..........( รักซ้อน ซ่อนพิษ )..........
ตอนที่ ๑
................เจ๊แตงไทยได้ผัวเด็ก ปากต่อปาก ไวยิ่งกว่าอะไรในโลก วันเดียว รู้กันไปทั้งหมู่บ้าน หม้ายสาวเจ้าของร้านของชำร้านใหญ่ในถิ่นนี้ พาเด็กหนุ่มหน้าซื่อ ๆ มาด้วย หลังจากไปเที่ยวทางภาคเหนือเพื่อพักผ่อนสมองอยู่สามวัน
จริง ๆ แล้ว จะสรุปเลยว่าเค้าเป็นอะไรกันมันคงยังไม่ได้ แต่อย่างว่า ผู้หญิงผู้ชายอยู่ด้วยกันในบ้านตามลำพัง ก็ต้องคุยกันไปอย่างนั้นก่อน
“เฮ้ย พูดกันทั่วแล้วเหรอ” เสียงเจ๊แตงดังโวยวายตามสไตล์ของแก “ใช่แล้วเจ๊ เค้ายังบอกด้วยว่า เจ๊น่ะ หวงมากกก” นังนุชหญิงรุ่นน้อง จีบปากจีบคอคุยทำท่าว่ารู้ทุกอย่าง แต่สีหน้าและแววตาออกอาการอยากรู้อยากเห็นจนกลั้นเอาไว้ไม่อยู่ “โอย จะบ้าตาย แค่สองวันข่าวยังไปขนาดนี้ ถ้าสองเดือนข้าไม่มีลูกแฝดไปเลยเรอะ”
ปกติร้านค้าในหมู่บ้านจะเป็นศูนย์รวมข่าว เรื่องราวหลากหลายไหลมาจากทุกทิศ แต่คราวนี้ต้นตออยู่ที่นี่ วงสุราหน้าร้านเลยเฉไฉคุยเรื่องการบ้านการเมืองไปเรื่อยเปื่อย เก็บคำถามค้างคาไว้ในใจ จะโฉ่งฉ่างมาเลยก็เกรงใจเจ๊แก ทั้งเรื่องบัญชีรายเดือน และฝีปากอันคมกล้าของเจ๊แตงไทย
แต่นังนุชมันชินแล้วกับเรื่องโดนด่า เพราะเจอมาจนหนังหนาหน้าทนไปหมด อีกอย่างคติประจำใจที่ว่า เรื่องชาวบ้าน คืองานของเรา ทำให้ต้องมาหาเจ๊ตั้งแต่เริ่มเปิดร้านตอนเช้าตรู่ ไม่งั้นถ้วยผู้รอบรู้ ต้องโดนชิงอย่างแน่นอน ยอมไม่ได้เด็ดขาด โดนด่า ดีกว่าเสียหน้า เพราะรู้เรื่องทีหลังคนอื่น
“ส่งเก้าอี้มาซิ อยู่ใกล้พอดี” นังนุชรีบยกให้ทันใจ เจ๊แตงขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ยกแผงขนมแขวนกับขอเกี่ยวหน้าประตู เสร็จแล้วลงมายืนมองหน้ารุ่นน้องที่จ้องอยู่ก่อน “แล้วแกว่าไง” ถามแล้วมองหน้านิ่ง “ฉันไม่ได้คิดตามพวกเค้าหรอกเจ๊ แต่อยากมาฟังให้แน่ใจ” ตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ แต่ขาก้าวตามหม้ายสาวไปในร้านแบบติด ๆ ตากวาดมองรอบ ๆ เพ่งลึกไปจนถึงหลังบ้านเผื่อจะเห็นอะไรเป็นข้อมูลได้มั่ง
“นั่งก่อน ไม่ต้องมองหาหรอกเค้านอนอยู่ในห้องนู่น” นังนุชโดนเจ๊ดักคอเบรกตัวโก่งยิ้มกลบเกลื่อนลากเก้าอี้มานั่งหน้าโต๊ะบัญชีอย่างไว ตาจ้องหน้าเจ้าของบ้านไม่กระพริบ อารมณ์เดียวกับตอนลุ้นหวยบ่ายสามวันที่สิบหกไม่มีผิด
“เจ๊ไปเจอเค้าที่ไหน ร้านอาหารเหรอ หรือเจอในรีสอร์ท” นังนุชรอให้พูดก่อนไม่ไหวป้อนคำถามใส่เป็นจรวด แล้วกลั้นใจนั่งตัวแข็งรอคำเฉลย
