเดินเข้ามาพร้อมเสียงหัวเราะเอ็นดู เธอก้มลงมองเด็กน้อยและเอ่ยอย่างอ่อนโยน
“ว่างายคะ น้องวารา ดูสิ ยิ้มใหญ่เลย โตขึ้นต้องสวยและฉลาดแบบแม่แน่เลยเนอะ...
‘วารายา วาเลนสไตน์’ หลานน้า… มะ มาให้น้าหอมหน่อย”
พันธุกาลยืนมองลูกสาวอย่างรักใคร่ รอยยิ้มของเขาซ่อนความสุขไว้จนล้นดวงตา คล้ายอยากอุ้มเธอมากกว่ายืนเฉย ๆ
“อ้ะ ไปให้พ่อเค้าฟัดบ้างนะลูก” เอวาราหัวเราะ พลางส่งลูกสาวให้เขา
พันธุกาลรับตัวเด็กน้อยมาอุ้มขึ้นสูง หัวเราะและหยอกล้อกับลูกอย่างสนุกสนาน
มินตราหันมาหาเอวารา พร้อมสายตาที่ปลาบปลื้ม
“ไม่น่าเชื่อเลยนะ เราผ่านอะไรกันมามากมาย แบบที่ฉันก็ไม่อยากเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้”
เอวารายิ้มให้มินตรา พร้อมเอ่ยคำที่แฝงความหมายลึกซึ้ง
“ฉันก็ทึ่งในความรักที่ไม่ต้องการรักตอบของเธอมากเลย...มิน ฉันว่า... นี่แหละคือ 'รักอมตะ' ที่เหนือกว่าทั้งกาลเวลา... และพันธุกรรมนะ”
มินตราพยักหน้าเบา ๆ ก่อนเงยหน้ามองน้ำพุที่พวยพุ่งสูงขึ้น เธอยักคิ้วเล็กน้อย พร้อมเอ่ยคำถามที่เต็มไปด้วยความสนุกแฝงความจริงจัง
“เออ… เอวา ฉันถามจริง ทำไมไม่เอาสูตรที่ทำให้ฉันเป็นอมตะไปใช้กับลูกค้าล่ะ? คิดดูสิ…ซักสิบล้านแลกกับการเป็นอมตะไปทั้งชีวิต ฉันว่าคนสู้ราคาแน่!”
เอวาราหัวเราะเบา ๆ พลางส่ายหน้า
“ใครจะยอมแลกความเป็นอมตะกับการต้องรักเพียงคนเดียวไปตลอดกาลล่ะ...สู้ใช้สูตรแบบทำให้หนุ่มสาวไปปีต่อปี
“ต้องกลับมาฉีดที่คลินิกฉันปีละครั้ง ดีกว่าเยอะ ขอเนาะ ๆ โดสละ
Tesla Model Y คันนึงก็พอ ฮิฮิ”
มินตราหัวเราะเสียงดัง
“เธอนี่ นอกจากสวยสมองเพชรแล้ว ยังหัวการค้าไม่เบาเลยนะ ฮ่า ๆ ๆ”
เอวารายิ้มรับด้วยความภาคภูมิใจ พร้อมเอียงตัวเข้าใกล้ มองมินตราด้วยสายตาที่เปล่งประกาย
“ว่าแต่ ตอนนี้ ร่างกายเธอรู้สึกยังไงบ้าง? ยังโอเคอยู่หรือเปล่า?”
