[SR] รีวิวทริปสามวันสองคืนที่ดันยาง (Danyang) และเจชอน (Jecheon)

กระทู้รีวิว
สวัสดีค่ะ เราชื่อหวานค่ะ ตอนนี้เราเรียนปริญญาโทอยู่ที่ประเทศเกาหลี แล้วก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมทริปท่องเที่ยวขององค์การการท่องเที่ยวเกาหลี (Korea Tourism Organization) เป็นเวลาสามวันสองคืนค่ะ ที่ดันยาง (Danyang) และเจชอน (Jecheon) ค่ะ เลยอยากมาแบ่งปันประสบการณ์การเที่ยวต่างจังหวัดของเกาหลี ที่ไม่ใช่ในจังหวัดยอดฮิตของนักท่องเที่ยวค่ะ

ทริปนี้มีธีมว่า "Healing Place" เพราะฉะนั้นสถานที่ที่ไปเที่ยว และอาหารที่ทาน ก็จะออกแนวธรรมชาติบำบัดค่ะ

ป.ล.เราขอยืมยูสเซอร์เพื่อนเพื่อมาเล่าสู่กันฟังนะคะ เพราะว่าเราไม่มียูสพันทิพย์เป็นของตัวเองค่ะ ^^ รูปอาจจะเยอะ และกระทู้อาจจะยาวไปซักนิด นะคะ พอดีเราเป็นมือใหม่หัดโพส หัดรีวิว ถ้าหากทำผิดพลาดอะไร ก็ขอให้ชี้แนะด้วยนะคะ ถ้าหากมีข้อสงสัย สอบถามได้ค่ะ หากเราตอบได้ เราจะมาตอบให้ค่ะ ^^

นี่คือแผนการเดินทางคร่าวๆ ของทริปในครั้งนี้ค่ะ ที่เห็นเป็น วงกลม คือ "สถานที่ท่องเที่ยว" ส่วน สามเหลี่ยม คือ "ร้านอาหาร" ค่ะ


วันที่ 1 (ทะเลสาบชองพุงโฮ – หมู่บ้านสมุนไพร)

หลังจากที่ออกเดินทางจากจุดนัดหมายที่หน้าองค์การการท่องเที่ยวเกาหลี (อยู่ใกล้ๆ เมียงดงค่ะ ถ้าเป็นรถไฟใต้ดิน ก็ลงที่สถานีจงโน แล้วเดินต่ออีกนิดค่ะ) สถานที่แรกที่เราไปถึงกันก็คือ ร้านอาหาร ชื่อ บ้านต้นแอปเปิ้ล (House of Apple Tree) ที่นี่มีอาหารเพื่อสุขภาพที่ขึ้นชื่อ คือ “เต้าหู้ และเห็ด หม้อร้อน” (Tofu and Mushroom Hotpot) เป็นอาหารที่เหมาะกับคนที่ไม่กินเนื้อสัตว์ และเหมาะกับการช่วยฟื้นฟู และเพิ่มพลังในร่างกาย ซึ่งเป็นอาหารที่กินได้ทุกเพศ ทุกวัย  



หลังจากที่ท้องอิ่มแล้ว พวกเราก็เดินหน้าเที่ยวอย่างเต็มกำลังค่ะ เดินทางไปอีกประมาณ 5 นาที ก็เป็นที่ขึ้นรถไฟโมโนเรล เพื่อขึ้นไปดูทะเลสาบชองพุงโฮ (Cheongpungho lake) โมโนเรลที่นี่ จะไม่ได้พาแค่ขึ้นลงนะคะ แต่เขาจะทำเป็นรางวิ่งโดยรอบเขา พร้อมกับขึ้นเขาไปในตัว ทำให้เราได้เห็นบรรยากาศโดยรอบภูเขาได้ โดยรถจะวิ่งขึ้นภูเขาประมาณ 30-40 นาทีได้ นั่นแปลว่าขาขึ้น-ลงใช้เวลาอย่างน้อยๆ ก็ 1 ชั่วโมงค่ะ (เพราะฉะนั้นต้องเข้าห้องน้ำก่อนที่จะขึ้น เพราะว่าแวะกลางทางไม่ได้ และข้างบนเขาไม่มีห้องน้ำด้วย) ทางที่ขึ้น เป็นทางลาดชัน เสียวมากๆ แต่ว่าวิวก็สวยมากๆ เหมือนกันค่ะ