“ก้นเหว” “บ้าแล้วเจ๊ เอาจริง ๆ สิ” “ก็จริง ชั้นเจอเค้านอนสลบอยู่ซอกเขาไม่สูงมาก สักสี่ห้าเมตรได้มั้งประมาณนั้นแหละ” “อ้าว”นังนุชปรับตัวไม่ทันกับคำตอบที่ไม่คาดคิด นั่งนิ่งฟังเจ๊เล่าต่อ “ตอนแรกนึกว่าตายแล้ว เข้าไปดูใกล้ ๆ เห็นยังหายใจอยู่ เลยเอาผ้าชุบน้ำลูบหน้าให้” หม้ายสาวพูดเรื่อย ๆ เพราะไม่มีความลับอะไรต้องปิดบัง นังนุชขยับเก้าอี้เข้าใกล้กระแซะให้เล่าต่อ
“ตามตัวไม่มีแผลอะไร” เจ๊พูด “มีรอยถลอกนิดหน่อย แล้วตรงหน้าผากโนขึ้นมา คงกระแทกตรงไหนสักแห่ง”
“แล้วเค้าฟื้นมั้ยเจ๊” “นังนี่ ถ้าตายชั้นจะเอามาบ้านทำไม” นังนุชสะดุ้งโหยง แต่เจ๊แตงไม่ได้โมโหจริงจัง เล่าถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน “สักเดี๋ยวเค้าลืมตา ทำหน้า งง ๆ ชั้นบอกให้ค่อย ๆ ลุกขึ้น ถามว่าเจ็บตรงไหนมั่ง เค้าจับที่หัว” “เจ๊เลยชวนมาอยู่ด้วยเลย” “แกจะฟังมั้ย” “ฟังจ้ะฟัง” นังนุชอึดอัดรอตอนจบแทบไม่ไหว สอดขึ้นมาให้โดนดุเล่น ๆ ซะหยั่งงั้น
“เค้าชื่ออะไรเจ๊” โดนไปทีคราวนี้เป็นงานเป็นการขึ้นมาหน่อย “ไม่รู้” “อ้าว แล้วเจ๊ไม่ถามเค้าล่ะ” “เค้าก็ไม่รู้” “เฮ้ย เจ๊มามุขไหนเนี่ย”
ภาพชายหนุ่มหน้าตาคมเข้มที่นอนแน่นิ่งยังติดตาหม้ายสาวอยู่ ตอนแรกใจหายนึกว่าเจอคนตายเข้าให้แล้ว เข้าไปดูใกล้ ๆ มือยกโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมกดเบอร์ฉุกเฉิน มองไปที่ท้องเห็นพองขึ้น และยุบลงเบา ๆ เลยยัดโทรศัพท์เข้ากระเป๋าไว้ แล้วนั่งยอง ๆ ก้มมองใกล้ ๆ
หัวปูดเป็นลูกมะกรูดแต่ไม่ยักแตกแฮะ มองรอบ ๆ เห็นรอยไถลลงมาจากเนินไม่สูงมาก แต่มีปุ่มหินเล็ก ๆ กระจายอยู่ หัวคงกระแทกตอนกลิ้งลงมา มองขึ้นไปจำได้ว่าข้างบนเป็นทางแคบ ๆ เลาะตามไหล่เขาวนรอบอุทยาน ถ้าฝนตกใหม่ ๆ เดินไม่ระวังมีสิทธิ์ลื่นง่าย ๆ
ล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากเป้ เทน้ำดื่มจากขวดใส่จนชุ่มบิดเบา ๆ พอหมาด ๆ แล้วลูบใบหน้าคมคายของชายหนุ่ม มองดูคล้ายคนเคยรู้จักแต่นึกไม่ออก หรือเป็นคนที่อยากลืม น่าจะใช่มองเผิน ๆ มีเค้าอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ใช่คนเดียวกันแน่เพราะคนที่ทิ้งเธอไปอายุมากกว่านี้หลายปี นึกขึ้นมาแล้วเจ็บใจ กดมือลงบนผ้า ถูอย่างแรง
