- ไปไหนก็ไป -
ร้อนนนนน!!
การเดินทางที่เริ่มต้นจากการบอกถึงสภาพอุณหภูมิของประเทศไทยขณะนี้ อันที่จริง ประเทศไทย หน้าหนาวก็ร้อน หน้าฝนก็ร้อน หน้าร้อนก็ยิ่งร้อนเข้าไปอีก เลยรีบหนีความร้อนไปพึ่งความเย็นของท้องทะเลเพื่อดับร้อนเอาไว้ เราเริ่มจากการนั่งแท็กซี่ไปที่เซนทรัลพระราม 2 เพื่อไปขึ้นรถตู้มาลงที่บขส. กรุงเทพฯ (ถนนบรมราชชนนี) เรามาถึงก่อนเวลารถออกประมาณ 1 ชั่วโมงจึงพอมีเวลาแวะพักกินข้าวเย็นพอดี
- ฝึกจำศีลบนรถทัวร์ -
เราไปเชคอินตั๋วบริเวณทางออก แล้วก็เดินลงไปหารถทัวร์ที่เราจองไว้ ครั้งนี้เราเลือกรถทัวร์ของบริษัทลิกไนท์ทัวร์ในการเดินทาง และแล้วการเดินทางบนรถทัวร์ 12 ชั่วโมงก็เริ่มต้นขึ้น เพลงในมือถือที่ตุนมาทั้งหมดกลับถูกแทนที่ด้วยเสียงรถที่กำลังขับเคลื่อนและเสียงกรนของเพื่อนร่วมทาง เป็นเสียงที่กล่อมเราให้ผลอยหลับไปในที่สุด
ในระหว่างที่กำลังดูวิวข้างนอกสลับกับการนอนบนรถ จู่ๆ แสงไฟของรถทัวร์ก็เปิดขึ้นมา เป็นสัญญาณว่าถึงจุดแวะพักกินข้าวแล้ว ร้านที่เราเข้าไปกินอยู่ในเซอร์วิสของรถทัวร์ที่นั่งมา คือไม่ต้องเสียตังค์ (เยี่ยม!) อาหารมื้อดึกในคืนนี้คือข้าวต้ม ไข่เข็ม ผักดอง ผัดผัก ฟัก และก็ถั่ว อาหารกินง่ายๆ สบายๆ ไม่หนักท้อง เหมาะกับการเดินทางเป็นเวลานานๆ
- โอ๊เย โอ๊เย โอ๊โอ๊เย -
ด้วยความที่ใช้เวลาในการเดินทางนั้นยาวนานมาก ทั้งเมื่อยและอึดอัด ในที่สุดก็ถึง บขส. กระบี่ ตอนเวลา 7.30 น. สภาพของคนในเมืองที่เริ่มตื่นนอน เริ่มตั้งร้าน ให้ความรู้สึกสบายๆ ชิวๆ แตกต่างจากความวุ่นวายของวิถีชีวิตคนในกรุงเทพฯ เรานั่งกระป้อแดงจาก บขส. กระบี่ไปลงที่ท่าเรือสวนเจ้าฟ้า และขึ้นเรือหัวโทงไปท่าเรือท่าหินที่ชุมชนบ้านเกาะกลาง สภาพชุมชนที่นั่นเงียบสงบมาก ผู้คนยิ้มต้อนรับให้เราเป็นอย่างเป็นมิตร และประชากรแมวที่เรียกว่าค่อนข้างเยอะและน่ารักมากเช่นกัน ผู้คนในเกาะเป็นชาวมุสลิมกว่า 90 เปอร์เซนต์ อีก 10 เปอร์เซนต์เป็นชาวพุทธ เนื่องจากตัวถนนของชุมชนเป็นแบบเลนเดียวขับได้เฉพาะจักรยาน และจักรยานยนต์ พวกเราเลยได้มีโอกาสเช่าจักรยานปั่นชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนด้วยนั่นเอง


