จูเลียส ซีซาร์ 3/5 ศึกตัดสินเป็นตาย (ข้ามแม่น้ำรูบิคอน)
เนื้อหายาวไปมีคลิปเสียงเล่าให้ฟังครับ
https://youtu.be/6nddHJPN5pM
ที่มาของเนื้อหา : อาณาจักรโรมัน Netflix

อลิเซีย โกล 52 ปี ก่อนคริสตกาล
เกือบหกปีหลังจากการบุกโกล จูเลียส ซีซาร์ เหลือเพียงแค่ดินแดนเดียว ที่ต้องพิชิต นั่นคือ “อลิเซีย” หลังจากที่สร้างกำแพงดัก “เวซินเจเทอริกซ์” และกองกำลังชาวโกลไว้ด้านใน ห่างไปไม่ถึงครึ่งไมล์ ยังมีกอง กำลังอีกกว่า 100,000 คนจากเผ่าต่างๆ ทั่วโกล พร้อมที่จะโจมตีกำแพงอีกชั้นทางด้านนอก ที่ป้องกันกองกำลังทหารของจูเลียส ซีซาร์อยู่ และหากซีซาร์ไม่สามารถป้องกันกำแพงนี้ได้ ซีซาร์ก็คงต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป

ขณะที่คนของซีซาร์ป้องกันแนวกำแพงด้านนอกอยู่นั้น “เวอซินเจเทอริกซ์” ก็เริ่มสั่งบุกจากแนวกำแพง ด้านใน และเมื่อพวกโรมันกลับไปป้องกันกำแพงด้านใน กำแพงด้านนอกก็มีรอยแตกร้าวออก พวกชาวโกลต่างร่วมมือกันเพื่อทลายกำแพงแนวป้องกันของพวกโรมันออกให้ได้
แต่ซีซาร์กลับตอบโต้ และแสดงถึงความเป็นอัจฉริยะทางการทหาร ซึ่งซีซาร์ได้นำกองทหารม้าออกมานอกแนวกำแพง อ้อมมาทางด้านหลังของกองกำลังชาวโกลด้านนอก ทำให้พวกโกลหลงกลซีซาร์ และคิดว่าพวกตัวเองนั้น กำลังถูกล้อมอยู่ ทำให้ต่างพากันแตกตื่นไม่เป็นกระบวน จึงถูกกองทัพของซีซาร์ โจมตีอย่างหนัก จนล่าถอยไป

หลังจากสู้รบนานกว่าสี่วัน จูเลียส ซีซาร์ก็ทำในสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ จนสำเร็จ ซีซาร์สามารถต้านกอง กำลังชาวโกลกว่า 100,000 คนได้ ด้วยกำลังทหารเพียงแค่ 60,000 นาย และยังสามารถเอาชนะชาวโกลได้ที่ “อลิเซีย” ได้ ซึ่งเป็นความสำเร็จทางการทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโรมัน และกับชัยชนะครั้งนี้ ทำให้“เวอร์ซินเจเทอริกซ์”หมดทางสู้ ต้องยอมแพ้ โดยมีเงื่อนไขเพียงแค่ปล่อยคนของเขาไป
เมื่อ “เวอร์ซินเจเทอริกซ์” ยอมจำนนแล้ว ซีซาร์จึงสามารถพิชิตโกลได้ทั้งหมด และกับชัยชนะของซีซาร์ในครั้งนี้ สาธารณรัฐโรมันสามารถขยายอาณาเขตออกไปกว่า 200,000 ตารางไมล์ จนไปถึงมหาสมุทรแอตแลนติก ทหารโรมันเริ่มตั้งถิ่นฐานในดินแดนใหม่นี้ ซึ่งต่อไปข้างหน้า จะกลายเป็นเมืองใหญ่หลายเมือง เช่นปารีสและเจนีวา แต่ซีซาร์มีสิ่งเดียวที่เขาต้องการ ก็คือ กลับสู่กรุงโรม

ถนนสู่โรม
