ประธานศาลฎีกา ให้คำแนะนำสกัดกั้นการฟ้องคดีปิดปาก ยกฟ้องได้ตั้งแต่ในชั้นตรวจฟ้อง
.

.
ประธานศาลฎีกา ออกคำแนะนำสกัดกั้นการฟ้องคดีปิดปาก (Anti-SLAPP) ย้ำกระบวนการยุติธรรมต้องไม่ใช่เครื่องมือปิดปากประชาชน
.
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 “เพจสื่อศาล” ของกองสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลยุติธรรม โพสต์ข้อความระบุว่า
.
ประธานศาลฎีกาออกคำแนะนำสกัดกั้นการฟ้องคดีปิดปาก (Anti-SLAPP) ย้ำกระบวนการยุติธรรมต้องไม่ใช่เครื่องมือปิดปากประชาชน
.
วันนี้ (25 พฤษภาคม 2569) นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ได้ลงนามในคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ.2569 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตรวจสอบและกลั่นกรองการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาให้เป็นไปโดยสุจริตและป้องกันมิให้กระบวนการทางศาลถูกนำไปบิดเบือน หรือใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งหรือจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน คำแนะนำดังกล่าวมีสาระสำคัญในการวางแนวทางให้ศาลสามารถพิจารณาและตรวจสอบการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาที่อาจมีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้ง เอาเปรียบ หรือมุ่งสร้างภาระแก่คู่ความโดยไม่สมควร และยืนยันหลักการสำคัญว่ากระบวนการยุติธรรมจะต้องไม่ถูกนำไปใช้ในลักษณะบิดเบือนจากวัตถุประสงค์ของกฎหมาย หรือใช้เป็นเครื่องมือในการคุกคามสิทธิและเสรีภาพของบุคคล โดยให้แนวทางเกี่ยวกับลักษณะของการฟ้องคดีที่อาจเข้าข่ายเป็นการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตไว้ เช่น การฟ้องคดีที่มีลักษณะก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม หรือสร้างความเดือดร้อนแก่จำเลยเกินสมควร การใช้การดำเนินคดีเพื่อกดดันให้คู่ความกระทำการหรือละเว้นกระทำการเพื่อผลประโยชน์อันมิชอบ ตลอดจนกรณีที่มีการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญต่อศาล
.
นอกจากนี้ คำแนะนำยังได้กำหนดพฤติการณ์ที่พึงถือเป็นเหตุอันควรสงสัยว่ามีการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เพื่อให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจในการตรวจสอบได้อย่างรอบคอบ เช่น การยื่นฟ้องคดีในศาลที่อยู่ห่างไกลจากภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำงานของจำเลยโดยไม่มีเหตุจำเป็นอันเกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดี การฟ้องคดีหลายคดีจากข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์เดียวกันเพื่อสร้างภาระในการต่อสู้คดี รวมถึงการฟ้องบุคคลที่ใช้สิทธิตามกฎหมายหรือแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น การปกป้องสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิผู้บริโภค สิทธิแรงงาน หรือการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตและการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย
.
ในการดำเนินการตามคำแนะนำดังกล่าว ศาลสามารถใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง หากปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่าการฟ้องคดีเป็นไปโดยไม่สุจริต ศาลมีอำนาจยกฟ้องได้ตั้งแต่ในชั้นตรวจฟ้อง หรือดำเนินการไปพร้อมกับการไต่สวนมูลฟ้องเพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็วและเหมาะสม อีกทั้ง ศาลยังอาจมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีหรือเจ้าพนักงานศาลช่วยตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อประกอบการไต่สวนและวินิจฉัย ซึ่งถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการแสวงหาข้อเท็จจริง ทำให้กระบวนการพิจารณามีความครบถ้วน รอบคอบ และสามารถตอบสนองต่อข้อเท็จจริงที่ซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมโดยรวม และยังคุ้มครองสิทธิของโจทก์ โดยหากศาลเห็นว่าจำเลยยกข้ออ้างดังกล่าวขึ้นโดยมีพฤติการณ์มุ่งถ่วงเวลาหรือก่อความรำคาญแก่กระบวนพิจารณา ศาลสามารถสั่งยุติการดำเนินการในประเด็นดังกล่าวและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยไม่ชักช้า รวมทั้งอาจออกข้อกำหนดหรือคำสั่งเพื่อป้องกันการใช้กระบวนพิจารณาในทางที่ไม่เหมาะสมได้อีกด้วย
.