“โอ๊ย” เสียงดังทำเอาสะดุ้ง ยกมือค้างกำผ้าแน่น มองหน้าเจ้าหนุ่มที่ลืมตาขึ้นมามอง คิดในใจว่าเค้าจะเคืองเราหรือเปล่า ขยับถอยหลังแล้วยืนขึ้น ปัด ๆ เศษหญ้าและใบไม้ตามกางเกง บิดไปมาไม่รู้จะพูดอะไร ดีใจที่เขาฟื้นขึ้นมา ผสมกับตื่นเต้นที่อยู่ลำพังกับคนแปลกหน้า ถึงอายุจะแค่นี้แล้วก็จริงแต่อยู่คนเดียวมาเป็นสิบปี มันก็เขิน ๆ กันมั่งละน่า
“ขอโทษนะ พี่ไม่ได้ตั้งใจ” ดูยังไงเจ้าหนุ่มก็เป็นรุ่นน้องแน่ ๆ “ไม่เป็นไรครับ เอ้อ ผมอยู่ที่ไหนเนี่ย” ชายหนุ่มขยับตัวลุกขึ้นนั่งแขนท้าวกับพื้น พยายามจะยืนขึ้นแต่ทำท่าเหมือนหัวจะทิ่มเลยนั่งลงอย่างเดิม เจ๊มองแล้วลุ้นตาม เกือบลืมตัวโดดเข้าประคองอยู่แล้วดีว่ายั้งไว้ทัน “ใจเย็น ๆ นะ อย่าเพิ่งลุก นั่งสักแป๊บก่อน ไปไงมาไงมากลิ้งอยู่นี่ล่ะพ่อคุณ”
แปลกใจ รู้สึกถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก นั่งคุกเข่าลงไปข้างหนึ่ง มือเท้าขามองหน้าเจ้าหนุ่มด้วยความเป็นห่วง “ผมไม่รู้ ผมคิดอะไรไม่ออก” ชายหนุ่มก้มหน้ากลอกตาไปมา คิ้วขมวดเหมือนนึกอะไรบางอย่าง สักครู่ส่ายหน้าพูดออกมา“ผมจำอะไรไม่ได้เลยพี่”
หม้ายสาวเริ่มวิตก ยกโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมโทรเรียกกู้ภัย ชายหนุ่มเอื้อมมือจับแขนเจ๊เบา ๆ เอ่ยขึ้นมา “ผมไม่เป็นไรมาก ไม่ต้องตามใครก็ได้พี่ ขอพักนิดนึงเดี๋ยวคงนึกอะไรได้” เจ๊ขนลุกซู่เมื่อเจ้าหนุ่มยกมือกลับไป ใจสั่นยังไงบอกไม่ถูก มองดูชายหนุ่มกำลังบีบเบา ๆ ที่ขมับตัวเอง แล้วคิดประหลาด ๆ ขึ้นมาว่า ไม่อยากให้เค้าหายเลย
คิดบ้า ๆ ความรู้สึกขัดแย้งในตัวเองพุ่งขึ้นมา ไปแช่งเค้า เค้าอาจจะมีใครคอยอยู่ก็ได้ ไม่มีหรอกน่า ยังหนุ่มขนาดนี้ ฮื้อไม่เกี่ยวหรอก เดี๋ยวนี้สิบหกสิบเจ็ดเค้าก็มีแฟนกันแล้ว นี่ยี่สิบกว่า ๆ ลูกเป็นโหลแล้วมั้ง โอย ไม่เอา ๆ คิดอะไรเนี่ยคนเพิ่งเจอกัน ชื่อยังไม่รู้จักเลย
“เธอชื่อไรน่ะ พี่จะได้เรียกถูก” ชายหนุ่มมองหน้าหม้ายสาวนิ่ง ยิ้มเก้อ ๆ ก่อนก้มหน้าพูดเบา ๆ “ผมไม่รู้ ผมนึกอะไรไม่ออกซักอย่าง”
ชายหนุ่มยังคงนั่งนิ่ง “ลองดูในกระเป๋าซิ มีอะไรมั่งเดี๋ยวพี่ช่วยดู” เรื่องง่าย ๆ เจ๊คิดในใจมองเจ้าหนุ่มล้วงกระเป๋ากางเกงสองข้าง ดึงมือออกมาล้วงกระเป๋าหลัง ควานไปมาอยู่ครู่นึงยกมือกลับมากระเป๋าหน้า ล้วงเข้าไปแล้วดึงไส้ในออกมาทั้งสองด้าน ข้างในว่างเปล่า
เจ๊แตงอึ้ง เอาไงดี หยุดคิดเรื่องเที่ยวต่อไว้ทันใด มองคนที่อยู่ตรงหน้าในใจสับสน สงสัยตัวเองทำไมไม่เดินไปแล้วทิ้งเจ้าหนุ่มนี่ไว้ แวะบอกเจ้าหน้าที่อุทยานให้มารับก็หมดเรื่อง ถอนใจแล้วพูดขึ้นว่า “พี่จะพาไปส่งโรงพยาบาล เค้าว่ายังไงหรือให้พี่ช่วยยังไงพี่จะจัดการให้”