เธอมองดูใบหน้ามินตราอย่างตั้งใจ คล้ายต้องการจับทุกรายละเอียด เพื่อยืนยันว่า ‘ผลงาน’ ที่ทำให้เพื่อนรักกลายเป็นอมตะนั้นเต็มไปด้วยชีวิต
สีหน้าของมินตราเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบว่า
“ฉันรู้สึกเหมือน…
Eternal Cell ในตัวฉันตอนนี้มันพลุกพล่านไปด้วย ธาวิน จนแทบควบคุมไม่ได้แล้ว”
เอวาราหยุดนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
“อืมม… ตอนนั้นฉันคิดแค่ว่า อยากให้เธอเป็นอมตะอยู่กับฉันไปนาน ๆ ก็ลืมนึกไปว่า
Eternal Cell ของเธออาจจะบันทึกธาวินไว้… ในขณะที่เขายังไม่ได้รู้สึกรักเธอ”
มินตรายิ้มเศร้า พลางเอ่ยคำพูดที่สะท้อนความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ลึกในใจ
“เหมือนฉันเป็นมนุษย์อมตะที่ถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตเลยแก… ต้องรักคนคนหนึ่งไปตลอดกาล ในขณะที่เขาไม่มีวันที่จะรักฉันได้เลย”
เอวาราขยับเข้าไปใกล้เพื่อน ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะไหล่เธอเบา ๆ
“เอาน่ะ เดี๋ยวฉันหาทางแก้ให้ เอาแบบ...ดึงอีตานั่นออกไปจาก
Eternal Cell ของเธอเลยดีไหม? มันอาจมีวิธีนะ ขอฉันศึกษาอีกหน่อย”
มินตราส่ายหน้าช้า ๆ เอ่ยเสียงมั่นคง
“ไม่เป็นไร… ฉันขอมีเขาอยู่ในใจแบบนี้ไปตลอดกาลก็พอ… แม้วันหนึ่งเขาจะพบหัวใจดวงนั้นที่รอเขาอยู่”
เธอเงยหน้าสบตาเอวารา พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ผสมความเศร้ากับความแน่วแน่
“แต่… มันก็จริงของแกนะ… ใครจะยอมแลกความเป็นอมตะกับการต้องรักใครคนหนึ่งไปตลอดกาล…
“โดยที่เขาไม่มีวันรักตอบ…
“…นอกจากฉัน…”
เอวารามองหน้าเพื่อนด้วยสายตาอาทร ก่อนกล่าวเสียงเบา
“แต่ที่จริงนะ…
Eternal Cell สามารถส่งสัญญาณรักไปให้อีกฝ่าย… กระตุ้นไฮโปทาลามัสให้รู้สึกรักตอบได้ ภายในรัศมีห้าเมตร…
“เหมือนตอนที่ฉันกับคุณกาล วันที่เขาบอกรักฉันน่ะ…”
เธอหยุดชั่วครู่ ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงแฝงความหวัง
“แต่สำหรับมนุษย์อมตะด้วยกัน… เธอกับธาวิน… มันอาจถึงขั้นบันทึกเธอลงใน
Eternal Cell ของเขาเลยก็ได้… หรือไม่ก็…”
เธอหยุดพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจ
“อาจไม่เกิดอะไรขึ้นเลยก็ได้”
เอวาราขยับตัวเล็กน้อยแล้วถอนหายใจ ก่อนสรุปด้วยรอยยิ้มหวาน
“แต่ถ้ามันจะเป็น
Miracle of Love ของเธอกับธาวิน... ก็จะจบแบบ
Feel Good มาก ๆ เลยว่าไหม?”
มินตรายิ้มบาง ๆ ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
เอวารามองหน้าเพื่อนด้วยสายตาที่อ่อนโยน พลางถามด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด
“ว่าแต่... เธอยังไม่คิดจะบอกนายวินว่าเธอเป็นอมตะแล้ว ใช่ไหม?”
มินตรา หันมาสบตาเพื่อน พร้อมถอนหายใจ
“อือ... ตั้งแต่ที่ฉันตัดสินใจให้แกทำ เราก็ยังไม่ได้เจอกันเลย เพราะเขาบินไปโน่นนี่ตลอด”
เธอหัวเราะเบา ๆ คล้ายรู้สึกขบขันกับสถานการณ์ของตัวเอง
“ฉันอยากจะบอกเขาด้วยตัวเองวันนี้แหละ มันคงจะโรแมนติกดีนะ…”
เสียงหัวเราะสดใสของมินตราดังขึ้นอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันที่มันจะจางหาย...เสียงหนึ่งก็แว่วมาจากระยะไกล
“
นี่...ทุกคนนนน.....”
เสียงของ ธาวิน ดังมาแต่ไกล
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อ ด้านหลังสะพายเป้ใบโต มืออีกข้างถือกระเป๋าขนาดย่อม
“ต้องขอโทษด้วยยย... ที่วอชิงตันเครื่องดีเลย์สุด ๆ เลย นึกว่าจะมาไม่ทันแล้วว!”
มินตราหันไปสบตาธาวิน เธอยิ้มกว้าง สายตาเปล่งประกายเหมือนเจอคนที่รอคอยมาเนิ่นนาน
แต่...
