ฟังคำชี้แจงของคุณสมคิดจาก https://www.youtube.com/watch?v=Oerbm_U1UM0 แล้วอยากระบาย อึดอัด

อันนี้แค่บ่นกับตัวเองเท่านั้น อ่านแล้วอย่าด่า อะไรผิดหรือมีข้อมูลอะไรใหม่แชร์กัน

          รัฐบาลแถลงผลงานตัวเองได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว รัฐบาลควรเน้นไปว่าที่เขาค้าน เพราะ ผลลัพธ์ของการกระทำออกมาไม่ดี ก็ต้องชี้แจงว่าได้มีนโยบายอะไร ปัญหาเกิดจากอะไร และต่อไปแก้ไขอย่างไร ทำหรือยัง สิ่งที่ทำแล้วไม่ต้องอธิบายก็ได้ ไปชี้แจงในเวบสำนักนายก ทำเล่มมาชี้แจง ประชาชนต้องการผู้นำ เข้าใจว่าบางครั้งต้องการความร่วมมือของประชาชน ก็ต้องเป็นสื่อนำเสนอ โฆษณา หาแรงสนับสนุน ไม่ใช่ว่าทำหรือไม่ทำ หน้าที่รัฐบาลโดนบังคับให้ต้องทำอยู่แล้ว ผมคนกรุงเทพฯ ยังไม่รู้เลยว่าเมืองรองมีดีอะไร ทำไมต้องไปเที่ยว ไปยังไง (ถ้าไม่ขับรถส่วนตัว) สื่อรัฐทั้งหลายก็ไม่ทำ เอาง่ายเข้าว่าโดยการแจกเงิน ย้อนแย้งไหมก็บอกว่านโยบายคือต้องการให้คนไปเที่ยวเมืองรอง เพราะ คนกรุงเทพฯมีเงิน ถ้ารู้ว่าคนกรุงเทพฯมีเงิน ออกนโยบายแจกเงินทำไม บอกต้องกระตุ้น เลยเอาเศษเงินกระตุ้นคนมีเงิน (1000 นึง) ใช้หัวสมองที่บอกว่าฉลาดคิดก่อนพูดก็ดีนะครับ ผมบอกได้ว่าล้มเหลวในการสื่อสารกับประชาชน เพราะยังดูถูกประชาชนอยู่ว่า พวกนี้ไม่เข้าใจหรอก ทำไม่ได้หรอก วันนี้ผมเพิ่งถึงบางอ้อว่า "อ๋อต้องการสื่อสารกับผมว่า ให้พันนึงนะ ไปเที่ยวเมืองรองกันหน่อย เงินนี่ต้องไปใช้จังหวัดอื่นนะ" ตอนแรกนึกว่าเป็นเงินสวัสดิการเลยไม่รับ เพราะ เห็นว่าเป็นเงินภาษี ไม่ควรรับถ้าเราไม่จำเป็นต้องใช้มันจริง ๆ

          ปัญหาจริง ๆ คือ การเข้าถึงการบริการทางภาครัฐมีความเหลื่อมล้ำที่สูง วิสาหกิจชุมชนไม่มีการนำเสนอที่ดีทั้งที่เป็นนโยบาย เหมือนปิดบังไม่อยากให้คนรู้ คนที่มีเงินอยากลงทุนทั้งนั้นในภาคเกษตรในประเทศไทย เพราะ ต้นทุนต่ำ ไม่ต้องผ่านคนกลาง คนที่เรียนมาและเคยทำมาก่อนจะเข้าใจว่าพอเอาเข้าจริง ๆ ทำแทบจะไม่ได้เลย เพราะ การเข้าถึงสิ่งเหล่านี้มีกำแพงที่รัฐบาลทำเป็นมองไม่เห็นคอยขัดขวางตลอด นักลงทุนที่ไหนเขาก็อยากทำธุรกิจจากแหล่งต้นทุนสินค้าทั้งนั้น ทำไมต้องเป็นกิจการใหญ่ ๆ เท่านั้นหรือกิจการของใครบางคนเท่านั้นที่ค้าขายได้กับแหล่งผลิต ไม่เข้าใจหรือติดอะไร หรือเพราะมันง่าย เหมือนคนไม่เคยทำงาน ที่พูดออกมาทั้งหมดที่ผมยอมรับจริง ๆ คือ ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงท่านทูต ไม่ใช่รัฐมนตรีนะ และทีมงาน BOI ที่เข้าใจในภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีจริง ๆ พวกนี้เก่งจริง ๆ ทำ Story และสื่อสารให้กับต่างชาติเข้าใจได้ จนยอมเชื่อ ผลลัพธ์ในการทำหน้าที่ของพวกเขาเหล่านั้นสำเร็จจริง ๆ เห็นผลและไม่มีข้อเสีย แต่คนที่ทำให้สิ่งที่เขาทำต้องโดนโจมตี ดูถูก คือใคร เพราะ คนที่พูดว่ามันยากนะครับในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย รู้มาตั้งแต่เกิดแล้วครับว่ายากพร้อมช่วยเหลือรัฐทุกอย่าง แต่รัฐบาลไม่ทำไง ทำไม่ได้ก็ไม่ขอความร่วมมือ แล้วก็เอาง่ายเข้าว่า เพราะ เจรจากับธุรกิจใหญ่ง่ายกว่า คุยกับคนน้อยกว่า เห็นผลเร็วกว่า มันย้อนแย้งในการกระทำของตัวเองเลย พูดว่าทำยาก แต่การกระทำคือเอาง่ายเข้าว่า แต่ผลงานของทูตและข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และ ทีม BOI เรื่องนี้ต้องยกเครดิตให้รัฐบาลที่กล้าใช้คนเก่งทำงาน