คำแนะนำดังกล่าวสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการคุ้มครองการมีส่วนร่วมของประชาชนในสังคมประชาธิปไตย โดยเฉพาะในกรณีที่การดำเนินคดีอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือสร้างแรงกดดันแก่ผู้ใช้สิทธิโดยสุจริตของศาลยุติธรรม โดยยังคงยึดหลักความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย สิทธิของจำเลย และประโยชน์สาธารณะโดยรวม การออกคำแนะนำของประธานศาลฎีกาในครั้งนี้จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของศาลยุติธรรมในการพัฒนากระบวนพิจารณาคดีอาญาให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับสถานการณ์ของสังคมในปัจจุบัน โดยยืนยันหลักการสำคัญว่าการใช้สิทธิทางศาลจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตและไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งผู้อื่น ทั้งนี้ สำนักงานศาลยุติธรรมจะได้นำคำแนะนำดังกล่าวไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้ประชาชนทราบโดยทั่วกันต่อไป.
...
.
.
“พิจารณ์” ผิดหวัง “เสรีพิศุทธ์” กุข่าวรับเงินโหวตนายกรัฐมนตรี
.
“พิจารณ์” ผิดหวัง “เสรีพิศุทธ์” กุข่าวรับเงินโหวตนายกฯ ย้ำจุดยืน ปชน. พร้อมพาประเทศไทยออกจาก “ระบอบสีน้ำเงิน” แต่ไม่ใช้ทางลัดยื่นดาบให้ศาลรธน.
.
วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน ตอบโต้กรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช กล่าวอ้างว่ามีการจ่ายเงินให้แกนนำพรรคประชาชนในการโหวตเลือก อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมย้ำถึงเหตุผลที่ไม่ร่วมลงชื่อในการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยประเด็นจริยธรรมของนายกรัฐมนตรี
.
นายพิจารณ์ระบุว่าคำกล่าวหาดังกล่าวเป็นคำกล่าวหาที่ไร้หลักฐาน ไม่น่าเชื่อว่าจะออกมาจากผู้ที่อ้างตนว่าเป็นคนตงฉินและหนักแน่นในทางการเมือง แทนที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จะโต้แย้งด้วยหลักการ กลับหันมาใช้เกมการเมืองสาดโคลนแบบเดิมๆ ที่การเมืองไทยเป็นมาตลอดหลายทศวรรษ และทำให้ประชาชนหมดศรัทธากับนักการเมือง ตนเข้าใจว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เติบโตมาในระบบการเมืองแบบเก่า เคยชินกับการเมืองที่ใช้เงินซื้อตัวและต่อรองผลประโยชน์ จนมองว่าทุกคนต้องทำการเมืองแบบเดียวกัน แต่ตนยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่ได้ทำการเมืองแบบนั้น
.
นายพิจารณ์กล่าวต่อไปว่า ตนต้องย้ำอีกครั้งว่าการที่พรรคประชาชนไม่ร่วมลงชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นจริยธรรม เพราะเราไม่เห็นด้วยกับการขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นผู้ผูกขาดมาตรฐานจริยธรรมตามดุลพินิจของตัวเอง จนเสี่ยงถูกใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
.
พรรคประชาชนไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลอนุทินเช่นกัน และย้ำมาโดยตลอดว่าระบอบสีน้ำเงินกำลังผูกขาดกินรวบประเทศไทย แต่การพาประเทศไทยออกจากระบอบสีน้ำเงินจำเป็นต้องใช้วิธีการและอำนาจที่ชอบธรรม นั่นคือฉันทามติของประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่การเลือกวิธีอะไรก็ได้ขอเพียงได้กำจัดคู่แข่งทางการเมือง แต่จะส่งผลเสียต่อสังคมไทยในระยะยาวข้างหน้า
...
นายพิจารณ์กล่าวต่อไปว่า ในขณะที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ตั้งคำถามต่อจุดยืนของพรรคประชาชน ซึ่งเรายืนยันว่ายืนอยู่จุดเดิม ไม่ได้เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ตนขอตั้งคำถามถึงจุดยืนทางการเมืองของคุณเสรีพิศุทธ์เช่นกัน วันหนึ่งท่านเคยยืนยันหนักแน่นว่าอยู่ “ฝ่ายประชาธิปไตย” แต่วันหนึ่งก็ยอมไปรวมกับอีกขั้วการเมืองหนึ่งที่เคยอยู่ตรงข้าม หันมาขอให้เด็ก “สละเรือ” ให้ นี่คือตัวอย่างการทำการเมืองแบบคนตงฉินของท่านหรือ
.
“น่าผิดหวังที่คุณเสรีพิศุทธ์เป็นผู้อาวุโสทางการเมือง กลับกุข่าวที่ไม่มีมูลความจริงเพียงเพื่อดิสเครดิตกัน แต่ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนมองออกว่าใครเป็นอย่างไร และตัดสินได้ว่าควรเชื่อถือคุณเสรีพิศุทธ์ต่อไปหรือไม่” นายพิจารณ์ทิ้งท้าย
.