ชายหนุ่มนั่งนิ่ง ทำหน้าครุ่นคิดสักครู่แล้วพูดขึ้นมา “ไม่ต้องก็ได้พี่ ยุ่งยากเปล่า ๆ” “แล้วเธอจะเอายังไง” หม้ายสาวถาม ตามองมือที่บีบขมับเบา ๆ คงจะปวดข้างใน “พี่หาที่พักให้ผมสักสองสามวันได้มั้ยล่ะ” ชายหนุ่มมองหญิงหม้ายที่ใจคอยังวุ่นวายอยู่ “สักวันสองวัน มันน่าจะดีขึ้น”
“อ้อ เป็นอย่างนี้นี่เอง” นังนุชพยักหน้าขึ้นลงเมื่อปริศนาคลี่คลาย “แล้วเค้านอนห้องเดียวกับเจ๊หรือเปล่า” “นังบ้า คนละห้องเว้ย เอ็งละมันเดาไปเรื่อย ข้าว่าข่าวก็มาจากเอ็งนี่ละมั้ง” นังตัวดีหน้าเป็นถามแบบเหวี่ยงแหเผื่อฟลุ๊ค แต่โดนเจ๊แตงตอกหน้าให้ทันควัน มันรู้ดีว่าไม่ได้โกรธจริงจังเลยยิ่งพูดแหย่เข้าไปอีก ส่วนในใจคิดว่าเรื่องนี้จะไปขยายต่อที่ไหนก่อนดี
ฝ่ายเจ๊แตงไทยเมื่อมีคนรู้ความจริงแล้วก็เบาใจหัวเราะไปกับท่าทางนังนุชที่กระเซ้าด้วยความคุ้นเคย กระทั่งเสียงประตูห้องเปิดดัง แอ๊ด ๆ ๆ ยาว ๆ ทั้งสองจึงหยุดหัวเราะแล้วหันไปมองแทบจะพร้อมกัน
จากโต๊ะบัญชีมองเห็นห้องนอนทั้งสองห้องเรียงคู่กันเข้าไปได้ชัด ประตูห้องแรกอยู่เข้าไปไม่ไกล หน้าประตูนั้น ชายหนุ่มสูงโปร่ง ผิวสีแทน สวมกางเกงขายาวไม่ใส่เสื้อ เผยให้เห็นช่วงไหล่กว้าง และหน้าท้องแบนเรียบ ใบหน้าคมเข้ม หนวดเคราขึ้นมองเห็น จาง ๆ เป็นเงา ๆ นังนุชอ้าปากค้าง จ้องมองนิ่งแทบไม่หายใจ......................@@
จบตอนที่ ๑
ลุงแผน
๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๒
..........กราบสวัสดี ท่านผู้อ่านที่เคารพทุกท่านครับ เรื่องนี้ อยู่ในใจผมมา สามสิบกว่าปีแล้ว ไม่มีโอกาสเขียน แม้กระทั่งเค้าโครงร่างลงกระดาษ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมย้ายบ้านกว่ายี่สิบครั้ง วันนี้ ได้เริ่มนิยายตอนแรก ดีใจมาก ๆ ไม่เกินสิบห้าตอนน่าจะจบ ก็จะได้ดีใจสิบห้าครั้ง เย้ ๆ ๆ ๆ ๆ
ข้อผิดพลาดต้องมีแน่นอน เพราะเป็นนิยายเรื่องแรก ยินดี รับคำแนะนำจากทุกท่าน ตลอดเวลา เช่นเคย ครับผม ขอบคุณ สำหรับกำลังใจจากทุก ๆ ท่าน ที่มีให้มาโดยตลอด และท่านที่ให้กำลังใจอยู่เบื้องหลังทุกท่าน ความสุขที่ท่านได้รับ คือรางวัล ที่มีค่าที่สุด ของผม ขอบคุณมาก ๆ ครับ......................
..........ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจากคุณ สมช ๘๒๖๐๓๒
https://pantip.com/topic/35577539 ขอบคุณมากครับ...........
