ในช่วงเวลานับจากนี้ ข้อมูลจะกลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน ก็ยากที่จะหยุดยั้งการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆได้ อย่างไรก็ตาม การแลกเปลี่ยนกับข้อมูลในตอนนี้ยังมีความไม่เป็นธรรมอยู่สูงมาก เพราะคนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ตอบแทนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับองค์กรที่เก็บข้อมูลซึ่งได้ผลประโยชน์มหาศาลจากการใช้ข้อมูลที่เก็บไปจากคนส่วนใหญ่
หากเราไม่หามาตรการอะไรสักอย่างเพื่อแก้ปัญหานี้ สังคมมนุษย์อาจจะล่มสลายลงเพราะการผูกขาดโดยองค์กรและกลุ่มอำนาจต่างๆที่มีกรอบคิดว่าข้อมูลเป็นของของตนที่ตนผลิตขึ้นมาด้วยตัวเอง เมื่อใช้กรอบคิดนี้ก็อาจจะหาผลประโยชน์อย่างเต็มที่โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสังคมและผู้คนในสังคมนั้น ผู้เขียนจึงขอลองเสนอวิธีรับมือกับปัญหานี้ ซึ่งก็คือการมองว่าข้อมูลเป็นของโลก ไม่ใช่ของที่คนคนหนึ่งหรือองค์กรหนึ่งจะครอบครองได้
การจำกัดข้อมูลนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะปกติแล้ว มนุษย์ก็แลกเปลี่ยนข้อมูลกันอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะมีธุรกิจข้อมูลนำไปใช้หรือไม่ และในความเห็นของผู้เขียน การไหลของกระแสข้อมูลจำนวนมากจะส่งผลดีต่อโลกในแง่ที่ว่ามีความรู้โดยรวมมากขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ในแง่นี้ ข้อมูลจึงไม่ควรถูกผูกขาด
โดยธรรมชาติของข้อมูลแล้ว มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ หรือแม้กระทั่งถูกแปรรูป ข้อมูลมีอยู่ในธรรมชาติและเพียงถูกเก็บเกี่ยวและรวบรวมให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เท่านั้น หากจะเปรียบเปรยแล้ว ธุรกิจข้อมูลก็เหมือนการที่นักเก็บของป่าเก็บพืชป่าที่มีอยู่ในธรรมชาติด้วยเครื่องมือต่างๆแล้วหาประโยชน์จากมัน ในขณะที่งานสร้างสรรค์เหมือนการปลูกพืชแล้วขาย ส่วนการผลิตสินค้าส่วนใหญ่คือการแปรรูปพืชที่ได้ให้เป็นอาหารแล้วค่อยขาย ส่วนการวิจัยคือการค้นหาพืชชนิดใหม่
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าข้อมูลที่เรานำไปหาประโยชน์ไม่ใช่ของของเราโดยสมบูรณ์ แม้เราจะเป็นผู้เก็บข้อมูลนั้นก็ตาม ซ้ำยังได้มาอย่างง่ายดายมากกว่างานสร้างสรรค์ งานผลิตสินค้า และงานวิจัย ที่ได้กล่าวไปข้างต้น ผู้เขียนจึงคิดว่า ข้อมูลเป็นสมบัติของโลก และผู้ที่ใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่นับวันคุณค่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆมีหน้าที่ต้องตอบแทนโลกนี้
หน้าที่ของผู้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลคือการดูแลโลก สิ่งแวดล้อม สิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะสังคมมนุษย์ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญ ทำให้พวกมันสามารถคงอยู่ต่อไปได้อย่างราบรื่น ไม่ใช่ปล่อยให้สังคมมนุษย์ล่มสลายไปเพราะการผูกขาดและความเหลื่อมล้ำ และไม่ใช่ปล่อยให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนระบบนิเวศล่มสลาย การทำหน้าที่นั้นก็เช่นการสนับสนุนด้านการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิต สร้างการศึกษาและการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพโดยไม่คิดค่าตอบแทน การสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานเช่นไฟฟ้าน้ำประปาและระบบอินเตอร์เน็ต พัฒนาพลังงานทดแทน โดยต้องสมน้ำสมเนื้อกับคุณค่าของข้อมูลที่ได้ไป