.
โป๊ปไม่ยอมรับ ทฤษฎี “สงครามอันชอบธรรม” วอนโลกชะลอพัฒนา AI
.
โป๊ปเลโอที่ 14 เผยแพร่สารตราพระสันตะปาปาฉบับแรกในสมัยของพระองค์ โดยทรงเรียกร้องให้โลกชะลอการพัฒนา AI ในขณะที่ทรงตรัสปฏิเสธทฤษฎี “สงครามอันชอบธรรม” ที่ผู้นำโลกใช้เป็นข้ออ้างในการทำสงคราม
.
เมื่อ 25 พ.ค. 2569 สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ ที่ 14 ทรงนำเสนอสารตราพระสันตะปาปา (Encyclical) ฉบับแรกในสมณสมัยของพระองค์ที่งานแถลงในนครรัฐวาติกัน โดยทรงเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ชะลอตัวและควบคุมการพัฒนาเพื่อวางกฎเกณฑ์ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างใกล้ชิด
โป๊ปเลโอทรงเตือนว่าเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังแพร่กระจายข้อมูลเท็จ มุ่งเน้นไปที่ความขัดแย้ง และเสี่ยงที่จะนำพาโลกไปสู่เส้นทางแห่งสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด พร้อมแสดงความกังวลว่า ระบบอาวุธอัตโนมัติบางประเภทได้ก้าวล้ำไปไกลจน “เกือบจะอยู่เหนือความสามารถของมนุษย์ในการควบคุมดูแลพวกมันแล้ว”
.
ทั้งนี้ พระสันตะปาปาเลโอทรงเริ่มใช้สำนวนที่เฉียบขาดและดุดันมากขึ้นในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องสงครามเมื่อช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จนเรียกเสียงวิจารณ์อย่างหนักจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม พระองค์เรียกร้องต่อบรรดาผู้นำโลกอีกครั้งผ่าน สารตราพระสันตะปาปา ฉบับนี้
ในสารตราดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่า “Magnifica Humanitas” (มนุษยชาติอันสง่างาม) โป๊ปเลโอเรียกร้องไม่ให้กรรมสิทธิ์ในข้อมูล AI ตกไปอยู่ในมือของภาคเอกชนแต่เพียงผู้เดียว และขอให้ผู้กำหนดนโยบายร่วมกันปกป้องสิทธิ์ของแรงงาน รวมถึงดูแลให้เด็กๆ ปลอดภัยจากเทคโนโลยีดังกล่าว พร้อมทั้งทรงกระตุ้นให้ลดการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างบริษัท AI ต่างๆ ลง
.
“สิ่งที่จำเป็นในขณะนี้คือ ความมุ่งมั่นและการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่จริงจังยิ่งขึ้น จนมีความสามารถมากพอที่จะช่วยชะลอสิ่งต่างๆ ให้ช้าลง ในยามที่ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเร่งความเร็วไปข้างหน้า”
...
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเรียกร้องให้มี “กรอบกฎหมายที่เข้มแข็ง มีการตรวจสอบที่เป็นอิสระ มีผู้ใช้งานที่รู้เท่าทันเทคโนโลยี และมีระบบการเมืองที่ไม่ละทิ้งความรับผิดชอบของตนเอง”
.
อนึ่ง สารตราพระสันตะปาปาถือเป็นหนึ่งในรูปแบบคำสอนขั้นสูงสุดจากพระประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิกที่ส่งถึงคริสตศาสนิกชนราว 1,400 ล้านคนทั่วโลก โดยเอกสารที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมามีความยาวเกือบ 43,000 คำ และได้รับการจัดทำขึ้นมาเกือบจะทันทีนับตั้งแต่ที่พระสันตะปาปาเลโอทรงได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเมื่อปีเศษที่ผ่านมา
.
ในสารตรา โป๊ปเลโอยังทรงประณามสงครามมากมายที่กำลังสร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลกอยู่ตอนนี้, แสดงความเสียใจที่องค์กรพหุภาคีต่างๆ อ่อนแอลง และเตือนว่าผลกำไรของอุตสาหกรรมอาวุธคือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งต่างๆ
JJNY : แนะนำสกัดกั้นการฟ้องคดีปิดปาก│“พิจารณ์”ผิดหวัง “เสรีพิศุทธ์”│โป๊ปวอนโลกชะลอพัฒนา AI│มรสุมพัดปกคลุมทำ ใต้ฝนตกหนัก
.
.
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 “เพจสื่อศาล” ของกองสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลยุติธรรม โพสต์ข้อความระบุว่า
.
