สส.ปชน. จี้รัฐเปิดข้อมูลผู้ค้าน้ำมันย้อนหลัง พิสูจน์ความจริงใครปล่อยไอ้โม่งหากินบนความเดือดร้อน
.
.
“ศุภโชติ” สส.ปชน. ตั้งคำถาม ไหนว่า “ไม่มีไอ้โม่ง” แต่วันนี้จับได้ตั้งแต่เช้ายันเย็น หรือที่ผ่านมารัฐบาลละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จี้เปิดข้อมูลผู้ค้าน้ำมันย้อนหลัง พิสูจน์ความจริง
.
วันที่ 4 เมษายน 2569 นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งคำถามถึงรัฐบาล “ไหนว่าไม่มีไอ้โม่ง” โดยศุภโชติกล่าวว่า หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามอธิบายว่าวิกฤตน้ำมันเกิดจากประชาชนแห่เติมน้ำมัน จนความต้องการพุ่งขึ้นผิดปกติ แต่วันนี้กลับมีข่าวพบการกักตุนตั้งแต่เช้ายันเย็น พบการลักลอบขนน้ำมัน และพบความผิดปกติในระบบกระจายน้ำมันอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงมีการออกมายอมรับด้วยว่า พบพฤติกรรมกักตุนที่อาจเข้าข่าย 20 ล้านลิตรต่อวัน
.
นายศุภโชติ กล่าวว่า คำถามก็คือ ถ้ามีจริง ที่ผ่านมารัฐบาลกำลังช่วยปกปิดผู้ที่กระทำความผิดหรือไม่ ใครกันแน่ที่สามารถขนน้ำมันปริมาณมหาศาลได้ ใครกันแน่ที่มีคลัง มีรถ มีเรือ มีเส้นทาง มีเครือข่าย และมีอำนาจพอจะทำให้น้ำมันหายไปจากระบบได้เป็นสิบล้านลิตร เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ประชาชนทั่วไปทำได้แน่นอน
.
นายศุภโชติยกตัวอย่างจากกรณีที่สุราษฎร์ธานีมีการตรวจพบความผิดปกติถึง 57 ล้านลิตร ถ้าเป็นจริง นี่อาจไม่ใช่แค่ “เคสเดียว” แต่อาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของความผิดปกติในระบบน้ำมันทั้งประเทศ ยิ่งเมื่อกองทัพเรือระบุว่ามีการตรวจพบการลักลอบขนน้ำมันทางทะเลมาโดยตลอดแต่แค่ไม่เป็นข่าว ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามหนักขึ้นว่า การปกปิดดังกล่าว ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐกำลังมีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่
.
เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ปัญหาการกักตุน แต่คือการกำกับดูแลของรัฐที่น่าตั้งคำถาม และอาจเข้าข่าย “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” หากมีข้อมูล มีสัญญาณ มีความผิดปกติอยู่แล้ว แต่กลับไม่เร่งตรวจสอบ ไม่เร่งเปิดเผย และปล่อยให้ประชาชนเดือดร้อนหาน้ำมันเติมแทบไม่ได้อยู่เกือบเดือน
.
นายศุภโชติ ย้ำว่าหากรัฐบาลต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ต้องเปิดข้อมูลทั้งระบบย้อนหลังตั้งแต่วันแรกที่เกิดวิกฤตทันที ดังนี้
.
- เปิดข้อมูลผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ตามมาตรา 7 ทั้ง 55 ราย
- เปิดข้อมูลผู้ค้าน้ำมันรายย่อยตามมาตรา 10 ทั้ง 245 ราย
- เปิดข้อมูลสถานีบริการน้ำมันตามมาตรา 11 ทั้ง 25,310 ราย
- เปิดข้อมูลผู้ขนส่งน้ำมันตามมาตรา 12 ทั้ง 2,681 ราย
.
