8 มีนาคม พ.ศ. 2557 เที่ยวบินที่ MH370 ของมาเลเซียแอร์ไลน์ สูญหาย

วันนี้ในอดีต
8 มีนาคม พ.ศ. 2557
เที่ยวบินที่ MH370 ของมาเลเซียแอร์ไลน์ สูญหาย
.
วันนี้ เมื่อ 6 ปีก่อน มาเลเซียแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 370 (MH370) ซึ่งเป็นเที่ยวบินโดยสารระหว่างประเทศ เกิดการสูญหายอย่างไร้ร่องรอย ระหว่างบินจากท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง ประเทศจีน 
.
โดยเที่ยวบินดังกล่าวติดต่อด้วยเสียงครั้งสุดท้ายกับศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศเมื่อเวลา 01:19 MYT ของวันที่ 8 มีนาคม (17:19 UTC ของวันที่ 7 มีนาคม) ขณะบินเหนือทะเลจีนใต้ไม่ถึงชั่วโมงหลังนำเครื่องขึ้น อากาศยานหายจากจอเรดาร์ของผู้ควบคุมจราจรทางอากาศเมื่อเวลา 01:22 MYT เรดาร์ทหารของมาเลเซียยังติดตามอากาศยานขณะที่เครื่องเบี่ยงจากเส้นทางการบินตามแผนและข้ามคาบสมุทรมลายู 
.
ในที่สุด เครื่องก็พ้นรัศมีของเรดาร์ทหารมาเลเซียเมื่อเวลา 02:22 ขณะบินเหนือทะเลอันดามัน ห่างจากปีนังทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศมาเลเซียไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ 200 ไมล์ทะเล (370 กิโลเมตร) 
.
อากาศยานดังกล่าว เป็นโบอิง 777-200 อีอาร์ บรรทุกสมาชิกลูกเรือชาวมาเลเซีย 12 คน และผู้โดยสาร 227 คน จาก 15 ประเทศ ผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นชาวจีน
.
หลังเกิดเหตุ นานาประเทศได้ร่วมภารกิจค้นหาเครื่องบิน แต่หาอย่างไรก็ไม่เจอ จนมีการประมวลเหตุและหลักฐานต่างๆ หลายประเทศตั้งข้อสันนิษฐานว่า อาจมีการก่อเหตุวินาศกรรมบนเครื่องบิน
.
รายงานจากวอยซ์ ออนไลน์ ระบุข้อมูลจาก Inmarsat บ่งชี้ว่า เที่ยวบิน MH370 ไม่ได้บินไปตามเส้นทางปกติจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปยังกรุงปักกิ่ง แต่มีการเปลี่ยนเส้นทางบินหลังเข้าสู่น่านฟ้าเวียดนามได้ไม่นาน โดยเครื่องบินหันหัวไปทางตะวันตกเฉียงใต้ กลับไปทางคาบสมุทรมลายู บริเวณเกาะปีนัง ก่อนจะเคลื่อนไปทางช่องแคบมะละกา และพิกัดสุดท้ายที่พบเที่ยวบินดังกล่าว คือ เหนือน่านน้ำทะเลอันดามัน เชื่อมต่อกับมหาสมุทรอินเดีย
.
หลังจากข้อมูลดังกล่าวถูกรายงานออกมาได้ไม่นาน หน่วยงานของมาเลเซียที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีเที่ยวบิน MH370 จึงออกมายอมรับถึงความผิดปกติเรื่องเส้นทางบิน และที่ผ่านมา รัฐบาลมาเลเซียเองก็ถูกกล่าวหาว่า เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศที่เคยให้การช่วยเหลือเรื่องการค้นหาเที่ยวบิน MH370 จึงตระหนักว่า ทางการมาเลเซียไม่ได้ให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาตั้งแต่แรก และทำให้เกิดคำถามว่า "มาเลเซียปิดบังเรื่องใดเอาไว้หรือไม่"
.