หลังจากข่าวชัยชนะของ จูเลียต ซีซาร์ มาถึงกรุงโรม ชาวโรมต่างพากันยินดี และมีการจัดงานเลี้ยงฉลองอย่างใหญ่โต ซึ่งยาวนานมากกว่า 20 วัน แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ยินดี กับความสำเร็จของซีซาร์ แปดปีหลังจากบังคับให้ซีซาร์ออกไปจากกรุงโรม “ปอมปีย์ แมกนัส” ตระหนักถึงความผิดพลาดของเขาเอง ซึ่งกับความนิยมในตัวของซีซาร์ในครั้งนี้ อาจเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจของเขา จนทำให้ซีซาร์อาจมีอำนาจเหนือกว่า “รัฐสภา” ก็เป็นได้ และเพื่อให้อำนาจของตัวเองนั้นยังคงอยู่ ปอมปีย์จึงคิดจะกำจัดซีซาร์ให้หายไป ตลอดกาล

แผนการปอมปีย์ (Pompey’s plan)
ปอมปีย์จึงตั้งข้อหาซีซาร์ กับการก่อสงคราม ที่ยังไม่ผ่านความเห็นชอบต่อ “รัฐสภา” โดยเสนอให้ปลดซีซาร์จากทุกตำแหน่งในกองทัพ และเรียกตัวกลับมาที่กรุงโรม เพื่อดำเนินคดี ซึ่งสมาชิกในรัฐสภาเองนั้น ต่างก็มีความกังวลต่ออำนาจของซีซาร์ ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ การลงคะแนนจึงเป็นเอกฉันท์ และหนึ่งในสมาชิกรัฐสภาที่เห็นด้วยนั้น ก็คือ “มาร์คัส บรูตัส” ซึ่งเป็นบุตรชายของ “เซอร์วิเลีย” ชู้รักของ “ซีซาร์” แม้ว่า บรูตัส นั้น จะมองซีซาร์เป็นเหมือนกับ พ่อบุญธรรม แต่ด้วยความทะเยอทะยานของเขาเองนั้น บรูตัลเลือกที่จะเข้าข้าง คนที่เขาคิดว่าจะเป็นผู้ชนะ
แม่น้ำรูบิคอน (The Rubicon)
ห่างไปสองร้อยไมล์จากทางเหนือของกรุงโรม ซีซาร์ได้รับข่าวข้อกล่าวหา กับการทำสงครามที่ไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา และข่าวร้ายของ “จูเลีย” บุตรสาวคนเดียวของ ซีซาร์ เสียชีวิตระหว่างการคลอด ทำให้ซีซาร์รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก ซึ่งในขณะนั้น ซีซาร์ตั้งทัพอยู่ที่ริมฝั่ง “แม่น้ำรูบิคอน" ชายแดนระหว่างพรมแดนโกลและกรุงโรม กับทางเลือกในการตัดสินใจว่า จะยอมถูกดำเนินคดี หรือ จะยอมเนรเทศตัวเองอยู่นอกกรุงโรมไป
49 ปีก่อนคริสตกาล “จูเลียส ซีซาร์” ตัดสินใจเลือก นำกองทัพของตนเอง ข้าม”แม่น้ำรูบิคอน” มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงโรม ประกาศสงครามกับรัฐสภาของปอมปีย์ แมกนัส เพื่อทวงอำนาจของตนเองคืนมา

และในสภาวะการที่กำลังตรึงเครียดอยู่นี้ ปอมปีย์รู้ดีว่าไม่สามารถเอาชนะซีซาร์ได้ หากปราศจากกองทัพที่มากพอ ปอมปีย์จึงสั่งให้เหล่าสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด ขนเสบียงและทรัพย์สิน ของมีค่าต่างๆ โดยแผนการถอยออกจากกรุงโรมในครั้งนี้ ปอมปีย์ตั้งใจถอยไปเพื่อรวบรวมกองกำลังและสร้างกองทัพใหม่
โดยปอมปีย์แจ้งข่าวรวบรวมกองทัพที่กระจายอยู่ ทั่วเอเซียและแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ให้ไปเจอ กันที่กรีซ ซึ่ง “บรูตัส” ผู้ที่นับถือซีซาร์เป็นเหมือนดั่งพ่อบุญธรรม ก็เลือกที่จะเข้าร่วมสงคราม โดยอยู่ข้างของ ปอมปีย์ในครั้งนี้