          ร้ฐบาลไม่ต้องดูถูกประชาชนมาก บางครั้งขอความร่วมมือก็ได้ กล้า ๆ ใช้คนเก่งทำงาน อย่าทำย้อนแย้งคำพูดตัวเอง พูดถึง Big Data แล้วก็มาพูดเรื่อง Promt Pay เราจะรู้ได้เลยว่าต่อไปเราจะมีคนแก่กี่คน ยิงเงินตรงเข้าไปช่วยเหลือเขาได้เลยจากเงิน ข้อมูล ชิม ช๊อป ใช้ กับ พร้อมเพย์ ที่ออกมาเก็บข้อมูล "กูไม่ใช่ควาย" มันย้อนแย้ง เรื่องนี้ความผิดเกิดจากรัฐบาล เพราะ เรื่องนี้เก็บข้อมูลได้จากการเสียภาษีอากร ภาคเกษตรจะยกเว้นตลอดไปไม่ได้แต่ให้เก็บน้อย ๆ เก็บเพื่อทำฐานข้อมูลเท่านั้นจะเศษสตางค์ทศนิยมกี่ตำแหน่งก็ได้แต่ต้องทำ จะทำเป็นหัก ณ ที่จ่ายก็ได้ และรัฐบาลมีหน้าที่ทำให้คนอยากเสียภาษี ผู้เสียภาษีต้องเข้าถึงการบริการจากภาครัฐได้อย่างเท่าเทียมกัน ต้องเป็นนโยบายแห่งรัฐ รัฐบาลนี้ทำได้หรือยัง? วันไหนผมถึงพูดได้เต็มปากกับข้าราชการได้ว่า ผมเสียภาษีนะครับ ผมควรได้รับการบริการจากคุณได้อย่างเต็มที่ และเป็นเหมือนคำด่าที่ข้าราชการคนนั้นจะต้องเจ็บปวด และอายมาก (ผมบอกได้เลยว่า คนมีความรู้ รู้ทุกคน แต่ตั้งใจที่จะไม่ทำ เพราะ สินค้าเกษตร เป็นอิทธิพล ที่ดินเป็นอิทธิพล ถ้าทำ ถ้าจริงใจนะ เดี๋ยวรู้เลยว่า ใครที่รวย คนขายข้าวคือชาวนาหรือใคร?) ถ้าอยากรู้แค่นี้ แก่ไม่แก่ เด็กไม่เด็ก เอาเงินไปพัฒนาระบบการทะเบียนราษฎร์ดีกว่าไหม วันที่บัตรประชาชนใบเดียวเชื่อมทุกอย่าง ไม่ต้องพกบัตรเยอะๆ แจกเงินยังแจกไม่ถูกเลย จะแจกเงินแจกให้ผู้ด้อยโอกาส รายได้น้อย ("อยากรู้รายได้ใช้ภาษีอากร อยากรู้อายุใช้ข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ถ้าอ้างแค่อยากช่วยคนแก่เลยเก็บฐานข้อมูลจาก ชิม ช้อป ใช้ และพร้อมเพย์ จะได้ยิงเงินได้โดยตรง ไม่มีคอร์รัปชั่น ในอนาคต" เน้นจุดนี้เลยนะ นี่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจตัวจริงนะ อย่าพูดถึงนายก คนนี้เลิกคิดไปเลยจะดีกว่า ไปอ่านหนังสือหรือกวาดบ้าน คือ คำแนะนำ หงุดหงิดเปล่า ๆ คนนี้เขามองว่าคนไทยต่อไปในอนาคตก็พึ่งพาตนเองไม่ได้ ต้องแจกเงินช่วยเหลือและไม่สนใจว่าจะมีรายได้น้อยหรือไม่น้อย เพราะ เขาไม่ได้เก็บข้อมูลจากการเสียภาษี เพราะ เชื่อว่ายังไงก็จน และข้าราชการก็จะคอร์รัปชั่นต่อไป ถ้าถือเงินในมือ เฮ้อ พูดว่าอยากรู้ big data แทนที่จะใช้บัตรประชาชน ดันออกบัตรแมงมุม เชื่อ ใช้ร่วม BTS MRT และจะใช้กับบริการทางภาครัฐต่อ ๆ ไป) ชิปที่อยู่ในบัตรประชาชน นอกจากรูปและข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ที่เหลือทำอะไร อยากรู้จริง ๆ