รถโมโนเรลที่นี่เป็นแบบนั่งคร่อมนะคะ และเปลือยด้านข้าง ตอนขึ้นเขาชันๆ อาจจะเกิดอาการหวิวๆ บ้าง ฮ่าๆ



หลังจากที่ผ่านไปซักพัก ก็ขึ้นไปถึงยอดเขา วันที่ไปท้องฟ้าไม่เปิด มีหมอกนิดหน่อย แต่ว่าความสวยงามก็ยังคงมีให้เห็นอย่างชัดเจน ถ้ามองจากยอดเขาลงไป ก็จะเห็นทะเลสาบชองพุงโฮ ที่สวยมาก และบรรยากาศดีมากๆ เหมาะกับการปลดกปล่อยความเครียด นอกจากนี้ ถ้าใครชอบที่จะเล่นกีฬาตื่นเต้น ที่นี่ยังมีให้ทดลองโดดร่ม (paraglider) อีกด้วย



และที่ยอดเขาบิบงซันนี้ ยังมี Korean Pole เป็นจุดที่น่าสนใจอีกจุดหนึ่ง


หลังจากนั้น หวานก็ได้ไปที่ “หมู่บ้านสมุนไพร” (Medical Herb Village) ที่นี่ พวกเราได้มีโอกาสทำสบู่สมุนไพร และผ้ามัดย้อมในรูปแบบของเราเอง สำหรับสบู่ จะมีวิทยากรมาบรรยายว่าสมุนไพรไหน มีสรรพคุณแบบไหนบ้าง สมุนไพรที่เลือก คือ ทำให้เลือดลมไหลได้ดี และบำรุงให้ผิวพรรณสวย นอกจากนี้วิทยากรยังได้ใส่วิตามินอี แล้วก็น้ำผึ้งในสบู่ให้อีกด้วย


สำหรับผ้ามัดย้อม กรรมวิธีไม่ต่างกับของที่เมืองไทยเท่าไหร่ เพราะว่าสีที่ใช้ย้อมผ้า เป็นสีจากธรรมชาติเหมือนกัน ตอนทำวิทยากรได้แนะแนวทางว่า ถ้ามัดแบบไหน ลายจะออกมาเป็นอย่างไร สำหรับผ้าที่ได้มา คือใช้ตะเกียบม้วนเป็นก้นหอย และใช้ยางรัด ตอนย้อม ก็จะเอาผ้าลงไปแช่ในสีย้อม ทิ้งไว้ซักพักหนึ่งให้สีติด แล้วก็ล้างออก แล้วก็จะได้ผ้าออกมาเป็นลายแบบนี้



หลังจากทำกิจกรรมกันเสร็จแล้ว เราก็ได้ไปกินอาหารเย็นกัน อาหารเย็นวันแรก ที่ Medical Herb Village คือ หมูต้ม (Pork slice) และไก่ต้ม (Whole Chicken Soup) เป็นอาหารที่เหมาะกับคนที่รักษาสุขภาพ เพราะว่าไม่มีมัน และมีกินกับผักหลายชนิดอีกด้วย


สถานที่พักของเราทั้งสองคืน คือที่ แดมยองรีสอร์ท (Daemyung Resort) ห้องพักที่หวานพักเป็นสไตล์เกาหลีที่ปูฟูกนอนค่ะ แต่เสียดายลืมถ่ายรูปในห้องพักมา ร้องไห้ร้องไห้



วันที่ 2 (ทะเลสาบชุงพุงโฮ – โดดัมซัมบง – อนโดล)
วันที่สอง พวกเรานั่งรถไปยังท่าเรือเฟอร์รี่ เพื่อนั่งเรือเที่ยวชมทะเลสาบชุงพุงโฮ ก่อนที่จะขึ้นเรือ จะมีจุดพักให้ถ่ายรูป มองออกไปจากจุดพัก จะเห็นธรรมชาติที่สวยงามรอบๆ ด้าน ชวนให้รู้สึกสดชื่นมากๆ เลยค่ะ