โครงการเหล่านี้ต้องไม่จำกัดอยู่เฉพาะเขตแดนของประเทศหรือเมืองใดเมืองหนึ่ง เพราะธุรกิจข้อมูลนั้นเก็บเกี่ยวข้อมูลซึ่งเป็นของโลก ไม่ใช่ของประเทศหรือเมืองหรือคนใดคนหนึ่ง แต่หากจะมีหลักเกณฑ์ก็ควรเป็นช่วยเหลือคนที่ลำบากและขาดแคลนก่อนและทำในสิ่งที่มีความจำเป็นมากที่สุดก่อน ไม่ว่าจะด้วยผลประโยชน์ระยะยาวหรือระยะสั้นก็ตาม อีกจุดหนึ่งคือธุรกิจข้อมูลก็ค่อนข้างเลื่อนไหลอย่างอิสระโดยไม่มีเขตแดนอยู่แล้ว ซึ่งอาจจะเป็นทางออกสำหรับปัญหารัฐบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพก็ได้ แต่ก็ต้องป้องกันการผูกขาด อาจจะด้วยการให้มีองค์กรจำนวนมากคานอำนาจและถ่วงดุลซึ่งกันและกันในการทำโครงการต่างๆ
และข้อมูลก็ไม่ควรถูกผูกขาดโดยผู้จัดเก็บข้อมูล แต่ก็ต้องประสานสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของผู้เก็บรวบรวมข้อมูลและการสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยอิสระ เช่นอาจจะใช้ระบบเช่าสิทธิในการใช้ข้อมูลที่ทำให้สามารถใช้และเข้าถึงข้อมูลได้ในระยะเวลาหนึ่งแลกกับการทำประโยชน์ให้สังคมโลกโดยรวม เมื่อหมดช่วงเวลานั้น คนทุกคนก็จะสามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นได้ เหมือนกับลิขสิทธิ์ กระบวนการเก็บและใช้งานข้อมูลก็ต้องมีความโปร่งใส คือบอกไว้อย่างชัดเจนว่าข้อมูลจะถูกนำไปทำอะไรได้บ้าง มีการจัดเก็บอย่างไร เผยแพร่อย่างไร ไม่ว่าจะในระดับบุคคลหรือองค์กรก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนคิดว่าในอนาคต การเก็บข้อมูลไว้เป็นเรื่องของตนเพียงคนเดียว หรือการรักษาข้อมูลไว้เฉพาะองค์กรของตนจะเป็นเรื่องยากขึ้นอย่างมาก อย่างความเป็นส่วนตัวจะกลายเป็นแนวคิดที่ใช้ไม่ได้ผลในโลกที่มีกล้องวงจรปิดอยู่ทุกที่และมีเซ็นเซอร์ตรวจจับแม้แต่ในร่างกายมนุษย์ เพราะทุกอย่างที่ทำจะถูกบันทึกไว้ตลอดเวลา และแม้แต่ในอดีต การแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้อื่นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถจำกัดวงได้ เช่นการบอกต่อหรือการนินทาก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำลายสิทธิที่จะเก็บเรื่องของตนไว้เฉพาะคนที่ตนอยากให้รู้เท่านั้น
ผู้เขียนคิดว่าควรปฏิบัติต่อข้อมูลที่ผ่านกระบวนการต่างกันด้วยมาตรการที่แตกต่างกัน ยิ่งผ่านกระบวนการมากเท่าไร โลกก็จะเสียสิทธิในข้อมูลนั้นและผู้คิดและใช้งานกระบวนการก็จะได้สิทธิในการครอบครองข้อมูลนั้นมากขึ้น เช่นข้อมูลดิบเป็นสมบัติของโลกโดยสิ้นเชิง ในขณะที่ข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์หรือตีความจะมีบางส่วนที่เป็นของผู้วิเคราะห์หรือตีความ แล้วแต่ว่าได้แปรรูปข้อมูลนั้นมากเท่าใด เพราะยิ่งผ่านกระบวนการมาก ข้อมูลก็จะเสียความเป็นข้อเท็จจริง ผสมเข้ากับความคิดส่วนบุคคลและยิ่งเข้าใกล้ความคิดเห็น ทว่า ก่อนจะถูกนำไปใช้วิเคราะห์หรือตีความ ผู้นำไปใช้ก็มีหน้าที่จ่ายค่าตอบแทนต่อโลกก่อนตามจำนวนข้อมูลดิบที่นำไปใช้อยู่ดี
อีกสิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึงคืออำนาจในการใช้งานข้อมูล ผู้ที่มีอำนาจ กำลังคน หรือเงินในมือมากกว่า ก็สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้มากกว่า เหมือนกับที่ถ้ามีต้นทุนมากกว่าก็สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายกว่า หรือหากเปรียบเทียบกัน องค์กรใหญ่ก็สามารถเอาข้อมูลไปใช้ตามต้องการได้มากกว่าคนธรรมดาทั่วไป จึงจำเป็นต้องมีการกระจายทรัพยากรให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้ ไม่ใช้รู้ข้อมูลแต่นำไปใช้อะไรไม่ได้ อาจต้องทำให้การปล่อยเงินกู้สำหรับธุรกิจง่ายขึ้นและลดดอกเบี้ย ไม่เช่นนั้นก็ทำให้ดอกเบี้ยสำหรับเงินกู้น้อยและเงินกู้มากเท่ากัน หรือเก็บภาษีจากธุรกิจใหญ่ให้มากแล้วนำมาเป็นทุนสนับสนุนโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม
ในสังคมที่สามารถรู้ทุกการกระทำของคนอื่นได้ ก็เป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะเสริมสร้างสิทธิเสรีภาพและกำจัดอคติกับการเหมารวมออกไป อย่างเช่นหากใครสักคนซื้อของที่ดูไม่ดีในสายตาสังคมปัจจุบัน เช่นสื่อลามกเป็นต้น พวกเขาก็ไม่ควรถูกตัดสินในแง่ลบในเมื่อไม่ได้สร้างความเดือดร้อนหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนของคนอื่น หรือคนที่มีประวัติเป็นโรคทางจิตก็ไม่ควรถูกเหมารวมและกีดกัน ซึ่งการเปิดใจกว้างและยอมรับความแตกต่างไม่ว่าจะตรงกับความคิดของตัวเองหรือไม่เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในโลกที่ทุกคนรู้ข้อมูลของกันและกัน ต้องสร้างสังคมที่สามารถเปิดเผยข้อมูลทุกเรื่องได้โดยไม่รู้สึกอาย รู้สึกผิด หรือหวาดกลัว วิตกกังวล แม้เป็นประเด็นที่สังคมปัจจุบันไม่ยอมรับ ซึ่งควรทำให้สังคมในอนาคตยอมรับความแตกต่างได้มากขึ้น
เพื่อสร้างสังคมที่ดีกว่านี้ในอนาคต ผู้คนในปัจจุบันจำเป็นต้องหาวิธีการทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น ไม่อย่างนั้น โลกและสังคมมนุษย์ก็จะไม่มีสิทธิใดและแทบไม่ได้รับผลตอบแทนใดจากข้อมูลที่ตัวเองให้ไปเลย
คิดว่าข้อมูลควรเป็นสมบัติของโลก
หากเราไม่หามาตรการอะไรสักอย่างเพื่อแก้ปัญหานี้ สังคมมนุษย์อาจจะล่มสลายลงเพราะการผูกขาดโดยองค์กรและกลุ่มอำนาจต่างๆที่มีกรอบคิดว่าข้อมูลเป็นของของตนที่ตนผลิตขึ้นมาด้วยตัวเอง เมื่อใช้กรอบคิดนี้ก็อาจจะหาผลประโยชน์อย่างเต็มที่โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสังคมและผู้คนในสังคมนั้น ผู้เขียนจึงขอลองเสนอวิธีรับมือกับปัญหานี้ ซึ่งก็คือการมองว่าข้อมูลเป็นของโลก ไม่ใช่ของที่คนคนหนึ่งหรือองค์กรหนึ่งจะครอบครองได้
การจำกัดข้อมูลนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะปกติแล้ว มนุษย์ก็แลกเปลี่ยนข้อมูลกันอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะมีธุรกิจข้อมูลนำไปใช้หรือไม่ และในความเห็นของผู้เขียน การไหลของกระแสข้อมูลจำนวนมากจะส่งผลดีต่อโลกในแง่ที่ว่ามีความรู้โดยรวมมากขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ในแง่นี้ ข้อมูลจึงไม่ควรถูกผูกขาด
โดยธรรมชาติของข้อมูลแล้ว มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ หรือแม้กระทั่งถูกแปรรูป ข้อมูลมีอยู่ในธรรมชาติและเพียงถูกเก็บเกี่ยวและรวบรวมให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เท่านั้น หากจะเปรียบเปรยแล้ว ธุรกิจข้อมูลก็เหมือนการที่นักเก็บของป่าเก็บพืชป่าที่มีอยู่ในธรรมชาติด้วยเครื่องมือต่างๆแล้วหาประโยชน์จากมัน ในขณะที่งานสร้างสรรค์เหมือนการปลูกพืชแล้วขาย ส่วนการผลิตสินค้าส่วนใหญ่คือการแปรรูปพืชที่ได้ให้เป็นอาหารแล้วค่อยขาย ส่วนการวิจัยคือการค้นหาพืชชนิดใหม่