ธาวินหยุดชะงักเมื่อเข้าใกล้เธอ
เขาหยุดอยู่ไม่กี่ก้าวจากเธอ สายตาของเขาจ้องมองราวกับสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เขาปล่อยกระเป๋าลงกับพื้น หยุดยืนอยู่ตรงนั้น เหมือนกำลังลังเลในความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบาย
สายตาของเขาลึกซึ้ง...ราวกับมีบางสิ่งดึงดูด
มินตรา เองก็รู้สึกเหมือนถูกลากเข้าสู่ภวังค์เช่นเดียวกัน
“
มินตรา…”
เสียงของเขาแผ่วเบา ราวกับไม่มั่นใจในความรู้สึกที่เกิดขึ้น
มินตราทำหน้าสับสน
“อะไร... ฉันได้ยินแล้ว เกิดอะไรขึ้นเหรอ วิน?”
ธาวินค่อย ๆ ก้าวเข้ามาหาเธอ มือของเขาเอื้อมไปจับมือของเธอแน่น
...สายตาเต็มไปด้วยความลังเลและความตื้นตัน
“
ไม่รู้สิ... พอเห็นเธอแล้ว ใจมันเต้นแรงแปลก ๆ
“มันรู้สึกเหมือน...
“เหมือนกำลังมี… ‘ความรัก’
“...แบบนี้เหรอ ที่เรียกว่า 'ความรัก'?”
มินตราขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าแฝงความสงสัย
“อีตานี่…จะมามุกไหนอีก...” เธอพึมพำในใจ
ธาวินหลับตา ก่อนจะลืมตาขึ้นพร้อมน้ำตาที่เอ่อเต็มสองข้าง
มินตรารู้ว่า นี่ไม่ใช่มุกตลกแน่ เธอกระซิบถามธาวินแผ่วเบา
“ธาวิน… เธอเป็นอะไรเหรอ หืมม? ร้องไห้ทำไม?”
“
มินตรา…”
“หือ…”
ธาวินปรือตาขึ้น…
สายตาของเขาเต็มไปด้วยแสงแห่งความรู้สึก
ประโยคที่หลุดออกจากริมฝีปากของเขา คือคำที่ทำให้
‘โลกทั้งใบของเธอหยุดนิ่ง’
“เรารู้สึกรักเธอแล้ว...
“และจะรักเธอ...
“…ตลอดกาล…”
♡♡
────୨ৎ────
Stockholm Concert Hall – 17:30 น. หลังจากพิธีมอบรางวัลโนเบลได้จบลง เอวาราขึ้นกล่าวสุนทรพจน์
“...ฉันเริ่มต้นเส้นทางนี้ด้วยความสงสัย
และจบลงด้วยความรัก...
ฉันไม่ใช่ใครที่พิเศษไปกว่ามนุษย์คนหนึ่ง ที่เชื่อว่า
‘ตำนาน’ ก็สามารถกลายเป็น ‘วิทยาศาสตร์’ ได้
หากเรากล้าพอที่จะค้นหาคำตอบอย่างจริงใจ
ฉันขอมอบรางวัลนี้...
ให้กับมนุษย์ทุกคนที่กล้ารักโดยไม่หวังผลตอบแทน
และให้กับลูกสาวของฉัน ‘วารายา’
...ที่ทำให้ฉันรู้ว่า
ความเป็นอมตะที่แท้จริง
ไม่ได้เริ่มที่เซลล์
แต่มัน… เริ่มที่ใจ”
꧁ 𝒯𝒽𝑒 ℰ𝓃𝒹 ꧂
พันธุกรรมรักนิรันดร์ | บทส่งท้าย - จากเซลล์...สู่หัวใจ
สองปีต่อมา – Stockholm City Hall Park
ช่วงบ่าย ก่อนพิธีมอบรางวัลโนเบลอย่างเป็นทางการของ ‘ดร.เอวารา วาเลนสไตน์’ ในฐานะที่ได้รับรางวัล จากผลงานการค้นพบ ‘Eternal Cell’ และการพัฒนาทฤษฎี ‘SGCI-I’ และ ‘SAT’
ซึ่งเป็นรากฐานทางวิทยาศาสตร์ของการถ่ายทอดพันธุกรรมอมตะ
การค้นพบที่ผสานชีววิทยาเข้ากับหัวใจมนุษย์อย่างไร้รอยต่อ ถือเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ชีววิทยาของมนุษยชาติ