..........รักซ้อน ซ่อนพิษ........@@ โดย ลุงแผน
ตอนที่ ๑
................เจ๊แตงไทยได้ผัวเด็ก ปากต่อปาก ไวยิ่งกว่าอะไรในโลก วันเดียว รู้กันไปทั้งหมู่บ้าน หม้ายสาวเจ้าของร้านของชำร้านใหญ่ในถิ่นนี้ พาเด็กหนุ่มหน้าซื่อ ๆ มาด้วย หลังจากไปเที่ยวทางภาคเหนือเพื่อพักผ่อนสมองอยู่สามวัน
จริง ๆ แล้ว จะสรุปเลยว่าเค้าเป็นอะไรกันมันคงยังไม่ได้ แต่อย่างว่า ผู้หญิงผู้ชายอยู่ด้วยกันในบ้านตามลำพัง ก็ต้องคุยกันไปอย่างนั้นก่อน
“เฮ้ย พูดกันทั่วแล้วเหรอ” เสียงเจ๊แตงดังโวยวายตามสไตล์ของแก “ใช่แล้วเจ๊ เค้ายังบอกด้วยว่า เจ๊น่ะ หวงมากกก” นังนุชหญิงรุ่นน้อง จีบปากจีบคอคุยทำท่าว่ารู้ทุกอย่าง แต่สีหน้าและแววตาออกอาการอยากรู้อยากเห็นจนกลั้นเอาไว้ไม่อยู่ “โอย จะบ้าตาย แค่สองวันข่าวยังไปขนาดนี้ ถ้าสองเดือนข้าไม่มีลูกแฝดไปเลยเรอะ”
ปกติร้านค้าในหมู่บ้านจะเป็นศูนย์รวมข่าว เรื่องราวหลากหลายไหลมาจากทุกทิศ แต่คราวนี้ต้นตออยู่ที่นี่ วงสุราหน้าร้านเลยเฉไฉคุยเรื่องการบ้านการเมืองไปเรื่อยเปื่อย เก็บคำถามค้างคาไว้ในใจ จะโฉ่งฉ่างมาเลยก็เกรงใจเจ๊แก ทั้งเรื่องบัญชีรายเดือน และฝีปากอันคมกล้าของเจ๊แตงไทย
แต่นังนุชมันชินแล้วกับเรื่องโดนด่า เพราะเจอมาจนหนังหนาหน้าทนไปหมด อีกอย่างคติประจำใจที่ว่า เรื่องชาวบ้าน คืองานของเรา ทำให้ต้องมาหาเจ๊ตั้งแต่เริ่มเปิดร้านตอนเช้าตรู่ ไม่งั้นถ้วยผู้รอบรู้ ต้องโดนชิงอย่างแน่นอน ยอมไม่ได้เด็ดขาด โดนด่า ดีกว่าเสียหน้า เพราะรู้เรื่องทีหลังคนอื่น
“ส่งเก้าอี้มาซิ อยู่ใกล้พอดี” นังนุชรีบยกให้ทันใจ เจ๊แตงขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ยกแผงขนมแขวนกับขอเกี่ยวหน้าประตู เสร็จแล้วลงมายืนมองหน้ารุ่นน้องที่จ้องอยู่ก่อน “แล้วแกว่าไง” ถามแล้วมองหน้านิ่ง “ฉันไม่ได้คิดตามพวกเค้าหรอกเจ๊ แต่อยากมาฟังให้แน่ใจ” ตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ แต่ขาก้าวตามหม้ายสาวไปในร้านแบบติด ๆ ตากวาดมองรอบ ๆ เพ่งลึกไปจนถึงหลังบ้านเผื่อจะเห็นอะไรเป็นข้อมูลได้มั่ง
“นั่งก่อน ไม่ต้องมองหาหรอกเค้านอนอยู่ในห้องนู่น” นังนุชโดนเจ๊ดักคอเบรกตัวโก่งยิ้มกลบเกลื่อนลากเก้าอี้มานั่งหน้าโต๊ะบัญชีอย่างไว ตาจ้องหน้าเจ้าของบ้านไม่กระพริบ อารมณ์เดียวกับตอนลุ้นหวยบ่ายสามวันที่สิบหกไม่มีผิด
“เจ๊ไปเจอเค้าที่ไหน ร้านอาหารเหรอ หรือเจอในรีสอร์ท” นังนุชรอให้พูดก่อนไม่ไหวป้อนคำถามใส่เป็นจรวด แล้วกลั้นใจนั่งตัวแข็งรอคำเฉลย