วันที่ 17 มกราคม 49 ปีก่อนคริสตกาล ปอมปีย์และสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ ออกจากโรม ทำให้กรุงโรมในเวลานั้น เกิดการจราจลวุ่นวายเป็นอย่างมาก และเมื่อข่าวการอพยบของปอมปีย์ มาถึงกองทัพของซีซาร์ “มาร์ค แอนโทนี่” เสนอความเห็นว่า ควรเร่งรีบจัดการความสงบในกรุงโรมให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วจึงจัดกำลังป้องกัน เพื่อใช้กรุงโรมเป็นฐานที่มั่น

แต่ซีซาร์กลับเห็นว่า การจัดการภายในกรุงโรมนั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป ซีซาร์รู้ดีว่า หากปอมปีย์ไปถึงกรีซแล้ว ปอมปีย์ก็จะสามารถรวบรวมกองทัพได้มากขึ้นอีกหลายเท่า และถ้าหากเป็นไปตามนั้น ด้วยกองทัพจำนวนมหาศาสของปอมปีย์ กรุงโรมก็ไม่อาจ สามารถป้องกันไว้ได้ จึงจำเป็นต้องรีบเร่ง ตามปอมปีย์ให้ทันก่อน ที่จะหนีข้ามนำ้ที่ บรุนดีเซียม
บรุนดีเซียม 49 ปีก่อนคริสตกาล (Brundisium 49 B.C.)
หลังจากสามเดือนในการรีบเร่งเดินทางเพื่อไล่ตามปอมปีย์ จูเลียส ซีซาร์และคนของเขา ก็มาถึง “บรุนดีเซียม” แต่ว่า ซีซาร์ มาช้าไปแล้ว ปอมปีย์ขึ้นเรือหนีรอดไปได้ แต่ซีซาร์ก็ยังไม่ลดละความพยาม ซีซาร์สั่งให้คนของเขา สร้างเรือเพื่อตามไล่ล่าปอมปีย์ให้ได้
ผ่านไปเกือบสองเดือน ซีซาร์สามารถสร้างเรือที่พอจะขนคน ได้เพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น ซึ่งซีซาร์รู้ดีว่าเวลาเหลือน้อยลงทุกที ซีซาร์จึงตัดสินใจนำกองกำลังเพียงครึ่งเดียวล่วงหน้าไปก่อน ส่วนอีกครึ่งนึงนั้น ทิ้งให้ “มาร์ค แอนโทนี่” สร้างเรือให้เสร็จ และหลังจากนั้นสองวัน ซีซาร์กับกองทหารกว่า 10,000 นาย ก็มาถึงกรีซ ซีซาร์จึงได้รู้ว่า กองทัพของปอมปีย์นั้น ใหญ่กว่าที่คิด โดยกองกำลังทหารของปอมปีย์ มีมากกว่า 40,000 นาย

ฟาร์ซาลัส กรีซ 48 ปีก่อนคริสตกาล (Pharsalus, Greece)
เมื่อข่าวการมาถึงของซีซาร์ ปอมปีย์รู้ดีว่า แม้กองทัพของตัวเองนั้นมีจำนวนทหารที่มากกว่า ซีซาร์หลายเท่า แต่ซีซาร์เอง เคยทำในสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ให้สำเร็จมาแล้ว และกับความสัมพันธ์ กว่าสิบปีที่มีประโยชน์ร่วมกัน ปอมปีย์จึงนัดเจรจา เพื่อโน้วน้าวซีซาร์ไม่ให้สู้รบ แต่การเจรจากลับไม่เป็นผล เพราะต่างฝ่าย ต่างไม่สามารถรับข้อตกลงกันและกันได้