และเป็นการประกาศการมีอยู่ของมนุษย์สายพันธุ์นิรันดร์อย่างสง่างามและมีศักดิ์ศรีบนโลกใบนี้
น้ำพุเบื้องหน้าส่องประกายระยิบระยับเมื่อละอองน้ำสะท้อนแสงแดดอ่อนยามบ่าย เสียงน้ำไหลเป็นจังหวะเบา ๆ เคล้ากับเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นกันในสวนริมทะเลสาบของศาลาว่าการกรุงสต็อกโฮล์ม
เอวารากำลังอุ้มน้องวารา ลูกสาววัย 2 ขวบของเธอ ในอ้อมแขนที่อ่อนโยน ใบหน้าเด็กน้อยเปื้อนยิ้ม ขณะที่จ้องมองสายน้ำที่พวยพุ่งขึ้นไปในอากาศ
“เห็นน้ำพุมั้ยคะ น้องวารา สวยมั้ยลูก…” เสียงของเธอเต็มไปด้วยความรักและความสุข
มินตราเดินเข้ามาพร้อมเสียงหัวเราะเอ็นดู เธอก้มลงมองเด็กน้อยและเอ่ยอย่างอ่อนโยน
“ว่างายคะ น้องวารา ดูสิ ยิ้มใหญ่เลย โตขึ้นต้องสวยและฉลาดแบบแม่แน่เลยเนอะ... ‘วารายา วาเลนสไตน์’ หลานน้า… มะ มาให้น้าหอมหน่อย”
พันธุกาลยืนมองลูกสาวอย่างรักใคร่ รอยยิ้มของเขาซ่อนความสุขไว้จนล้นดวงตา คล้ายอยากอุ้มเธอมากกว่ายืนเฉย ๆ
“อ้ะ ไปให้พ่อเค้าฟัดบ้างนะลูก” เอวาราหัวเราะ พลางส่งลูกสาวให้เขา
พันธุกาลรับตัวเด็กน้อยมาอุ้มขึ้นสูง หัวเราะและหยอกล้อกับลูกอย่างสนุกสนาน
มินตราหันมาหาเอวารา พร้อมสายตาที่ปลาบปลื้ม
“ไม่น่าเชื่อเลยนะ เราผ่านอะไรกันมามากมาย แบบที่ฉันก็ไม่อยากเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้”
เอวารายิ้มให้มินตรา พร้อมเอ่ยคำที่แฝงความหมายลึกซึ้ง
“ฉันก็ทึ่งในความรักที่ไม่ต้องการรักตอบของเธอมากเลย...มิน ฉันว่า... นี่แหละคือ 'รักอมตะ' ที่เหนือกว่าทั้งกาลเวลา... และพันธุกรรมนะ”
มินตราพยักหน้าเบา ๆ ก่อนเงยหน้ามองน้ำพุที่พวยพุ่งสูงขึ้น เธอยักคิ้วเล็กน้อย พร้อมเอ่ยคำถามที่เต็มไปด้วยความสนุกแฝงความจริงจัง
“เออ… เอวา ฉันถามจริง ทำไมไม่เอาสูตรที่ทำให้ฉันเป็นอมตะไปใช้กับลูกค้าล่ะ? คิดดูสิ…ซักสิบล้านแลกกับการเป็นอมตะไปทั้งชีวิต ฉันว่าคนสู้ราคาแน่!”
เอวาราหัวเราะเบา ๆ พลางส่ายหน้า
“ใครจะยอมแลกความเป็นอมตะกับการต้องรักเพียงคนเดียวไปตลอดกาลล่ะ...สู้ใช้สูตรแบบทำให้หนุ่มสาวไปปีต่อปี
“ต้องกลับมาฉีดที่คลินิกฉันปีละครั้ง ดีกว่าเยอะ ขอเนาะ ๆ โดสละ Tesla Model Y คันนึงก็พอ ฮิฮิ”
มินตราหัวเราะเสียงดัง
“เธอนี่ นอกจากสวยสมองเพชรแล้ว ยังหัวการค้าไม่เบาเลยนะ ฮ่า ๆ ๆ”
เอวารายิ้มรับด้วยความภาคภูมิใจ พร้อมเอียงตัวเข้าใกล้ มองมินตราด้วยสายตาที่เปล่งประกาย
“ว่าแต่ ตอนนี้ ร่างกายเธอรู้สึกยังไงบ้าง? ยังโอเคอยู่หรือเปล่า?”
