No. 778

มีหลายครั้งที่ เหนื่อยใจมากๆ กลุ้มที่ หมุนเงินจ่ายพนักงานและช่างในโรงานไม่ค่อยทัน นั่นประมาณปี
พศ.2538 - 2540 ไม่ใช่กิจการตนเองนะครับเพียงแต่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่
ระยะนั้นเศรษฐกิจเริ่มเป็นฟองสบู่
โป่งพองดูดี แต่ไม่ดี
งานก่อสร้างเฟื่องฟู ฝ่ายขายของบริษัทวิ่งหางานป้อนโรงงาน
ผลิตออฟฟิศเฟอร์นิเจอร์กับงานตกแต่งชุดครัว ห้องนอนในหมู่บ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียม
ขายได้ก็จริง
แต่เมื่อส่งมอบงาน เช็คที่ได้รับ เด้งแล้วเด้งอีก
ไม่มีเงินจ่าย ให้พนักงานภายในช่างในโรงงานแม้แต่ พนักงานขาย กลุ้มใจนอนไม่ค่อยหลับ
เหนื่อยใจกว่า 2 ปี
เลยหลบงาน ไปวัดอโศการามไม่ไกลจากโรงงาน ไปนั่งพิงเสากลมใหญ่ที่ศาลาใหญ่ ลมเย็นสบายนั่งหลับ บาง
วันก็นอนหลับข้างเสา ตอนนั้นทำได้เพราะไม่มีใครอยู่บนศาลานั้นเลยวันหนึ่งก็หลบไป นั่งคิด
นั่งหลับที่เดิมอีก ตื่นมาเห็น
พระภิกษุกลุ่มใหญ่ก็เดินไปนั่งบนส่วนที่นั่งของภิกษุหน้า
องค์พระพุทธรูปใหญ่ มีคนธรรมดากลุ่มใหญ่นั่งข้างล่าง เริ่มสวดมนต์เสียงทุ้ม ก้องไพเราะ
แต่ก็ฟังไม่ออกอยู่ดี ใจคิดในทางที่ตนเองว่า สวดทำไม้ว้า ไม่เห็นรู้เรื่อง หุ หุ
มีชายวัยกลางคน
เดินเข้ามาทักทาย และมอบหนังสือสวดมนต์ ชวนให้สวดตามหนังสือ เอาก็เอาอ่านตามหนังสือทันบ้างไม่ทันบ้างก็ไม่มีใครว่า
ใช้เวลานานเป็น ชม.มั้งพอเสร็จก็ต่างกราบพระพุทธรูป พระภิกษุ ก็กลับบ้านรู้สึกจิตสงบดี วันหลังก็ไปอีก
เพราะอยากฟังเสียงสวดมนต์รู้สึกเสียงทุ้มก้องดี เท่านั้นเอง หุ หุ
ความวิตกจากงานเลยหาทางออกไว้อีกทาง
วันหยุดก็ริเริ่มไป ทำสวนทำไร่ที่จันทบุรี เผื่อชีวิตในการทำงานไม่ดีจะไป อยู่ไร่ปลูกผักเลี้ยงไก่กินทั้งครอบครัว
อยู่มาวันหนึ่ง
ไปติดต่องานบริษัทพรีเมียร์ใกลักับ พาราไดซ์พาร์ค ซีคอนสแควร์ศรีนครินทร์นึกได้ว่ามีสวน
หลวง ร.9 เปิดให้พวกเราเข้าไปเที่ยวปี พศ.2530 ไปวันที่ในหลวงของพวกเราไปทำพิธีเปิดแล้วไม่ได้ไปอีกเลย
เลยขับรถเข้าไปจอดที่ลานจอดระยะนั้นเกือบจะไม่มีคน เห็นคนอยู่ 5 -6 คนกำลังยืดตัว
ใช้มือดันต้นไม้คงเตรียมตัววิ่งจ๊อกกิ้ง ดูคุ้น ๆ หน้า
อ้าวพี่ไวน์ มาทำไร
สวัสดีดาบ อ้าวหมู่มาด้วยไม่ได้เจอกันนานจำเกือบไม่ได้ 555พี่ ๆ เขาอยู่ สน.พระโขนง เราไปกินเหล้าที่บ้านผู้กองหลายครั้งเราต่างเป็นลูกน้องผู้กอง
ผมทำงานให้บริษัทก่อสร้างที่ภรรยาผู้กองเขาเป็นกก.ผจก.ก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ อยู่หลายปีพวกเราเลยเข้ามาคุยกัน