นายศุภโชติทิ้งท้ายว่า รัฐบาลต้องเปิดเผยข้อมูลให้เห็นชัด ๆ ว่าใครมีน้ำมันอยู่เท่าไหร่ ปล่อยน้ำมันออกไปเท่าไหร่ ส่งไปที่ไหน ถึงปลายทางครบหรือไม่ และมีจุดไหนที่น้ำมัน “หาย” ไปจากระบบกันแน่ เพราะวันนี้สิ่งที่สังคมสงสัย ไม่ใช่แค่ว่ามี “ไอ้โม่ง” หรือไม่ แต่คือใครกันแน่ที่ปกปิดและปล่อยให้ไอ้โม่งหากินบนความเดือดร้อนของประชาชนได้มากและนานขนาดนี้
.
.
ตลาดบ้านมือสองทะลัก 2.2 แสนหน่วย 1.2 ล้านล้าน บ้านเดี่ยว หนักสุด
https://www.matichon.co.th/economy/news_5663573
.
REIC เผย ไตรมาส4 ปี68 ตลาดบ้านมือสองเพิ่มขึ้นแรง ประกาศขาย 2.2 แสนหน่วย มูลค่า 1.2 ล้านล้าน โอนกรรมสิทธิ์แล้ว 5.5 หมื่นหน่วย บ้านเดี่ยว หนักสุด
.
เมื่อวันที่ 3 เมษายน ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIC เปิดเผยชุดข้อมูลที่นักลงทุน และผู้ประกอบการ ควรจับตา คือ การประกาศขาย และการโอนกรรมสิทธิ์บ้านมือสอง ในไตรมาสที่ 4/2568 มีการประกาศขายมากกว่า 226,000 หน่วย มูลค่ากว่า 1.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นแรงเมื่อเทียบกับปีก่อน มีการโอนกรรมสิทธิ์ 55,592 หน่วย พบว่าลดลง -6.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน มูลค่า 113,651 ล้านบาท ลดลง -8.2% จากปีก่อน
.
มีการประกาศขายสูงสุดจากบุคคลธรรมดาและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด 100,179 หน่วย หรือคิดเป็น 44.3% มูลค่า 967,953 ล้านบาท บ้านเดี่ยวประกาศขายสูงสุด 90,502 หน่วย มูลค่า 532,566 ล้านบาท กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่มีการประกาศขายมากที่สุด จำนวน 71,275 หน่วย มูลค่า 72,9012 ล้านบาท โดยมีมูลค่าการประกาศขายเพิ่มขึ้น +98.4% ทรัพย์สินที่ประกาศขายมากสุดคือ ห้องชุด
.
ข้อมูลกำลังสะท้อนบางอย่างเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้ขายและดีมานด์ที่อยู่อาศัย ซึ่งใครที่กำลังมองหาโอกาส ตลาดบ้านมือสองอยู่ คือทางเลือกที่น่าสนใจ แต่สำหรับผู้ประกอบการจำเป็นต้องเจาะข้อมูลเชิงลึกรายทำเล.
.
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1382295437259599&set=a.652841460205004&locale=th_TH
.
.
สมาคมการประมง ร้องทุกข์ วอนรัฐช่วยเหลือ หลังน้ำมันแพง-สัตว์น้ำราคาตก
https://news.ch7.com/detail/865511
.
สมาคมการประมง ร้องทุกข์กับ ศรชล.ภาค 1 วอนรัฐช่วยเหลือ หลังน้ำมันแพง-สัตว์น้ำราคาตก
.