เธอมองดูใบหน้ามินตราอย่างตั้งใจ คล้ายต้องการจับทุกรายละเอียด เพื่อยืนยันว่า ‘ผลงาน’ ที่ทำให้เพื่อนรักกลายเป็นอมตะนั้นเต็มไปด้วยชีวิต
สีหน้าของมินตราเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบว่า
“ฉันรู้สึกเหมือน… Eternal Cell ในตัวฉันตอนนี้มันพลุกพล่านไปด้วย ธาวิน จนแทบควบคุมไม่ได้แล้ว”
เอวาราหยุดนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
“อืมม… ตอนนั้นฉันคิดแค่ว่า อยากให้เธอเป็นอมตะอยู่กับฉันไปนาน ๆ ก็ลืมนึกไปว่า Eternal Cell ของเธออาจจะบันทึกธาวินไว้… ในขณะที่เขายังไม่ได้รู้สึกรักเธอ”
มินตรายิ้มเศร้า พลางเอ่ยคำพูดที่สะท้อนความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ลึกในใจ
“เหมือนฉันเป็นมนุษย์อมตะที่ถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตเลยแก… ต้องรักคนคนหนึ่งไปตลอดกาล ในขณะที่เขาไม่มีวันที่จะรักฉันได้เลย”
เอวาราขยับเข้าไปใกล้เพื่อน ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะไหล่เธอเบา ๆ
“เอาน่ะ เดี๋ยวฉันหาทางแก้ให้ เอาแบบ...ดึงอีตานั่นออกไปจาก Eternal Cell ของเธอเลยดีไหม? มันอาจมีวิธีนะ ขอฉันศึกษาอีกหน่อย”
มินตราส่ายหน้าช้า ๆ เอ่ยเสียงมั่นคง
“ไม่เป็นไร… ฉันขอมีเขาอยู่ในใจแบบนี้ไปตลอดกาลก็พอ… แม้วันหนึ่งเขาจะพบหัวใจดวงนั้นที่รอเขาอยู่”
เธอเงยหน้าสบตาเอวารา พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ผสมความเศร้ากับความแน่วแน่
“แต่… มันก็จริงของแกนะ… ใครจะยอมแลกความเป็นอมตะกับการต้องรักใครคนหนึ่งไปตลอดกาล…
“โดยที่เขาไม่มีวันรักตอบ…
“…นอกจากฉัน…”
เอวารามองหน้าเพื่อนด้วยสายตาอาทร ก่อนกล่าวเสียงเบา
“แต่ที่จริงนะ… Eternal Cell สามารถส่งสัญญาณรักไปให้อีกฝ่าย… กระตุ้นไฮโปทาลามัสให้รู้สึกรักตอบได้ ภายในรัศมีห้าเมตร…
“เหมือนตอนที่ฉันกับคุณกาล วันที่เขาบอกรักฉันน่ะ…”
เธอหยุดชั่วครู่ ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงแฝงความหวัง
“แต่สำหรับมนุษย์อมตะด้วยกัน… เธอกับธาวิน… มันอาจถึงขั้นบันทึกเธอลงใน Eternal Cell ของเขาเลยก็ได้… หรือไม่ก็…”
เธอหยุดพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจ
“อาจไม่เกิดอะไรขึ้นเลยก็ได้”
เอวาราขยับตัวเล็กน้อยแล้วถอนหายใจ ก่อนสรุปด้วยรอยยิ้มหวาน
“แต่ถ้ามันจะเป็น Miracle of Love ของเธอกับธาวิน... ก็จะจบแบบ Feel Good มาก ๆ เลยว่าไหม?”
มินตรายิ้มบาง ๆ ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
เอวารามองหน้าเพื่อนด้วยสายตาที่อ่อนโยน พลางถามด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด
“ว่าแต่... เธอยังไม่คิดจะบอกนายวินว่าเธอเป็นอมตะแล้ว ใช่ไหม?”
มินตรา หันมาสบตาเพื่อน พร้อมถอนหายใจ
“อือ... ตั้งแต่ที่ฉันตัดสินใจให้แกทำ เราก็ยังไม่ได้เจอกันเลย เพราะเขาบินไปโน่นนี่ตลอด”
เธอหัวเราะเบา ๆ คล้ายรู้สึกขบขันกับสถานการณ์ของตัวเอง
“ฉันอยากจะบอกเขาด้วยตัวเองวันนี้แหละ มันคงจะโรแมนติกดีนะ…”
เสียงหัวเราะสดใสของมินตราดังขึ้นอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันที่มันจะจางหาย...เสียงหนึ่งก็แว่วมาจากระยะไกล
“นี่...ทุกคนนนน.....”