ทางเดินไปจุดชมวิวก่อนขึ้นเรือ


วิวน้อยๆ ก่อนขึ้นเรือค่ะ


ทางขึ้นลงเรือค่ะ เห็นแบบนี้ชันเอาเรื่องเหมือนกัน ที่สำคัญ สีดำๆ ที่เห็น ไม่ใช่ขั้นบันได คาดว่ายางในรถ เพราะอ่อนๆ ฮ่าๆๆ

เรือเฟอร์รี่ที่ขึ้น จะมีทั้งหมดสามชั้น ชั้นบนสุดเป็นชั้นดาดฟ้า ที่จะทำให้เห็นวิวของทะเลสาบได้รอบด้าน และได้รับอากาศดีๆ อย่างเต็มที่ เรือจะแล่นไปในทะเลสาบ ใช้ระยะเวลาการเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง การนั่งอยู่บนเรือเฟอร์รี่ พร้อมกับสูดอากาศบริสุทธิ์และซึมซับบรรยากาศรอบด้าน ทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากๆ



หลังจากที่ขึ้นจากท่าเรือเฟอร์รี่ เดินทางต่ออีกประมาณ15 นาที พวกเราก็มาถึงร้านอาหาร อาหารกลางวันเมนูแนะนำของวันนี้คือ 미늘쌈정식 (มานึลซัมจองชิก๗ ของร้าน 돌집식당 (โทลจิบชิกตัง) อาหารชุดนี้เป็นอาหารพื้นบ้านขึ้นชื่อของที่ดันยาง (Danyang) ที่อาหารหลักส่วนใหญ่จะใช้กระเทียมค่ะ เพราะกระเทียมที่ปลูกที่นี่ จะมีกลิ่น และรสชาติเฉพาะของถิ่นนี้ เวลาที่กิน เราจะตักข้าวออกมาใส่ชามก่อน แล้วเทน้ำชาลงในหม้อร้อน หลังจากที่เรากินข้าวหมดแล้ว ถึงจะกลับมากินข้าวผสมน้ำชาในหม้อร้อนนั้น เวลากิน ให้ความรู้สึกสบายคอเอามากๆ คล้ายๆ กับกินข้าวแช่ ของเมืองไทย (ต่างกันที่ร้อนกับเย็นเท่านั้นเองค่ะ)



หลังจากที่กินอาหารกลางวันจนอิ่มแล้ว พวกเราก็ได้ไปที่โดดัมซัมบง และประตูหิน (Dodamsambong peaks and stone gate) Dodamsambong เป็นเกาะเล็กๆ สามเกาะที่อยู่ตรงกลางแม่น้ำฮัน เกาะกลาง คือ เกาะสามี เกาะซ้ายคือเกาะภรรยาหลวง เกาะขวา คือเกาะภรรยาน้อย มีความเชื่อว่า ขุนนางชื่อ ชุนโดจอน เคยอาศัยอยู่ที่นี่อย่างมีความสุขในช่วงสัยหนุ่มของเขาแต่ก่อน เกาะทั้งสามตั้งอยู่ที่จองซุน แต่เพราะว่ามีน้ำท่วม น้ำเลยพัดเอาเกาะทั้งสามมาตั้งอยู่ที่นี่แทน


หลังจากนั้น พอเดินขึ้นเขาไปประมาณ 10-15 นาที ก็จะเจอกับ stone gate ที่มีรูปร่างโค้งเหมือนกับสายรุ้ง คนเกาหลีมีความเชื่อว่าเป็นที่ที่เหล่าเทวดานางฟ้ามาร้องเพลงเต้นรำกันอย่างสนุกสนานค่ะ


หลังจากนั้น ก็ขึ้นรถบัสเดินทางต่อไปที่ Ondal Tourist Site ที่นี่เป็นสถานที่ที่ใช้ถ่ายทำหนังหลายเรื่อง สวยมากๆ ถ้าใครดูหนังเกาหลี คงคุ้นฉากเหล่านี้ไม่มากก็น้อยค่ะ

ตรงเสาด้านซ้าย-ขวา คือ อนดัล และเจ้าหญิงพยองกังค่ะ


หนังของพี่เบ ยอง จุนก็ถ่ายที่นี่นะคะ ตอนนั้นยังหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวอยู่เลย หัวเราะ