“ก้นเหว” “บ้าแล้วเจ๊ เอาจริง ๆ สิ” “ก็จริง ชั้นเจอเค้านอนสลบอยู่ซอกเขาไม่สูงมาก สักสี่ห้าเมตรได้มั้งประมาณนั้นแหละ” “อ้าว”นังนุชปรับตัวไม่ทันกับคำตอบที่ไม่คาดคิด นั่งนิ่งฟังเจ๊เล่าต่อ “ตอนแรกนึกว่าตายแล้ว เข้าไปดูใกล้ ๆ เห็นยังหายใจอยู่ เลยเอาผ้าชุบน้ำลูบหน้าให้” หม้ายสาวพูดเรื่อย ๆ เพราะไม่มีความลับอะไรต้องปิดบัง นังนุชขยับเก้าอี้เข้าใกล้กระแซะให้เล่าต่อ
“ตามตัวไม่มีแผลอะไร” เจ๊พูด “มีรอยถลอกนิดหน่อย แล้วตรงหน้าผากโนขึ้นมา คงกระแทกตรงไหนสักแห่ง”
“แล้วเค้าฟื้นมั้ยเจ๊” “นังนี่ ถ้าตายชั้นจะเอามาบ้านทำไม” นังนุชสะดุ้งโหยง แต่เจ๊แตงไม่ได้โมโหจริงจัง เล่าถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน “สักเดี๋ยวเค้าลืมตา ทำหน้า งง ๆ ชั้นบอกให้ค่อย ๆ ลุกขึ้น ถามว่าเจ็บตรงไหนมั่ง เค้าจับที่หัว” “เจ๊เลยชวนมาอยู่ด้วยเลย” “แกจะฟังมั้ย” “ฟังจ้ะฟัง” นังนุชอึดอัดรอตอนจบแทบไม่ไหว สอดขึ้นมาให้โดนดุเล่น ๆ ซะหยั่งงั้น
“เค้าชื่ออะไรเจ๊” โดนไปทีคราวนี้เป็นงานเป็นการขึ้นมาหน่อย “ไม่รู้” “อ้าว แล้วเจ๊ไม่ถามเค้าล่ะ” “เค้าก็ไม่รู้” “เฮ้ย เจ๊มามุขไหนเนี่ย”
ภาพชายหนุ่มหน้าตาคมเข้มที่นอนแน่นิ่งยังติดตาหม้ายสาวอยู่ ตอนแรกใจหายนึกว่าเจอคนตายเข้าให้แล้ว เข้าไปดูใกล้ ๆ มือยกโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมกดเบอร์ฉุกเฉิน มองไปที่ท้องเห็นพองขึ้น และยุบลงเบา ๆ เลยยัดโทรศัพท์เข้ากระเป๋าไว้ แล้วนั่งยอง ๆ ก้มมองใกล้ ๆ
หัวปูดเป็นลูกมะกรูดแต่ไม่ยักแตกแฮะ มองรอบ ๆ เห็นรอยไถลลงมาจากเนินไม่สูงมาก แต่มีปุ่มหินเล็ก ๆ กระจายอยู่ หัวคงกระแทกตอนกลิ้งลงมา มองขึ้นไปจำได้ว่าข้างบนเป็นทางแคบ ๆ เลาะตามไหล่เขาวนรอบอุทยาน ถ้าฝนตกใหม่ ๆ เดินไม่ระวังมีสิทธิ์ลื่นง่าย ๆ
ล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากเป้ เทน้ำดื่มจากขวดใส่จนชุ่มบิดเบา ๆ พอหมาด ๆ แล้วลูบใบหน้าคมคายของชายหนุ่ม มองดูคล้ายคนเคยรู้จักแต่นึกไม่ออก หรือเป็นคนที่อยากลืม น่าจะใช่มองเผิน ๆ มีเค้าอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ใช่คนเดียวกันแน่เพราะคนที่ทิ้งเธอไปอายุมากกว่านี้หลายปี นึกขึ้นมาแล้วเจ็บใจ กดมือลงบนผ้า ถูอย่างแรง