เสียงของ ธาวิน ดังมาแต่ไกล
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อ ด้านหลังสะพายเป้ใบโต มืออีกข้างถือกระเป๋าขนาดย่อม
“ต้องขอโทษด้วยยย... ที่วอชิงตันเครื่องดีเลย์สุด ๆ เลย นึกว่าจะมาไม่ทันแล้วว!”
มินตราหันไปสบตาธาวิน เธอยิ้มกว้าง สายตาเปล่งประกายเหมือนเจอคนที่รอคอยมาเนิ่นนาน
แต่...
ธาวินหยุดชะงักเมื่อเข้าใกล้เธอ
เขาหยุดอยู่ไม่กี่ก้าวจากเธอ สายตาของเขาจ้องมองราวกับสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เขาปล่อยกระเป๋าลงกับพื้น หยุดยืนอยู่ตรงนั้น เหมือนกำลังลังเลในความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบาย
สายตาของเขาลึกซึ้ง...ราวกับมีบางสิ่งดึงดูด
มินตรา เองก็รู้สึกเหมือนถูกลากเข้าสู่ภวังค์เช่นเดียวกัน
“มินตรา…”
เสียงของเขาแผ่วเบา ราวกับไม่มั่นใจในความรู้สึกที่เกิดขึ้น
มินตราทำหน้าสับสน
“อะไร... ฉันได้ยินแล้ว เกิดอะไรขึ้นเหรอ วิน?”
ธาวินค่อย ๆ ก้าวเข้ามาหาเธอ มือของเขาเอื้อมไปจับมือของเธอแน่น
...สายตาเต็มไปด้วยความลังเลและความตื้นตัน
“ไม่รู้สิ... พอเห็นเธอแล้ว ใจมันเต้นแรงแปลก ๆ
“มันรู้สึกเหมือน...
“เหมือนกำลังมี… ‘ความรัก’
“...แบบนี้เหรอ ที่เรียกว่า 'ความรัก'?”
มินตราขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าแฝงความสงสัย
“อีตานี่…จะมามุกไหนอีก...” เธอพึมพำในใจ
ธาวินหลับตา ก่อนจะลืมตาขึ้นพร้อมน้ำตาที่เอ่อเต็มสองข้าง
มินตรารู้ว่า นี่ไม่ใช่มุกตลกแน่ เธอกระซิบถามธาวินแผ่วเบา
“ธาวิน… เธอเป็นอะไรเหรอ หืมม? ร้องไห้ทำไม?”
“มินตรา…”
“หือ…”
ธาวินปรือตาขึ้น…
สายตาของเขาเต็มไปด้วยแสงแห่งความรู้สึก
ประโยคที่หลุดออกจากริมฝีปากของเขา คือคำที่ทำให้
‘โลกทั้งใบของเธอหยุดนิ่ง’
“เรารู้สึกรักเธอแล้ว...
“และจะรักเธอ...
“…ตลอดกาล…”♡♡
Stockholm Concert Hall – 17:30 น. หลังจากพิธีมอบรางวัลโนเบลได้จบลง เอวาราขึ้นกล่าวสุนทรพจน์
“...ฉันเริ่มต้นเส้นทางนี้ด้วยความสงสัย
และจบลงด้วยความรัก...
ฉันไม่ใช่ใครที่พิเศษไปกว่ามนุษย์คนหนึ่ง ที่เชื่อว่า
‘ตำนาน’ ก็สามารถกลายเป็น ‘วิทยาศาสตร์’ ได้
หากเรากล้าพอที่จะค้นหาคำตอบอย่างจริงใจ
ฉันขอมอบรางวัลนี้...
ให้กับมนุษย์ทุกคนที่กล้ารักโดยไม่หวังผลตอบแทน
และให้กับลูกสาวของฉัน ‘วารายา’
...ที่ทำให้ฉันรู้ว่า
ความเป็นอมตะที่แท้จริง
ไม่ได้เริ่มที่เซลล์
แต่มัน… เริ่มที่ใจ”