และแล้ว “มาร์ค แอนโทนี่” พร้อมกับกองทหารที่เหลือ ก็มาถึง แต่กองทัพของซีซาร์นั้น ก็ยังเสียเปรียบปอมปีย์ถึงสองต่อหนึ่งอยู่ดี ด้วยจำนวนคนที่น้อยกว่า ซีซาร์จำเป็นต้องคิดหายุทธวิธี เพื่อเอาชนะปอมปีย์ กว่าหนึ่งปีหลังจากที่ “จูเลียส ซีซาร์” ข้ามแม่น้ำรูบิคอน ซึ่งตอนนี้ เขากำลังจะเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาในสนามรบ และผู้ชนะในศึกครั้งนี้ จะได้รับการขนานนามว่า เป็นนายพลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโรม และกลายเป็นผู้ปกครองดินแดนที่วันหนึ่งจะกลายเป็น อาณาจักรที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก แล้วการรบครั้งนี้ที่ “ฟาร์ซาลัส” จะเป็นอย่างไร พบกันตอนหน้ากับ “จูเลียส ซีซาร์” ตอนที่สี่ครับ
จูเลียส ซีซาร์ 3/5 ศึกตัดสินเป็นตาย (ข้ามแม่น้ำรูบิคอน)
เนื้อหายาวไปมีคลิปเสียงเล่าให้ฟังครับ
https://youtu.be/6nddHJPN5pM
ที่มาของเนื้อหา : อาณาจักรโรมัน Netflix
เกือบหกปีหลังจากการบุกโกล จูเลียส ซีซาร์ เหลือเพียงแค่ดินแดนเดียว ที่ต้องพิชิต นั่นคือ “อลิเซีย” หลังจากที่สร้างกำแพงดัก “เวซินเจเทอริกซ์” และกองกำลังชาวโกลไว้ด้านใน ห่างไปไม่ถึงครึ่งไมล์ ยังมีกอง กำลังอีกกว่า 100,000 คนจากเผ่าต่างๆ ทั่วโกล พร้อมที่จะโจมตีกำแพงอีกชั้นทางด้านนอก ที่ป้องกันกองกำลังทหารของจูเลียส ซีซาร์อยู่ และหากซีซาร์ไม่สามารถป้องกันกำแพงนี้ได้ ซีซาร์ก็คงต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป
แต่ซีซาร์กลับตอบโต้ และแสดงถึงความเป็นอัจฉริยะทางการทหาร ซึ่งซีซาร์ได้นำกองทหารม้าออกมานอกแนวกำแพง อ้อมมาทางด้านหลังของกองกำลังชาวโกลด้านนอก ทำให้พวกโกลหลงกลซีซาร์ และคิดว่าพวกตัวเองนั้น กำลังถูกล้อมอยู่ ทำให้ต่างพากันแตกตื่นไม่เป็นกระบวน จึงถูกกองทัพของซีซาร์ โจมตีอย่างหนัก จนล่าถอยไป
เมื่อ “เวอร์ซินเจเทอริกซ์” ยอมจำนนแล้ว ซีซาร์จึงสามารถพิชิตโกลได้ทั้งหมด และกับชัยชนะของซีซาร์ในครั้งนี้ สาธารณรัฐโรมันสามารถขยายอาณาเขตออกไปกว่า 200,000 ตารางไมล์ จนไปถึงมหาสมุทรแอตแลนติก ทหารโรมันเริ่มตั้งถิ่นฐานในดินแดนใหม่นี้ ซึ่งต่อไปข้างหน้า จะกลายเป็นเมืองใหญ่หลายเมือง เช่นปารีสและเจนีวา แต่ซีซาร์มีสิ่งเดียวที่เขาต้องการ ก็คือ กลับสู่กรุงโรม
หลังจากข่าวชัยชนะของ จูเลียต ซีซาร์ มาถึงกรุงโรม ชาวโรมต่างพากันยินดี และมีการจัดงานเลี้ยงฉลองอย่างใหญ่โต ซึ่งยาวนานมากกว่า 20 วัน แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ยินดี กับความสำเร็จของซีซาร์ แปดปีหลังจากบังคับให้ซีซาร์ออกไปจากกรุงโรม “ปอมปีย์ แมกนัส” ตระหนักถึงความผิดพลาดของเขาเอง ซึ่งกับความนิยมในตัวของซีซาร์ในครั้งนี้ อาจเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจของเขา จนทำให้ซีซาร์อาจมีอำนาจเหนือกว่า “รัฐสภา” ก็เป็นได้ และเพื่อให้อำนาจของตัวเองนั้นยังคงอยู่ ปอมปีย์จึงคิดจะกำจัดซีซาร์ให้หายไป ตลอดกาล