3 เม.ย.2569 ที่ห้องประชุมสำนักงานสหกรณ์ประมงแม่กลอง จำกัด ตำบลแหลมใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม พล.ร.ท.เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ภาค 1 (ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1) พร้อมคณะและเจ้าหน้าที่ ศรชล.จังหวัด
สมุทรสงคราม ได้ร่วมรับฟังปัญหาราคาน้ำมันแพงและสินค้าสัตว์น้ำราคาตกต่ำ โดยมีนายมงคล สุขเจริญคณา ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมประมงสมุทรสงคราม นายชินชัย สถิรยากร นายกสมาคมประมงเรือลากคู่สมุทรสงคราม นายสมพร สมุทรโสภากุล ประธานกรรมการสหกรณ์ประมงแม่กลอง จำกัด นายวิรัตน์ สนิทมัจโร ประมงจังหวัดสมุทรสงคราม และชาวประมงร่วมหารือ โดยนายมงคล กล่าวว่าประเด็นข้อเสนอที่ชาวประมงอยากให้ภาครัฐช่วยเหลือขณะนี้ มี 8 เรื่องสำคัญ
ประเด็นแรก คือ ควร“แยกการช่วยเหลือภาคประมงออกจากภาคอื่นให้ชัดเจน” โดยให้รัฐเข้ามาช่วยเหลือด้านราคาน้ำมันที่ไม่กระทบต้นทุนสำหรับกลุ่มที่ยังต้องการประกอบอาชีพต่อ ผ่านการชดเชยราคาน้ำมันเขียว สำหรับภาคประมงโดยเฉพาะและควบคุมราคาให้อยู่ในระดับไม่เกิน 30-35 บาทต่อลิตร เพราะจะทำให้สามารถดำเนินกิจการต่อได้
.
2. สนับสนุนพลังงานทางเลือก เช่น น้ำมันจากขยะ (Pyrolysis) ซึ่งปัจจุบันมีต้นทุนประมาณ 30 บาทต่อลิตร หากมีการส่งเสริมการผลิตในระดับอุตสาหกรรมก็จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของภาคประมง
.
3. ขอให้ลดค่าการกลั่นจากโรงกลั่นน้ำมันเขียว
.
ส่วนประเด็นที่ 4 และ 6 ฝากถึงกรมประมง ขอให้ทำโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ โดยให้รัฐบาลรับซื้อเรือประมงจากผู้ที่ไม่ต้องการประกอบอาชีพประมงต่อและต้องการอาชีพใหม่ เพื่อลดจำนวนเรือ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการใช้น้ำมันและช่วยฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล ขอให้ภาครัฐกำหนดมาตรฐานนำเข้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศให้เทียบเท่ากับมาตรฐาน IUU ที่ใช้กับสินค้าไทย เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน และเสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พักชำระหนี้ให้ชาวประมง เพราะตอนนี้มีความเสี่ยงเกิดหนี้เสียสูง
.
ส่วนประเด็นที่ 7 และ 8 ฝากถึงกระทรวงแรงงาน ขอให้พิจารณามาตรการดูแลแรงงานภาคประมงในกรณีที่เรือจอด เนื่องจากผู้ประกอบการยังต้องจ่ายค่าจ้างทุกเดือน แม้ในช่วงที่ไม่ได้ออกทะเล เพื่อไม่ให้เป็นภาระและป้องกันปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอนาคต และประเด็นสุดท้าย คือ เรื่องขอให้สรรพากรยกเว้นภาษีเงินได้แบบเหมาจ่ายปี 69-70 ให้กับผู้ประกอบการประมง เนื่องจากช่วงนี้ต้องเผชิญความไม่แน่นอนทั้งรายได้และต้นทุน แต่ยังต้องเสียภาษีในอัตราปกติ ซึ่งเป็นภาระที่หนักมาก
JJNY : ปชน.จี้พิสูจน์ความจริงใครปล่อยไอ้โม่งหากิน│ตลาดบ้านมือสองทะลัก│ประมงร้องทุกข์│เลื่อนลงมติฮอร์มุซเป็นสัปดาห์หน้า
.
วันที่ 4 เมษายน 2569 นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งคำถามถึงรัฐบาล “ไหนว่าไม่มีไอ้โม่ง” โดยศุภโชติกล่าวว่า หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามอธิบายว่าวิกฤตน้ำมันเกิดจากประชาชนแห่เติมน้ำมัน จนความต้องการพุ่งขึ้นผิดปกติ แต่วันนี้กลับมีข่าวพบการกักตุนตั้งแต่เช้ายันเย็น พบการลักลอบขนน้ำมัน และพบความผิดปกติในระบบกระจายน้ำมันอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงมีการออกมายอมรับด้วยว่า พบพฤติกรรมกักตุนที่อาจเข้าข่าย 20 ล้านลิตรต่อวัน
.