ในเกาะกลางนั้นแบ่งออกเป็น 3 หมู่ ที่พักของเราอยู่ในหมู่ที่ 1 ห่างจากท่าเรือท่าหินประมาน 30 กว่าเมตร เราเข้าพักในโฮมสเตย์ชื่อว่า “คิดถึงคอจเทจ” เป็นบ้านเดี่ยวขนาดกลาง 2 ชั้น บ้านทำด้วยไม้ เราพักกันบนชั้น 2 ของโฮมสเตย์ซึ่งเป็นห้องนอนแบบกลุ่ม ส่วนหนึ่งของบ้านแยกออกมาทำเป็นร้านน้ำกับของหวานชื่อว่าร้าน “คิดถึงคราฟเฟ” บริเวณหน้าบ้านเป็นสนามหญ้าเล็กๆ มีพื้นที่สำหรับทำปาร์ตี้ปิ้งย่างอีกด้วย
- ข้าวสีทองบนเกาะแดนใต้ -
หลังจากทำการเช่าจักรยานสำหรับ 1 วันเป็นที่เรียบร้อย เราเริ่มต้นเดินทางในหมู่ 1 ก่อน โดยเราไปที่ศูนย์ชาวนาข้าวสังห์หยด ระยะทางถ้านับจากตัวที่พักนั้นประมาณ 160 เมตร เราได้พบกับ คุณลุงประวัติ คลองรั้ว ประธานกลุ่มทำนาตำบลคลองประสงค์ คุณลุงได้ทำการสอนวิธีการใช้เครื่องสีข้าวโบราณ ลักษณะเป็นไม้แท่งยาวขนานกับฝั่งหนึ่งเป็นด้ามจับ ส่วนอีกฝั่งเป็นเป็นตระกร้าที่ข้างในมีข้าวเปลือกใส่ไว้อยู่ โดยวิธีการใช้งานคือการดึงเข้าดึงออกตัวด้ามจับ เพื่อให้ฝั่งที่เป็นตระกร้านั้นหมุนได้นั่นเอง
คุณลุงได้เล่าให้ฟังว่าข้าวสังห์หยดเป็นสินค้า OTOP และตัวผลิตภัณฑ์ที่บรรจุขายนั้นเป็นการผสมระหว่างข้าวขาวกับข้าวกล้อง ซึ่งกระบวนการในการปลูกต้นข้าวจะใช้น้ำทะเลกับน้ำฝนผสมกัน พอได้มีการพูดคุยเล็กน้อยทำให้รู้ว่ารายได้ของคุณลุงนั้นไม่ได้มีแค่การขายข้าวสังห์หยดเท่านั้น คุณลุงยังมีอาชีพหลักเป็นชาวประมง และที่บ้านของเขานั้นได้ทำเป็นที่พักแบบโฮมสเตย์อีกด้วย ถ้าเกิดปัญหาพายุเข้าจนเรือไม่สามารถแล่นออกไปได้ เราก็ยังสามารถขายข้าวหาเลี้ยงชีพได้
- เรือแห่งความหลัง -
ที่ต่อไปคือศูนย์เรือหัวโทงจำลอง อยู่ถัดจากศูนย์ชาวนาข้าวสังห์หยดไปประมาน 400 เมตร คนที่มาต้อนรับเราคือ คุณลุงสมบูรณ์ ซึ่งเป็นคนที่ให้คำแนะนำเราในการมาเที่ยวเกาะกลางครั้งนี้นั่นเอง พอเข้ามาข้างในเราได้พบกับเรือหัวโทงมากมายหลายลำและหลายขนาด ซึ่งหัวของเรือมีลักษณะเป็นทรงสูงหัวตัดไว้ใช้กันคลื่นทะเล เพราะทะเลอันดามันคลื่นจะแรงมาก อีกนิดก็สึนามิแล้ว (หลอกๆ) โดยความตั้งใจแรกที่มาคือการได้ทำเรือหัวโทงจำลองขนาดเล็ก ตามที่เคยเห็นคนอื่นรีวิวมา แต่เราไม่สามารถทำได้เพราะว่าการทำเรือหัวโทงนั้นการสร้างขึ้นมาแต่ละชิ้นไม่ได้ทำขึ้นมาได้ง่ายๆ และต้องใช้เวลานาน ต้องเป็นคนที่มีพื้นฐาน หรือชำนาญมาก่อน กิจกรรมนี้ถ้าอยากทำจริงๆ ต้องติดต่อล่วงหน้าคุยมาก่อนแล้วถึงจะทำได้