ปอมปีย์จึงตั้งข้อหาซีซาร์ กับการก่อสงคราม ที่ยังไม่ผ่านความเห็นชอบต่อ “รัฐสภา” โดยเสนอให้ปลดซีซาร์จากทุกตำแหน่งในกองทัพ และเรียกตัวกลับมาที่กรุงโรม เพื่อดำเนินคดี ซึ่งสมาชิกในรัฐสภาเองนั้น ต่างก็มีความกังวลต่ออำนาจของซีซาร์ ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ การลงคะแนนจึงเป็นเอกฉันท์ และหนึ่งในสมาชิกรัฐสภาที่เห็นด้วยนั้น ก็คือ “มาร์คัส บรูตัส” ซึ่งเป็นบุตรชายของ “เซอร์วิเลีย” ชู้รักของ “ซีซาร์” แม้ว่า บรูตัส นั้น จะมองซีซาร์เป็นเหมือนกับ พ่อบุญธรรม แต่ด้วยความทะเยอทะยานของเขาเองนั้น บรูตัลเลือกที่จะเข้าข้าง คนที่เขาคิดว่าจะเป็นผู้ชนะ
แม่น้ำรูบิคอน (The Rubicon)
ห่างไปสองร้อยไมล์จากทางเหนือของกรุงโรม ซีซาร์ได้รับข่าวข้อกล่าวหา กับการทำสงครามที่ไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา และข่าวร้ายของ “จูเลีย” บุตรสาวคนเดียวของ ซีซาร์ เสียชีวิตระหว่างการคลอด ทำให้ซีซาร์รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก ซึ่งในขณะนั้น ซีซาร์ตั้งทัพอยู่ที่ริมฝั่ง “แม่น้ำรูบิคอน" ชายแดนระหว่างพรมแดนโกลและกรุงโรม กับทางเลือกในการตัดสินใจว่า จะยอมถูกดำเนินคดี หรือ จะยอมเนรเทศตัวเองอยู่นอกกรุงโรมไป
49 ปีก่อนคริสตกาล “จูเลียส ซีซาร์” ตัดสินใจเลือก นำกองทัพของตนเอง ข้าม”แม่น้ำรูบิคอน” มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงโรม ประกาศสงครามกับรัฐสภาของปอมปีย์ แมกนัส เพื่อทวงอำนาจของตนเองคืนมา
โดยปอมปีย์แจ้งข่าวรวบรวมกองทัพที่กระจายอยู่ ทั่วเอเซียและแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ให้ไปเจอ กันที่กรีซ ซึ่ง “บรูตัส” ผู้ที่นับถือซีซาร์เป็นเหมือนดั่งพ่อบุญธรรม ก็เลือกที่จะเข้าร่วมสงคราม โดยอยู่ข้างของ ปอมปีย์ในครั้งนี้
วันที่ 17 มกราคม 49 ปีก่อนคริสตกาล ปอมปีย์และสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ ออกจากโรม ทำให้กรุงโรมในเวลานั้น เกิดการจราจลวุ่นวายเป็นอย่างมาก และเมื่อข่าวการอพยบของปอมปีย์ มาถึงกองทัพของซีซาร์ “มาร์ค แอนโทนี่” เสนอความเห็นว่า ควรเร่งรีบจัดการความสงบในกรุงโรมให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วจึงจัดกำลังป้องกัน เพื่อใช้กรุงโรมเป็นฐานที่มั่น
บรุนดีเซียม 49 ปีก่อนคริสตกาล (Brundisium 49 B.C.)