นายศุภโชติ กล่าวว่า คำถามก็คือ ถ้ามีจริง ที่ผ่านมารัฐบาลกำลังช่วยปกปิดผู้ที่กระทำความผิดหรือไม่ ใครกันแน่ที่สามารถขนน้ำมันปริมาณมหาศาลได้ ใครกันแน่ที่มีคลัง มีรถ มีเรือ มีเส้นทาง มีเครือข่าย และมีอำนาจพอจะทำให้น้ำมันหายไปจากระบบได้เป็นสิบล้านลิตร เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ประชาชนทั่วไปทำได้แน่นอน
.
นายศุภโชติยกตัวอย่างจากกรณีที่สุราษฎร์ธานีมีการตรวจพบความผิดปกติถึง 57 ล้านลิตร ถ้าเป็นจริง นี่อาจไม่ใช่แค่ “เคสเดียว” แต่อาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของความผิดปกติในระบบน้ำมันทั้งประเทศ ยิ่งเมื่อกองทัพเรือระบุว่ามีการตรวจพบการลักลอบขนน้ำมันทางทะเลมาโดยตลอดแต่แค่ไม่เป็นข่าว ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามหนักขึ้นว่า การปกปิดดังกล่าว ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐกำลังมีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่
.
เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ปัญหาการกักตุน แต่คือการกำกับดูแลของรัฐที่น่าตั้งคำถาม และอาจเข้าข่าย “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” หากมีข้อมูล มีสัญญาณ มีความผิดปกติอยู่แล้ว แต่กลับไม่เร่งตรวจสอบ ไม่เร่งเปิดเผย และปล่อยให้ประชาชนเดือดร้อนหาน้ำมันเติมแทบไม่ได้อยู่เกือบเดือน
.
นายศุภโชติ ย้ำว่าหากรัฐบาลต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ต้องเปิดข้อมูลทั้งระบบย้อนหลังตั้งแต่วันแรกที่เกิดวิกฤตทันที ดังนี้
.
- เปิดข้อมูลผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ตามมาตรา 7 ทั้ง 55 ราย
- เปิดข้อมูลผู้ค้าน้ำมันรายย่อยตามมาตรา 10 ทั้ง 245 ราย
- เปิดข้อมูลสถานีบริการน้ำมันตามมาตรา 11 ทั้ง 25,310 ราย
- เปิดข้อมูลผู้ขนส่งน้ำมันตามมาตรา 12 ทั้ง 2,681 ราย
.
นายศุภโชติทิ้งท้ายว่า รัฐบาลต้องเปิดเผยข้อมูลให้เห็นชัด ๆ ว่าใครมีน้ำมันอยู่เท่าไหร่ ปล่อยน้ำมันออกไปเท่าไหร่ ส่งไปที่ไหน ถึงปลายทางครบหรือไม่ และมีจุดไหนที่น้ำมัน “หาย” ไปจากระบบกันแน่ เพราะวันนี้สิ่งที่สังคมสงสัย ไม่ใช่แค่ว่ามี “ไอ้โม่ง” หรือไม่ แต่คือใครกันแน่ที่ปกปิดและปล่อยให้ไอ้โม่งหากินบนความเดือดร้อนของประชาชนได้มากและนานขนาดนี้
.
.
REIC เผย ไตรมาส4 ปี68 ตลาดบ้านมือสองเพิ่มขึ้นแรง ประกาศขาย 2.2 แสนหน่วย มูลค่า 1.2 ล้านล้าน โอนกรรมสิทธิ์แล้ว 5.5 หมื่นหน่วย บ้านเดี่ยว หนักสุด
.
เมื่อวันที่ 3 เมษายน ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIC เปิดเผยชุดข้อมูลที่นักลงทุน และผู้ประกอบการ ควรจับตา คือ การประกาศขาย และการโอนกรรมสิทธิ์บ้านมือสอง ในไตรมาสที่ 4/2568 มีการประกาศขายมากกว่า 226,000 หน่วย มูลค่ากว่า 1.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นแรงเมื่อเทียบกับปีก่อน มีการโอนกรรมสิทธิ์ 55,592 หน่วย พบว่าลดลง -6.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน มูลค่า 113,651 ล้านบาท ลดลง -8.2% จากปีก่อน
.