แต่คุณลุงก็มีของบางอย่างมาแสดงให้เราดู นั่นก็คือตะบันไฟ ตะบันไฟเป็นอุปกรณ์ที่คนโบราณใช้ในการจุดไฟมีลักษณะคล้ายตะบันที่ใช้ตำหมากของคนไทยในสมัยก่อน ทำจากไม้เนื้อแข็ง มี 2 ส่วนคือตัวตะบันที่เป็นกระบอกมีรูกลมตรงกลาง กับลูกตะบันเป็นแท่งกลมที่มีขนาดเท่ารูตรงกลางกระบอก ตัวตะบันไฟนั่นตามที่คุณลุงสมบูรณ์บอก มันเป็นของที่ชาวต่างชาตินิยมมาซื้อมาก ต่อให้ปัจจุบันจะมีไฟแชคหรือไม้ขีดไฟที่ทำให้การจุดไฟเป็นเรื่องที่สะดวกง่ายดายมากกว่าวิธีจุดแบบตะบันไฟก็ตาม แต่คุณค่าในตัวของวัตถุอย่างตะบันไฟนั้นไม่ได้ลดลงเลย คนบางกลุ่มมองเป็นของสะสมที่มีคุณค่า มีราคา และน่าเก็บสะสมไว้ เลยทำให้เราได้รู้ว่าสิ่งของปัจจุบันที่เราใช้อยู่ถ้าเรารักษาและไม่ทิ้งมันไป สักวันมันอาจจะสร้างคุณค่าและสร้างเงินให้เราได้เช่นกัน
- รายได้จากผืนผ้า -
พอออกจากศูนย์เรือหัวโทงจำลองเราก็ปั่นจักรยานจากหมู่ที่ 1 ไปหมู่ที่ 2 ทันที โดยจุดหมายต่อไปคือ ศูนย์ผ้ามัดย้อมและศูนย์ผ้าปาเต๊ะ ซึ่งระยะทางนั้นอยู่ห่างจากศูนย์เรือหัวโทงอยู่ประมาณ 2.5 กิโลเมตร และ 3 กิโลเมตรตามลำดับ ที่ศูนย์ผ้ามัดย้อมได้สอนวิธีการทำผ้ามัดย้อม เขาได้บอกว่าสีที่ทำนั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบคือสีธรรมชาติกับสีสังเคราะห์ ซึ่งสีธรรมชาติจะตอบโจทย์ในเรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่สีสังเคราะห์จะเด่นในเรื่องของคุณภาพสีที่มีความเข้มและสดตลอดเวลา สีสังเคราะห์จะติดทนนานกว่าสีธรรมชาติ โดยเราสามารถเลือกทำผ้ามัดย้อมบนผ้าเช็ดหน้าหรือเสื้อยืดก็ได้ และทางศูนย์ผ้ามัดย้อมนั้นได้มีการทำผ้ามัดย้อมส่งให้ AirAsia เป็นการสร้างรายได้หลักให้กับพื้นที่นี่ได้มากเลยทีเดียว