หลังจากสามเดือนในการรีบเร่งเดินทางเพื่อไล่ตามปอมปีย์ จูเลียส ซีซาร์และคนของเขา ก็มาถึง “บรุนดีเซียม” แต่ว่า ซีซาร์ มาช้าไปแล้ว ปอมปีย์ขึ้นเรือหนีรอดไปได้ แต่ซีซาร์ก็ยังไม่ลดละความพยาม ซีซาร์สั่งให้คนของเขา สร้างเรือเพื่อตามไล่ล่าปอมปีย์ให้ได้
ผ่านไปเกือบสองเดือน ซีซาร์สามารถสร้างเรือที่พอจะขนคน ได้เพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น ซึ่งซีซาร์รู้ดีว่าเวลาเหลือน้อยลงทุกที ซีซาร์จึงตัดสินใจนำกองกำลังเพียงครึ่งเดียวล่วงหน้าไปก่อน ส่วนอีกครึ่งนึงนั้น ทิ้งให้ “มาร์ค แอนโทนี่” สร้างเรือให้เสร็จ และหลังจากนั้นสองวัน ซีซาร์กับกองทหารกว่า 10,000 นาย ก็มาถึงกรีซ ซีซาร์จึงได้รู้ว่า กองทัพของปอมปีย์นั้น ใหญ่กว่าที่คิด โดยกองกำลังทหารของปอมปีย์ มีมากกว่า 40,000 นาย
เมื่อข่าวการมาถึงของซีซาร์ ปอมปีย์รู้ดีว่า แม้กองทัพของตัวเองนั้นมีจำนวนทหารที่มากกว่า ซีซาร์หลายเท่า แต่ซีซาร์เอง เคยทำในสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ให้สำเร็จมาแล้ว และกับความสัมพันธ์ กว่าสิบปีที่มีประโยชน์ร่วมกัน ปอมปีย์จึงนัดเจรจา เพื่อโน้วน้าวซีซาร์ไม่ให้สู้รบ แต่การเจรจากลับไม่เป็นผล เพราะต่างฝ่าย ต่างไม่สามารถรับข้อตกลงกันและกันได้
และแล้ว “มาร์ค แอนโทนี่” พร้อมกับกองทหารที่เหลือ ก็มาถึง แต่กองทัพของซีซาร์นั้น ก็ยังเสียเปรียบปอมปีย์ถึงสองต่อหนึ่งอยู่ดี ด้วยจำนวนคนที่น้อยกว่า ซีซาร์จำเป็นต้องคิดหายุทธวิธี เพื่อเอาชนะปอมปีย์ กว่าหนึ่งปีหลังจากที่ “จูเลียส ซีซาร์” ข้ามแม่น้ำรูบิคอน ซึ่งตอนนี้ เขากำลังจะเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาในสนามรบ และผู้ชนะในศึกครั้งนี้ จะได้รับการขนานนามว่า เป็นนายพลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโรม และกลายเป็นผู้ปกครองดินแดนที่วันหนึ่งจะกลายเป็น อาณาจักรที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก แล้วการรบครั้งนี้ที่ “ฟาร์ซาลัส” จะเป็นอย่างไร พบกันตอนหน้ากับ “จูเลียส ซีซาร์” ตอนที่สี่ครับ