“โอ๊ย” เสียงดังทำเอาสะดุ้ง ยกมือค้างกำผ้าแน่น มองหน้าเจ้าหนุ่มที่ลืมตาขึ้นมามอง คิดในใจว่าเค้าจะเคืองเราหรือเปล่า ขยับถอยหลังแล้วยืนขึ้น ปัด ๆ เศษหญ้าและใบไม้ตามกางเกง บิดไปมาไม่รู้จะพูดอะไร ดีใจที่เขาฟื้นขึ้นมา ผสมกับตื่นเต้นที่อยู่ลำพังกับคนแปลกหน้า ถึงอายุจะแค่นี้แล้วก็จริงแต่อยู่คนเดียวมาเป็นสิบปี มันก็เขิน ๆ กันมั่งละน่า
“ขอโทษนะ พี่ไม่ได้ตั้งใจ” ดูยังไงเจ้าหนุ่มก็เป็นรุ่นน้องแน่ ๆ “ไม่เป็นไรครับ เอ้อ ผมอยู่ที่ไหนเนี่ย” ชายหนุ่มขยับตัวลุกขึ้นนั่งแขนท้าวกับพื้น พยายามจะยืนขึ้นแต่ทำท่าเหมือนหัวจะทิ่มเลยนั่งลงอย่างเดิม เจ๊มองแล้วลุ้นตาม เกือบลืมตัวโดดเข้าประคองอยู่แล้วดีว่ายั้งไว้ทัน “ใจเย็น ๆ นะ อย่าเพิ่งลุก นั่งสักแป๊บก่อน ไปไงมาไงมากลิ้งอยู่นี่ล่ะพ่อคุณ”
แปลกใจ รู้สึกถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก นั่งคุกเข่าลงไปข้างหนึ่ง มือเท้าขามองหน้าเจ้าหนุ่มด้วยความเป็นห่วง “ผมไม่รู้ ผมคิดอะไรไม่ออก” ชายหนุ่มก้มหน้ากลอกตาไปมา คิ้วขมวดเหมือนนึกอะไรบางอย่าง สักครู่ส่ายหน้าพูดออกมา“ผมจำอะไรไม่ได้เลยพี่”
หม้ายสาวเริ่มวิตก ยกโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมโทรเรียกกู้ภัย ชายหนุ่มเอื้อมมือจับแขนเจ๊เบา ๆ เอ่ยขึ้นมา “ผมไม่เป็นไรมาก ไม่ต้องตามใครก็ได้พี่ ขอพักนิดนึงเดี๋ยวคงนึกอะไรได้” เจ๊ขนลุกซู่เมื่อเจ้าหนุ่มยกมือกลับไป ใจสั่นยังไงบอกไม่ถูก มองดูชายหนุ่มกำลังบีบเบา ๆ ที่ขมับตัวเอง แล้วคิดประหลาด ๆ ขึ้นมาว่า ไม่อยากให้เค้าหายเลย
คิดบ้า ๆ ความรู้สึกขัดแย้งในตัวเองพุ่งขึ้นมา ไปแช่งเค้า เค้าอาจจะมีใครคอยอยู่ก็ได้ ไม่มีหรอกน่า ยังหนุ่มขนาดนี้ ฮื้อไม่เกี่ยวหรอก เดี๋ยวนี้สิบหกสิบเจ็ดเค้าก็มีแฟนกันแล้ว นี่ยี่สิบกว่า ๆ ลูกเป็นโหลแล้วมั้ง โอย ไม่เอา ๆ คิดอะไรเนี่ยคนเพิ่งเจอกัน ชื่อยังไม่รู้จักเลย
“เธอชื่อไรน่ะ พี่จะได้เรียกถูก” ชายหนุ่มมองหน้าหม้ายสาวนิ่ง ยิ้มเก้อ ๆ ก่อนก้มหน้าพูดเบา ๆ “ผมไม่รู้ ผมนึกอะไรไม่ออกซักอย่าง”
ชายหนุ่มยังคงนั่งนิ่ง “ลองดูในกระเป๋าซิ มีอะไรมั่งเดี๋ยวพี่ช่วยดู” เรื่องง่าย ๆ เจ๊คิดในใจมองเจ้าหนุ่มล้วงกระเป๋ากางเกงสองข้าง ดึงมือออกมาล้วงกระเป๋าหลัง ควานไปมาอยู่ครู่นึงยกมือกลับมากระเป๋าหน้า ล้วงเข้าไปแล้วดึงไส้ในออกมาทั้งสองด้าน ข้างในว่างเปล่า
เจ๊แตงอึ้ง เอาไงดี หยุดคิดเรื่องเที่ยวต่อไว้ทันใด มองคนที่อยู่ตรงหน้าในใจสับสน สงสัยตัวเองทำไมไม่เดินไปแล้วทิ้งเจ้าหนุ่มนี่ไว้ แวะบอกเจ้าหน้าที่อุทยานให้มารับก็หมดเรื่อง ถอนใจแล้วพูดขึ้นว่า “พี่จะพาไปส่งโรงพยาบาล เค้าว่ายังไงหรือให้พี่ช่วยยังไงพี่จะจัดการให้”