ต่อมาที่ศูนย์ผ้าปาเต๊ะ ถ้าพูดถึงผ้าทางภาคใต้สิ่งแรกที่นึกถึงคือผ้าปาเต๊ะแน่นอน คุณป้าผู้ดูแลศูนย์เล่าให้ฟังว่าผ้าปาเต๊ะจะคล้ายๆ กับผ้าบาติกเนื่องจากวิธีการทำลวดลายคือ การนำเทียนมาหล่อใส่อุปกรณ์ที่เรียกว่า “จันติง” แล้วใช้อุปกรณ์นั้นในการวาดลวดลายลงบนผืนผ้าแล้วค่อยย้อมสี แต่จะต่างกันตรงที่ผ้าปาเต๊ะจะเน้นเป็นลายดอกไม้ที่ดูอ่อนช้อยอย่างสลับซับซ้อน ส่วนผ้าบาติกนั้นจะเป็นรูปทรงต่างๆ หรือรูปสัตว์ น่าเสียดายที่เราไม่ได้ลงมือทำลวดลายผ้าปาเต๊ะและลงสี เพราะการหล่อเทียนขึ้นมาใหม่ในการทำลวดลายนั้นใช้เวลาพอสมควร เรากลัวว่าพระอาทิตย์จะตกดินหนีไปเสียก่อน เลยตัดสินใจเดินดูผ้าที่คุณป้าผู้ดูแลเป็นคนทำไว้เท่านั้น
- แสงสะท้อนจากเปลือกหอย -
เมื่อใกล้ตะวันลับฟ้าเราได้ปั่นจักรยานต่อไปที่จุดชมวิวซึ่งอยู่ห่างจากศูนย์ผ้าปาเต๊ะไปประมาณ 500 กว่าเมตร เพื่อไปดูพระอาทิตย์ตกดินและเก็บหอยตามที่เจ้าของคอจเทจได้แนะนำมาว่าหอยที่นี่นั้นสด อร่อย และหวานมาก แต่เมื่อไปถึงกลับไม่เจอผู้คนอยู่เลย บรรยากาศรอบๆ เต็มไปด้วยหาดทรายกับกลิ่นน้ำทะเลอ่อนๆ มีผู้คนมาเก็บหอยเพียงสองถึงสามคนเท่านั้น และเราเพิ่งมารู้ทีหลังว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่หอยจะน้อยเก็บไม่ค่อยได้เท่าไหร่ แต่ด้วยความที่เรามาแล้วต้องไม่เสียเที่ยวเลยพยายามหาหอยต่อไป ถึงสุดท้ายจะเก็บมาได้บ้าง 2-3 ตัว แต่สุดท้ายด้วยความสงสารเลยปล่อยพวกเขาไป
พวกเราเดินไปเรื่อยๆ บนโคลนและแอ่งน้ำตื้นๆ เดินมาไกลจนพอใจ พอรู้ตัวอีกทีพระอาทิตย์ก็ใกล้จะตกดินแล้ว เราหยุดเดินแล้วถ่ายรูปเจ้าสีส้มดวงกลมโตจนมันลับขอบฟ้าไป
ระหว่างทางที่พวกเรากำลังปั่นจักรยานกลับที่พักเพื่อไปเที่ยวที่ถนนคนเดินต่อ เราได้แวะร้านโรตีข้างทางที่ได้รับการแนะนำจากทางคอจเทจมาว่าต้องมากินให้ได้ แล้วก็เป็นไปตามคาด... อร่อยสมคำร่ำรือ โรตีกรอบๆ ไส้ร้อนๆ กินกับชาปักษ์ใต้ด้วยแล้วเป็นอะไรที่ลงตัวสุดๆ ด้วยความที่เหนื่อยและหิวมาทั้งวัน โรตีตรงหน้าก็หมดเสียก่อนที่จะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปเสียอีก
[CR] 3 วัน 2 คืน กับ "กระบี่และเกาะกลางที่ไม่ใช่แค่สถานที่... แต่เป็นผู้คน"
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้