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าข้อมูลที่เรานำไปหาประโยชน์ไม่ใช่ของของเราโดยสมบูรณ์ แม้เราจะเป็นผู้เก็บข้อมูลนั้นก็ตาม ซ้ำยังได้มาอย่างง่ายดายมากกว่างานสร้างสรรค์ งานผลิตสินค้า และงานวิจัย ที่ได้กล่าวไปข้างต้น ผู้เขียนจึงคิดว่า ข้อมูลเป็นสมบัติของโลก และผู้ที่ใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่นับวันคุณค่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆมีหน้าที่ต้องตอบแทนโลกนี้
หน้าที่ของผู้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลคือการดูแลโลก สิ่งแวดล้อม สิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะสังคมมนุษย์ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญ ทำให้พวกมันสามารถคงอยู่ต่อไปได้อย่างราบรื่น ไม่ใช่ปล่อยให้สังคมมนุษย์ล่มสลายไปเพราะการผูกขาดและความเหลื่อมล้ำ และไม่ใช่ปล่อยให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนระบบนิเวศล่มสลาย การทำหน้าที่นั้นก็เช่นการสนับสนุนด้านการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิต สร้างการศึกษาและการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพโดยไม่คิดค่าตอบแทน การสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานเช่นไฟฟ้าน้ำประปาและระบบอินเตอร์เน็ต พัฒนาพลังงานทดแทน โดยต้องสมน้ำสมเนื้อกับคุณค่าของข้อมูลที่ได้ไป
โครงการเหล่านี้ต้องไม่จำกัดอยู่เฉพาะเขตแดนของประเทศหรือเมืองใดเมืองหนึ่ง เพราะธุรกิจข้อมูลนั้นเก็บเกี่ยวข้อมูลซึ่งเป็นของโลก ไม่ใช่ของประเทศหรือเมืองหรือคนใดคนหนึ่ง แต่หากจะมีหลักเกณฑ์ก็ควรเป็นช่วยเหลือคนที่ลำบากและขาดแคลนก่อนและทำในสิ่งที่มีความจำเป็นมากที่สุดก่อน ไม่ว่าจะด้วยผลประโยชน์ระยะยาวหรือระยะสั้นก็ตาม อีกจุดหนึ่งคือธุรกิจข้อมูลก็ค่อนข้างเลื่อนไหลอย่างอิสระโดยไม่มีเขตแดนอยู่แล้ว ซึ่งอาจจะเป็นทางออกสำหรับปัญหารัฐบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพก็ได้ แต่ก็ต้องป้องกันการผูกขาด อาจจะด้วยการให้มีองค์กรจำนวนมากคานอำนาจและถ่วงดุลซึ่งกันและกันในการทำโครงการต่างๆ
และข้อมูลก็ไม่ควรถูกผูกขาดโดยผู้จัดเก็บข้อมูล แต่ก็ต้องประสานสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของผู้เก็บรวบรวมข้อมูลและการสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยอิสระ เช่นอาจจะใช้ระบบเช่าสิทธิในการใช้ข้อมูลที่ทำให้สามารถใช้และเข้าถึงข้อมูลได้ในระยะเวลาหนึ่งแลกกับการทำประโยชน์ให้สังคมโลกโดยรวม เมื่อหมดช่วงเวลานั้น คนทุกคนก็จะสามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นได้ เหมือนกับลิขสิทธิ์ กระบวนการเก็บและใช้งานข้อมูลก็ต้องมีความโปร่งใส คือบอกไว้อย่างชัดเจนว่าข้อมูลจะถูกนำไปทำอะไรได้บ้าง มีการจัดเก็บอย่างไร เผยแพร่อย่างไร ไม่ว่าจะในระดับบุคคลหรือองค์กรก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนคิดว่าในอนาคต การเก็บข้อมูลไว้เป็นเรื่องของตนเพียงคนเดียว หรือการรักษาข้อมูลไว้เฉพาะองค์กรของตนจะเป็นเรื่องยากขึ้นอย่างมาก อย่างความเป็นส่วนตัวจะกลายเป็นแนวคิดที่ใช้ไม่ได้ผลในโลกที่มีกล้องวงจรปิดอยู่ทุกที่และมีเซ็นเซอร์ตรวจจับแม้แต่ในร่างกายมนุษย์ เพราะทุกอย่างที่ทำจะถูกบันทึกไว้ตลอดเวลา และแม้แต่ในอดีต การแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้อื่นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถจำกัดวงได้ เช่นการบอกต่อหรือการนินทาก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำลายสิทธิที่จะเก็บเรื่องของตนไว้เฉพาะคนที่ตนอยากให้รู้เท่านั้น