จริงๆ แล้วอนดัล (Ondal) เป็นตำนาน และเรื่องเล่าของที่เมืองดันยางนี้ เรื่องมีอยู่ว่า...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อว่า อนดัล (Ondal) เขามักถูกเพื่อนๆ แกล้งตลอดเวลา เพราะความโง่ของเขา และในช่วงนั้น พระราชาของโครยอ ก็มีลูกสาวชื่อว่า เจ้าหญิงพยองกัง (Pyeonggang) ซึ่งเป็นคนที่ร้องไห้เก่งมากกกก ร้องไห้หนักๆ เข้า พ่อเลยขู่ว่าถ้ายังร้องอีก โตขึ้นจะให้แต่งงานกับอนดัล พอเจ้าหญิงโตขึ้นมา ถึงเวลาแต่งงาน พระราชาก็จะให้แต่งงานกับคนที่มีฐานะเทียบเท่ากัน แต่เจ้าหญิงจะแต่งกับอนดัล เลยถูกเนรเทศออกจากวังไปอยู่กันสองคน เจ้าหญิงเลยขายเครื่องประดับต่างๆ และสนับสนุนให้อนดัลเรียนหนังสือและฝึกวิทยายุทธ์ จนเมื่อมีสงครามใหญ่เกิดขึ้น ดลอัลได้เข้าร่วม และพาให้โครยอชนะ พระราชาเลยยอมรับ และทั้งอนดัลและเจ้าหญิงพยองกัง เลยกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองดันยางแห่งนี้


และถ้าหากว่าเดินขึ้นเขาไปประมาณครึ่งชั่วโมง ก็จะเจอกับป้อมปราการ ที่สร้างขึ้นไว้ตั้งแต่สมัยโครยอ เชื่อกันว่าเอาไว้ป้องกัน และดูแลไม่ให้ข้าศึกเข้ามารุกรานประเทศ


หลังจากที่ขึ้นเขาแล้ว เราก็จะมาลงใต้ดินกันค่ะ ที่นี่มี ถ้าอนดัล (Ondal Cave) ในถ้ำ มีหินงอกหินย้อยที่สวยงาม แต่ว่าระหว่างเดินอาจจะต้องก้มๆ เงยๆ มุดๆ ดีๆ เพราะว่าจะมีบางช่วงของถ้ำที่เตี้ยมาก จนบางทีต้องสไลด์ตัวบ้าง ตะแคงตัวบ้างเพื่อให้ผ่านช่องไปได้ (บางทีเตี้ยขนาดที่ว่า...ต้องนั่งลงบนพิ้นแล้วสไลด์ตัวกันเลยทีเดียวค่ะ)


หลังจากที่เดินขึ้นเขา และเข้าถ้ำกันอย่างเหน็ดเหนื่อยแล้ว พวกเราก็ได้มากินอาหารที่ร้านใกล้ๆ กับ Ondal Tourist Site อาหารที่กิน มีชื่อว่า ทอต็อก (Deodeok) เป็นอาหารขึ้นชื่ออีกจานหนึ่งของเมืองดันยาง อาหารชนิดนี้ จะผสมโสมป่า ซึ่งค่อนข้างที่จะหายาก ซึ่งโสมป่าจะมีสรรพคุณทางยาที่ดีกว่าโสมทั่วไป อาหารมื้อนี้ ก็เป็นอีกมื้อหนึ่งที่ดีต่อสุขภาพมากๆ


เดี๋ยวมาโพสวันที่สามต่อนะคะ โพสในนี้ไม่พอแล้ว....
ชื่อสินค้า:   ท่องเที่ยวในเกาหลีใต้
คะแนน:     
**SR - Sponsored Review : ผู้เขียนรีวิวนี้ไม่ได้ซื้อสินค้าหรือเสียค่าบริการเอง แต่มีผู้สนับสนุนสินค้าหรือบริการนี้ให้แก่ผู้เขียนรีวิว โดยที่ผู้เขียนรีวิวไม่ได้รับสิ่งตอบแทนอื่นใดในการเขียนรีวิว
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่