วันนี้ (25 พฤษภาคม 2569) นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ได้ลงนามในคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ.2569 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตรวจสอบและกลั่นกรองการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาให้เป็นไปโดยสุจริตและป้องกันมิให้กระบวนการทางศาลถูกนำไปบิดเบือน หรือใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งหรือจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน คำแนะนำดังกล่าวมีสาระสำคัญในการวางแนวทางให้ศาลสามารถพิจารณาและตรวจสอบการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาที่อาจมีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้ง เอาเปรียบ หรือมุ่งสร้างภาระแก่คู่ความโดยไม่สมควร และยืนยันหลักการสำคัญว่ากระบวนการยุติธรรมจะต้องไม่ถูกนำไปใช้ในลักษณะบิดเบือนจากวัตถุประสงค์ของกฎหมาย หรือใช้เป็นเครื่องมือในการคุกคามสิทธิและเสรีภาพของบุคคล โดยให้แนวทางเกี่ยวกับลักษณะของการฟ้องคดีที่อาจเข้าข่ายเป็นการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตไว้ เช่น การฟ้องคดีที่มีลักษณะก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม หรือสร้างความเดือดร้อนแก่จำเลยเกินสมควร การใช้การดำเนินคดีเพื่อกดดันให้คู่ความกระทำการหรือละเว้นกระทำการเพื่อผลประโยชน์อันมิชอบ ตลอดจนกรณีที่มีการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญต่อศาล
.
นอกจากนี้ คำแนะนำยังได้กำหนดพฤติการณ์ที่พึงถือเป็นเหตุอันควรสงสัยว่ามีการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เพื่อให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจในการตรวจสอบได้อย่างรอบคอบ เช่น การยื่นฟ้องคดีในศาลที่อยู่ห่างไกลจากภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำงานของจำเลยโดยไม่มีเหตุจำเป็นอันเกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดี การฟ้องคดีหลายคดีจากข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์เดียวกันเพื่อสร้างภาระในการต่อสู้คดี รวมถึงการฟ้องบุคคลที่ใช้สิทธิตามกฎหมายหรือแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น การปกป้องสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิผู้บริโภค สิทธิแรงงาน หรือการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตและการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย
ในการดำเนินการตามคำแนะนำดังกล่าว ศาลสามารถใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง หากปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่าการฟ้องคดีเป็นไปโดยไม่สุจริต ศาลมีอำนาจยกฟ้องได้ตั้งแต่ในชั้นตรวจฟ้อง หรือดำเนินการไปพร้อมกับการไต่สวนมูลฟ้องเพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็วและเหมาะสม อีกทั้ง ศาลยังอาจมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีหรือเจ้าพนักงานศาลช่วยตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อประกอบการไต่สวนและวินิจฉัย ซึ่งถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการแสวงหาข้อเท็จจริง ทำให้กระบวนการพิจารณามีความครบถ้วน รอบคอบ และสามารถตอบสนองต่อข้อเท็จจริงที่ซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมโดยรวม และยังคุ้มครองสิทธิของโจทก์ โดยหากศาลเห็นว่าจำเลยยกข้ออ้างดังกล่าวขึ้นโดยมีพฤติการณ์มุ่งถ่วงเวลาหรือก่อความรำคาญแก่กระบวนพิจารณา ศาลสามารถสั่งยุติการดำเนินการในประเด็นดังกล่าวและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยไม่ชักช้า รวมทั้งอาจออกข้อกำหนดหรือคำสั่งเพื่อป้องกันการใช้กระบวนพิจารณาในทางที่ไม่เหมาะสมได้อีกด้วย
.
คำแนะนำดังกล่าวสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการคุ้มครองการมีส่วนร่วมของประชาชนในสังคมประชาธิปไตย โดยเฉพาะในกรณีที่การดำเนินคดีอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือสร้างแรงกดดันแก่ผู้ใช้สิทธิโดยสุจริตของศาลยุติธรรม โดยยังคงยึดหลักความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย สิทธิของจำเลย และประโยชน์สาธารณะโดยรวม การออกคำแนะนำของประธานศาลฎีกาในครั้งนี้จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของศาลยุติธรรมในการพัฒนากระบวนพิจารณาคดีอาญาให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับสถานการณ์ของสังคมในปัจจุบัน โดยยืนยันหลักการสำคัญว่าการใช้สิทธิทางศาลจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตและไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งผู้อื่น ทั้งนี้ สำนักงานศาลยุติธรรมจะได้นำคำแนะนำดังกล่าวไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้ประชาชนทราบโดยทั่วกันต่อไป.
.
.