มีการประกาศขายสูงสุดจากบุคคลธรรมดาและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด 100,179 หน่วย หรือคิดเป็น 44.3% มูลค่า 967,953 ล้านบาท บ้านเดี่ยวประกาศขายสูงสุด 90,502 หน่วย มูลค่า 532,566 ล้านบาท กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่มีการประกาศขายมากที่สุด จำนวน 71,275 หน่วย มูลค่า 72,9012 ล้านบาท โดยมีมูลค่าการประกาศขายเพิ่มขึ้น +98.4% ทรัพย์สินที่ประกาศขายมากสุดคือ ห้องชุด
.
ข้อมูลกำลังสะท้อนบางอย่างเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้ขายและดีมานด์ที่อยู่อาศัย ซึ่งใครที่กำลังมองหาโอกาส ตลาดบ้านมือสองอยู่ คือทางเลือกที่น่าสนใจ แต่สำหรับผู้ประกอบการจำเป็นต้องเจาะข้อมูลเชิงลึกรายทำเล.
.
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1382295437259599&set=a.652841460205004&locale=th_TH
.
.
.
3 เม.ย.2569 ที่ห้องประชุมสำนักงานสหกรณ์ประมงแม่กลอง จำกัด ตำบลแหลมใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม พล.ร.ท.เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ภาค 1 (ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1) พร้อมคณะและเจ้าหน้าที่ ศรชล.จังหวัด
ประเด็นแรก คือ ควร“แยกการช่วยเหลือภาคประมงออกจากภาคอื่นให้ชัดเจน” โดยให้รัฐเข้ามาช่วยเหลือด้านราคาน้ำมันที่ไม่กระทบต้นทุนสำหรับกลุ่มที่ยังต้องการประกอบอาชีพต่อ ผ่านการชดเชยราคาน้ำมันเขียว สำหรับภาคประมงโดยเฉพาะและควบคุมราคาให้อยู่ในระดับไม่เกิน 30-35 บาทต่อลิตร เพราะจะทำให้สามารถดำเนินกิจการต่อได้
2. สนับสนุนพลังงานทางเลือก เช่น น้ำมันจากขยะ (Pyrolysis) ซึ่งปัจจุบันมีต้นทุนประมาณ 30 บาทต่อลิตร หากมีการส่งเสริมการผลิตในระดับอุตสาหกรรมก็จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของภาคประมง
3. ขอให้ลดค่าการกลั่นจากโรงกลั่นน้ำมันเขียว
ส่วนประเด็นที่ 4 และ 6 ฝากถึงกรมประมง ขอให้ทำโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ โดยให้รัฐบาลรับซื้อเรือประมงจากผู้ที่ไม่ต้องการประกอบอาชีพประมงต่อและต้องการอาชีพใหม่ เพื่อลดจำนวนเรือ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการใช้น้ำมันและช่วยฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล ขอให้ภาครัฐกำหนดมาตรฐานนำเข้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศให้เทียบเท่ากับมาตรฐาน IUU ที่ใช้กับสินค้าไทย เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน และเสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พักชำระหนี้ให้ชาวประมง เพราะตอนนี้มีความเสี่ยงเกิดหนี้เสียสูง
ส่วนประเด็นที่ 7 และ 8 ฝากถึงกระทรวงแรงงาน ขอให้พิจารณามาตรการดูแลแรงงานภาคประมงในกรณีที่เรือจอด เนื่องจากผู้ประกอบการยังต้องจ่ายค่าจ้างทุกเดือน แม้ในช่วงที่ไม่ได้ออกทะเล เพื่อไม่ให้เป็นภาระและป้องกันปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอนาคต และประเด็นสุดท้าย คือ เรื่องขอให้สรรพากรยกเว้นภาษีเงินได้แบบเหมาจ่ายปี 69-70 ให้กับผู้ประกอบการประมง เนื่องจากช่วงนี้ต้องเผชิญความไม่แน่นอนทั้งรายได้และต้นทุน แต่ยังต้องเสียภาษีในอัตราปกติ ซึ่งเป็นภาระที่หนักมาก