ผู้เขียนคิดว่าควรปฏิบัติต่อข้อมูลที่ผ่านกระบวนการต่างกันด้วยมาตรการที่แตกต่างกัน ยิ่งผ่านกระบวนการมากเท่าไร โลกก็จะเสียสิทธิในข้อมูลนั้นและผู้คิดและใช้งานกระบวนการก็จะได้สิทธิในการครอบครองข้อมูลนั้นมากขึ้น เช่นข้อมูลดิบเป็นสมบัติของโลกโดยสิ้นเชิง ในขณะที่ข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์หรือตีความจะมีบางส่วนที่เป็นของผู้วิเคราะห์หรือตีความ แล้วแต่ว่าได้แปรรูปข้อมูลนั้นมากเท่าใด เพราะยิ่งผ่านกระบวนการมาก ข้อมูลก็จะเสียความเป็นข้อเท็จจริง ผสมเข้ากับความคิดส่วนบุคคลและยิ่งเข้าใกล้ความคิดเห็น ทว่า ก่อนจะถูกนำไปใช้วิเคราะห์หรือตีความ ผู้นำไปใช้ก็มีหน้าที่จ่ายค่าตอบแทนต่อโลกก่อนตามจำนวนข้อมูลดิบที่นำไปใช้อยู่ดี
อีกสิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึงคืออำนาจในการใช้งานข้อมูล ผู้ที่มีอำนาจ กำลังคน หรือเงินในมือมากกว่า ก็สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้มากกว่า เหมือนกับที่ถ้ามีต้นทุนมากกว่าก็สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายกว่า หรือหากเปรียบเทียบกัน องค์กรใหญ่ก็สามารถเอาข้อมูลไปใช้ตามต้องการได้มากกว่าคนธรรมดาทั่วไป จึงจำเป็นต้องมีการกระจายทรัพยากรให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้ ไม่ใช้รู้ข้อมูลแต่นำไปใช้อะไรไม่ได้ อาจต้องทำให้การปล่อยเงินกู้สำหรับธุรกิจง่ายขึ้นและลดดอกเบี้ย ไม่เช่นนั้นก็ทำให้ดอกเบี้ยสำหรับเงินกู้น้อยและเงินกู้มากเท่ากัน หรือเก็บภาษีจากธุรกิจใหญ่ให้มากแล้วนำมาเป็นทุนสนับสนุนโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม
ในสังคมที่สามารถรู้ทุกการกระทำของคนอื่นได้ ก็เป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะเสริมสร้างสิทธิเสรีภาพและกำจัดอคติกับการเหมารวมออกไป อย่างเช่นหากใครสักคนซื้อของที่ดูไม่ดีในสายตาสังคมปัจจุบัน เช่นสื่อลามกเป็นต้น พวกเขาก็ไม่ควรถูกตัดสินในแง่ลบในเมื่อไม่ได้สร้างความเดือดร้อนหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนของคนอื่น หรือคนที่มีประวัติเป็นโรคทางจิตก็ไม่ควรถูกเหมารวมและกีดกัน ซึ่งการเปิดใจกว้างและยอมรับความแตกต่างไม่ว่าจะตรงกับความคิดของตัวเองหรือไม่เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในโลกที่ทุกคนรู้ข้อมูลของกันและกัน ต้องสร้างสังคมที่สามารถเปิดเผยข้อมูลทุกเรื่องได้โดยไม่รู้สึกอาย รู้สึกผิด หรือหวาดกลัว วิตกกังวล แม้เป็นประเด็นที่สังคมปัจจุบันไม่ยอมรับ ซึ่งควรทำให้สังคมในอนาคตยอมรับความแตกต่างได้มากขึ้น
เพื่อสร้างสังคมที่ดีกว่านี้ในอนาคต ผู้คนในปัจจุบันจำเป็นต้องหาวิธีการทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น ไม่อย่างนั้น โลกและสังคมมนุษย์ก็จะไม่มีสิทธิใดและแทบไม่ได้รับผลตอบแทนใดจากข้อมูลที่ตัวเองให้ไปเลย