           EEC ชิ้นใหญ่จริง ช่วยภาคแรงงานได้จริง ทดแทนบริษัทตะวันตกที่ออกไป แต่พูดว่าเหนื่อยที่จะให้จีนเข้ามาลงทุน อันนี้ผมว่าไม่จริง ผมว่าจีนต้องการลงทุนในทุกประเทศอยู่แล้ว แต่ให้ระวังเรื่องการใช้ทรัพยากรของพี่จีน เขาลงทุนเขาไม่ยอมขาดทุนแน่นอน เรื่องธุรกิจสำหรับพี่จีน ไม่มีคำว่าพี่น้อง แค่เปิดช่องให้เขาก็มาแล้ว นี่สมัยก่อนประเทศไทยยังไม่เปิดช่องให้เขา เขายังมาเลย จริงหรือไม่จริง ดูปรากฏการณ์เอาเอง ดูด้วยตา หาข้อมูล ดูผลลัพธ์ แล้วจะรู้ว่าพี่จีนไม่มีทางยอมขาดทุน
          แต่ขอเถียงคุณสมคิดหน่อย ผมมองในมุมกลับกันของคุณสมคิดนะ ผมว่าเขาจะมาอยู่แล้วแต่ทำเล่นตัว อนุญาตให้เราเข้าไปทำธุรกิจนู้นนี้ ให้เราเอาโครงการทางรถไฟไปแลกหรือไม่ ผมเคยคุยกับจีนมา จริงอยู่คนจีนมีนิสัยของความไม่เชื่อใจ แต่ก็เป็นพ่อค้า เขาจะไม่ลงทุนกับคนที่เขาไม่เชื่อใจ แต่การจะยอมให้เขาเชื่อใจก็ต้องแลกด้วยอะไรบางอย่าง ถ้าจะดูผลงานของรัฐบาลนี้ให้หมดคือ ต้องดูว่าไทยเสียเปรียบดุลการค้าจีนเท่าไร ต้องเสียงบประมาณของประเทศเท่าไร เพื่อช่วยเหลือภาคแรงงาน ธุรกิจอะไรบ้างที่เราไปเติบโตที่จีน ขายจีน แล้วเขาเลยมาลงทุนที่ประเทศไทย คนจีนคือพ่อค้า ไม่ว่าเรื่องอะไรก็คือพ่อค้า ไม่มีความปราณี ซื้อประเทศได้ก็จะซื้อ (อยากได้เงินก็จะซื้อ เช่น กรีซ) เขาจะช่วยคนเดียวคือพี่น้องของเขา แต่ไม่ใช่เรื่องค้าขายนะ เพราะ ธุรกิจไม่มีคำว่าพี่น้อง ผมว่าจีนจะมาอยู่แล้ว แค่เขาไม่รู้ข้อมูล และไม่เชื่อใจ ตอนคุณสมคิดไปพูดเรื่อง BOI ที่ประเทศจีน คนจีนเขาไม่สนใจว่าพูดเรื่องอะไรนะครับ ภาคเอกชนของเขาแค่บอกผมว่ารัฐมนตรีไทยมาเอง เชื่อถือได้ อันนี้ต้องให้เครดิต อีกอย่าง เจ้อเจียง ภาคแรงงานเขาค่าแรงสูงกว่าประเทศไทยสามเท่า และน้ำในแม่น้ำแยงซีเกียงน่าจะเหี้ยนแล้ว เลยรู้ว่าต้องรักษาทรัพยากร ห้ามนำเข้าขยะรีไซเคิล เลยย้ายฐานการผลิตมาที่ไทยแทน