หลังจากมีการตรวจสอบหลักฐานต่างๆ อีกข้อสันนิษฐานที่เกิดขึ้นก็พุ่งเป้าไปที่ "กัปตันซาฮารี อาหมัด ชาห์" วัย 53 ปี ซึ่งเป็นกัปตันเครื่องบินในเที่ยวบินดังกล่าว ที่อาจก่อเหตุฆ่าตัวตาย เนื่องจากปัญหาครอบครัวที่แตกสลาย และอาจเป็นโรคซึมเศร้า
.
สื่อต่างประเทศได้รายงานเพิ่มเติมเรื่องการตรวจค้นบ้านพักของกัปตันซาฮารี ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย พบเบาะแสเพิ่มเติมเป็นไฟล์บันทึกเส้นทางบินจากเครื่องซิมูเลเตอร์จำลองการขับเครื่องบินในบ้านซาฮารี เป็นเส้นทางเดียวกับเที่ยวบิน MH370 เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2557 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ ที่ไม่ได้มุ่งตรงไปยังกรุงปักกิ่งตามที่ควรจะเป็น แต่วกกลับมายังคาบสมุทรมลายู ทำให้สื่อพุ่งเป้ามาที่การสอบประวัติของซาฮารีเพิ่มเติม
.
จากกรณีดังกล่าวทำให้เกิดสมมติฐานว่า ซาฮารีอาจก่อเหตุฆ่าตัวตายด้วยการบังคับเครื่องบินให้ขึ้นไปอยู่ที่เพดานบิน 40,000 ฟุต เพราะพิกัดบินที่ซาฮารีส่งถึงหอควบคุมภาคพื้นดินของเวียดนามก่อนที่เที่ยวบิน MH370 จะหายไป ระบุว่าเครื่องบินอยู่ที่ระดับ 35,000 ฟุต และเขากล่าวทิ้งท้ายว่า "ราตรีสวัสดิ์ MH370"
.
ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินประเมินว่า ถ้าซาฮารีขับเครื่องบินต่อไปที่ระดับดังกล่าว จะทำให้ผู้โดยสารบนเครื่องหมดสติ และหน้ากากออกซิเจนสำหรับผู้โดยสารที่ยังไม่หมดสติก็เพียงพอกับการหายใจได้เพียง 15 นาทีเท่านั้น แต่หน้ากากออกซิเจนในห้องนักบินสามารถอยู่ได้นานกว่าเป็นชั่วโมง ถ้าซาฮารีบังคับเครื่องบินให้อยู่ในระดับความสูง 40,000 ฟุต จนกระทั่งน้ำมันหมด เครื่องจะดิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว และระเบิดกลางอากาศ
.
หลังจากนั้นอีก 2 ปี มีผู้ค้นพบชิ้นส่วนปีกเครื่องบินที่ได้รับการยืนยันว่ามาจากเครื่องบินโบอิง เที่ยวบิน MH370 ถูกซัดเข้าเกยฝั่งที่เกาะเรอูนียง ไม่ไกลจากมาดากัสการ์ กลายเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า เที่ยวบิน MH370 ไม่ได้บินไปทางทะเลจีนใต้ และเครื่องบินตกลงในมหาสมุทรอินเดียตามที่ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศสันนิษฐานไว้ก่อนหน้า 
.
อย่างไรก็ตาม สมมติฐานว่ากัปตันซาฮารีเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนเส้นทางบิน MH370 เพื่อก่อเหตุฆ่าตัวตาย "ยังไม่อาจพิสูจน์ได้" เพราะการค้นหากล่องดำบันทึกข้อมูลการบินของเครื่องบินไม่ประสบความสำเร็จ แต่รัฐบาลมาเลเซียเผยแพร่รายงานสรุปผลสอบสวนการสูญหายของเที่ยวบินดังกล่าวเมื่อปี พ.ศ. 2561 โดยยอมรับว่า เที่ยวบิน MH370 บินออกนอกเส้นทางปกติจริง และไม่ได้เกิดจากการทำงานของระบบอัตโนมัติ แต่เป็นการควบคุมเส้นทางโดยผู้ที่อยู่บนเครื่องบิน โดยรายงานไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเป็นฝีมือของใคร

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1224788967890379&id=153951094974177
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่