ชายหนุ่มนั่งนิ่ง ทำหน้าครุ่นคิดสักครู่แล้วพูดขึ้นมา “ไม่ต้องก็ได้พี่ ยุ่งยากเปล่า ๆ” “แล้วเธอจะเอายังไง” หม้ายสาวถาม ตามองมือที่บีบขมับเบา ๆ คงจะปวดข้างใน “พี่หาที่พักให้ผมสักสองสามวันได้มั้ยล่ะ” ชายหนุ่มมองหญิงหม้ายที่ใจคอยังวุ่นวายอยู่ “สักวันสองวัน มันน่าจะดีขึ้น”
“อ้อ เป็นอย่างนี้นี่เอง” นังนุชพยักหน้าขึ้นลงเมื่อปริศนาคลี่คลาย “แล้วเค้านอนห้องเดียวกับเจ๊หรือเปล่า” “นังบ้า คนละห้องเว้ย เอ็งละมันเดาไปเรื่อย ข้าว่าข่าวก็มาจากเอ็งนี่ละมั้ง” นังตัวดีหน้าเป็นถามแบบเหวี่ยงแหเผื่อฟลุ๊ค แต่โดนเจ๊แตงตอกหน้าให้ทันควัน มันรู้ดีว่าไม่ได้โกรธจริงจังเลยยิ่งพูดแหย่เข้าไปอีก ส่วนในใจคิดว่าเรื่องนี้จะไปขยายต่อที่ไหนก่อนดี
ฝ่ายเจ๊แตงไทยเมื่อมีคนรู้ความจริงแล้วก็เบาใจหัวเราะไปกับท่าทางนังนุชที่กระเซ้าด้วยความคุ้นเคย กระทั่งเสียงประตูห้องเปิดดัง แอ๊ด ๆ ๆ ยาว ๆ ทั้งสองจึงหยุดหัวเราะแล้วหันไปมองแทบจะพร้อมกัน
จากโต๊ะบัญชีมองเห็นห้องนอนทั้งสองห้องเรียงคู่กันเข้าไปได้ชัด ประตูห้องแรกอยู่เข้าไปไม่ไกล หน้าประตูนั้น ชายหนุ่มสูงโปร่ง ผิวสีแทน สวมกางเกงขายาวไม่ใส่เสื้อ เผยให้เห็นช่วงไหล่กว้าง และหน้าท้องแบนเรียบ ใบหน้าคมเข้ม หนวดเคราขึ้นมองเห็น จาง ๆ เป็นเงา ๆ นังนุชอ้าปากค้าง จ้องมองนิ่งแทบไม่หายใจ......................@@
จบตอนที่ ๑
ลุงแผน
๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๒
..........กราบสวัสดี ท่านผู้อ่านที่เคารพทุกท่านครับ เรื่องนี้ อยู่ในใจผมมา สามสิบกว่าปีแล้ว ไม่มีโอกาสเขียน แม้กระทั่งเค้าโครงร่างลงกระดาษ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมย้ายบ้านกว่ายี่สิบครั้ง วันนี้ ได้เริ่มนิยายตอนแรก ดีใจมาก ๆ ไม่เกินสิบห้าตอนน่าจะจบ ก็จะได้ดีใจสิบห้าครั้ง เย้ ๆ ๆ ๆ ๆ
ข้อผิดพลาดต้องมีแน่นอน เพราะเป็นนิยายเรื่องแรก ยินดี รับคำแนะนำจากทุกท่าน ตลอดเวลา เช่นเคย ครับผม ขอบคุณ สำหรับกำลังใจจากทุก ๆ ท่าน ที่มีให้มาโดยตลอด และท่านที่ให้กำลังใจอยู่เบื้องหลังทุกท่าน ความสุขที่ท่านได้รับ คือรางวัล ที่มีค่าที่สุด ของผม ขอบคุณมาก ๆ ครับ......................
..........ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจากคุณ สมช ๘๒๖๐๓๒ https://pantip.com/topic/35577539 ขอบคุณมากครับ...........