           รมว กระทรวงไหนไม่รู้บอกหน้ากากอนามัยไม่ขาดตลาด ไปเช็คโรงงาน ไปแหล่งผลิต บอกว่ามีของเยอะ พอตอนขายให้ประชาชน ทำเนียบขาย 1 บาท องค์การเภสัชก็ 1 บาท กระทรวงนั้นรู้แหล่งผลิต มีของเยอะ ขาย 2.50 บาท ไม่อยากคิดอ่ะ ไม่มีทางเป็นจริง ว่าใครตุนแล้วเอาของมาปล่อย ตอนเรื่องแดง ผมแค่บ่น ๆ
           
           พูดถึง สาธารณสุข ตอนที่แบน 3 สารพิษ ก็ชวนเชื่อบอกว่าไอ้นั่น ไอ้นี่ ไม่ดี ทั่วโลกเขาไม่ใช้กันแล้ว ผลงานที่ได้ คือ ใช้กันต่อไป ถ้าจริงใจ เลิกไม่ได้ก็ต้องมีนโยบายว่า ถ้าจะใช้ต้องใช้ยังไง นาไหนบ้างที่ไม่ใช้ ผมว่าคนจะซื้อ แพงกว่าก็จะซื้อ ถ้าได้จากแหล่งผลิต ผลลัพธ์เป็นไง อ้างนู่นนี่ ให้ อ.ย. ติดป้ายบนข้าวถุงว่าข้าวนี้ไม่ใช้ 3 สารพิษก็ได้นี่ ตอนนี้ยังกินข้าวมาบุญครอง ถ้าดีหน่อยก็ข้าวไฮโซ ซึ่งแพงยิ้ม แต่แค่ฉลากว่ามีการใช้สารพิษไหมก็ไม่เปลี่ยน ถ้าจริงใจจริง ๆ ไม่ต้องใช้กฎหมาย แค่นโยบายและกฎหมายสาธารณสุข แล้วให้ประชาชนเลือกเอง 3 สารพิษก็กระเด็นแล้ว อยู่ที่ทำหรือไม่ทำแค่นั้น บอกพยายามแล้ว ไหนคือความพยายาม ได้ใช้ทุกอย่างที่มีอยู่ทำไปจนตลอดหรือยัง หรือทำไม่ได้เพราะอะไร? มันไม่มีคนอภิปรายเลยอยากระบาย เห็นพี่แอ๊ด เชียร์ ก็อยากให้เห็นว่ามีคนมองอีกด้าน ส่วนเรื่องกัญชา ถ้าเสรี จากคนไทยที่ชอบยิ้มอยู่แล้ว ทีนี้ได้ไปกันใหญ่ ไม่สนับสนุนเสรี แต่ต้องควบคุม เต็มที่คือสร้างงานให้ภาคเอกชน รัฐบาลอย่าจุ้นมาซื้อขายเองเหมือนยาสูบ แค่ควบคุมการใช้ในประเทศ ต้องปลูกแล้วขายให้เอกชน ถ้าส่งออกแค่ควบคุมปลายทางอนุญาตตรงกัน ที่ทำไม่ได้ เพราะ มีคนอยากทำเองหรือเปล่า ไม่รู้ ถ้าจริงใจอาจผลักดันภาคเอกชนอย่างแบรนด์บุหรี่นอกบางยี่ห้อ

           คนมีเงินเขาอยากเข้าถึงแหล่งผลิตอยู่แล้วไม่ต้องห่วงหรอก เชื่อหมดใจเลยว่าทำเพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่มจริง ๆ แล้วก็จะแบ่งเศษข้าวมาให้ประชาชนนิดหน่อย ไม่ต้องถามเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง เสียเวลา แก้ไม่ได้ รัฐมนตรีพูดมาแล้วในตัว อาจจะไม่ทันคิด เอาเรื่องยุติธรรม คุณธรรม จริยธรรม พอแล้วแค่นี้ เรื่องปากท้องอย่าโทษรัฐบาลมาก เกิดมาแค่หาข้าวกินเองยังไม่เป็น แต่อยากหาความมั่งคั่ง ถามตัวเองก่อนว่าขยันแค่ไหน ทำแล้วติดขัดอะไร ถ้าประชาชนยังคิดว่าเรื่องปากท้องยังต้องฝากไว้ที่คนอื่นอยู่นะ ก็ควรแล้วที่ได้รัฐบาลที่คิดแบบนี้ เปลี่ยนทำไม เขาทำถูกแล้วแจกเงิน เห็นผู้แทนพรรคไหนไม่รู้พูดแต่เรื่องปากท้อง ท้องที่เขามันแล้นแค้นขนาดนั้นเลยเหรอ อยากเห็นมาก ถ้าเป็นเรื่องการบริหารทรัพยากร ทำลายอิทธิพลและการผูกขาด อันนี้ต้องโทษรัฐบาล เพราะ เป็นหน้าที่รัฐบาลโดยตรง รัฐบาลที่มีนโยบายเรื่องนี้มีรัฐบาลเดียว แต่ก็ไปไม่สุด สุดท้ายเป็นพวกเดียวกันกับอิทธิพล

           กระทรวงดีอี เลิกพูดได้เลย คนที่ไม่เข้าใจในสิ่งไหน เขาก็จะไม่ใช้สิ่งนั้น ถ้าเป็นคนแก่ ๆ หัวโบราณหน่อย การเรียนรู้มันหมดไปแล้ว เมื่อเขาไม่รู้และไม่ใช้สิ่งนั้นก็เป็นเรื่องปรกติ แต่ที่ผิดคือไม่ใช้แล้วตั้งมาทำไม นึกถึงพวกชอบตุนของ ถามไปว่าไม่ใช้แล้วซื้อมาทำไม เก็บไว้ทำไมสิ้นเปลืองเปล่า ๆ แล้วได้คำตอบว่า เห็นว่ามันถูก มีประโยชน์ เผื่อได้ใช้ เลยซื้อมาเก็บไว้ก่อน ใช้ได้กี่อันก็ไม่รู้ เลยเลิกใช้เลย จากคนเคยใช้ ปัญหา e government มันไม่ได้มาจากกระทรวงหรือเทคโนโลยี มันอยู่ที่คนที่อยู่ในกระทรวง กรม นั้นๆ และกลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะ ความไม่รู้ การบริหารราชการของประเทศไทย ใช้ระบบ นิติรัฐ คือ ข้าราชการจะกระทำการใดเมื่อกฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น ผมรู้ว่ามี พ.ร.บ. ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ แก้ไข 2562 (เป็นกฎหมายเอกชน ไม่ใช่กฎหมายมหาชน ว่าให้ใช้ได้กับทุกสิ่ง ยกเว้น ครอบครัว มรดก แต่อย่าลืมว่ามันมีเรื่องลำดับชั้นของกฎหมายอยู่ด้วยนะ และกฎหมายทั่วไปกับกฎหมายเฉพาะ หลักการการพัฒนาต้องลดขั้นตอน ลดภาระ ประสิทธิภาพเท่าเดิม หรือเพิ่มขึ้น ยุทธศาสตร์ชาติร่างเองบอกให้ลดกฎหมาย สิ่งที่ทำย้อนแย้ง มีแต่เพิ่ม กฎหมายที่มีอยู่มันน่าจะพอเพียงแล้ว ให้ ส.ส. อยู่ในพื้นที่เยอะ ๆ ดีกว่า ที่เหลือออกเป็นอย่างอื่นก็ได้ พ.ร.บ. มันต้องกระทบกับสิทธิ หน้าที่ ประชาชน ตามรัฐธรรมนูญจริง ๆ ถึงออก และควรเขียนใต้มาตรานั้น ๆ ด้วยว่าออกมาใช้เพื่อประโยชน์อะไร มีเจตนารมณ์ในการจะใช้กฎหมายนั้น ๆ อย่างไร ทำไมต้องใช้ ไม่ควรให้ศาลตีความเองแล้วจะเป็นปัญหา
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่