พักใหญ่ พี่ ๆตำรวจชวนให้มาออกกำลัง โดยการวิ่ง เลยรับปากว่าจะมาวันหลังอีกหลายวันก็ไปร่วมวิ่งกับ พี่ๆ ดาบตำรวจ กับหมู่ดา
ไปหลายครั้งเฉพาะตอนเย็น
แต่ไม่สดวกจริง ๆ เลยไปวิ่งตอนเช้ามืดแทน...ขณะวิ่งช้า ๆ ไปได้สักครึ่ง ชม. เริ่มรู้สึกสบายใจสมองโปร่ง สารเอ็นโดฟินส์หลั่งออกมา
ชักติดสารที่หลั่งจากร่างกายของเราเองจาก ต่อมใต้สมองไขสันหลังทำให้ทนจากการเจ็บปวดได้ดี และทำให้เกิดความสุข
ก่อนวิ่งหรือแม้แต่วิ่งได้ 10กว่านาที จิตยังคิดถึง เอ..ยังไม่ได้ตากผ้า เมียสั่งไว้ก่อนไปทำงาน แหะ ๆ
ลูกสาวรถมารับหรือยังลูกชายนั่งรถสองแถวไปประสานมิตร รถติดเปล่าหว่า
หายใจแรงขึ้นเพราะใช้กำลังขากาย ใจคิดว่าอีก เกือบ 6 กม.ที่จะต้องวิ่ง เราต้องผ่อนฝีเท้าให้ช้าลง
ใครแซงก็ปล่อยเขาไปหัวใจเต้นเบาลง สับเท้าให้ถี่ขึ้นได้ แค่นี้เหมาะหรือเปล่า เริ่มสังเกตตัวเองว่าจะไปถึงเป้าหมาย
หรือจะหมดแรงก่อน.... จิตตนเองเกาะติดอยู่เรื่องเดียว
ลืมเรื่องอื่นหมด... พอครบระยะทางก็สดชื่น ตอนนั้นยังไม่รู้ว่านั่นคือการทำสมาธิ(น่าจเป็น สมาธิแบบเคลื่อนไหว)
มีความรู้สึกว่าสมองโปร่งไม่คิดอะไรมาก
หลังวิ่งก็ไปทำงานที่โรงงาน ก็มีจิตสงบลงได้ดี ร่างกายแข็งแรงขึ้นมาก ไม่หงดหงิดง่าย สภาพจิตเข้มแข็ง กลับบ้านตอนเย็นอาบน้ำ ทานข้าว
นั่งเล่น ดูทีวี ก็เข้านอน หลับสบายไม่มีฝันใด ๆ นานหลายปี
วิธีนี้เหมาะสำหรับ
คนหนุ่มสาว เพราะร่างกายยังพอไหวที่จะ ออกกำลังกาย
แต่หลังจากนั้นอีกหลายปี พบว่ายังมีอีกวิธีหนึ่งที่ไม่ต้องออกแรงมากนัก ก็ พักใจผ่อนคลายได้ดีมาก
นั่นคือ การฝึกทำสมาธิ โดยตรงตามที่ผมเกริ่นไว้หรือโปรยไว้ตอนแรก
แต่จะเป็นเช่นแบบไหนไว้โอกาศหน้าค่อยเล่านะครับ ดีจริงๆ ดีพอ ๆ กับการออกกำลังกาย
พักใจ และพักกายก่อน..ดีนะ
มีหลายครั้งที่ เหนื่อยใจมากๆ กลุ้มที่ หมุนเงินจ่ายพนักงานและช่างในโรงานไม่ค่อยทัน นั่นประมาณปี
พศ.2538 - 2540 ไม่ใช่กิจการตนเองนะครับเพียงแต่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่
ระยะนั้นเศรษฐกิจเริ่มเป็นฟองสบู่
โป่งพองดูดี แต่ไม่ดี
งานก่อสร้างเฟื่องฟู ฝ่ายขายของบริษัทวิ่งหางานป้อนโรงงาน
ผลิตออฟฟิศเฟอร์นิเจอร์กับงานตกแต่งชุดครัว ห้องนอนในหมู่บ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียม
ขายได้ก็จริง
แต่เมื่อส่งมอบงาน เช็คที่ได้รับ เด้งแล้วเด้งอีก
ไม่มีเงินจ่าย ให้พนักงานภายในช่างในโรงงานแม้แต่ พนักงานขาย กลุ้มใจนอนไม่ค่อยหลับ
เหนื่อยใจกว่า 2 ปี
เลยหลบงาน ไปวัดอโศการามไม่ไกลจากโรงงาน ไปนั่งพิงเสากลมใหญ่ที่ศาลาใหญ่ ลมเย็นสบายนั่งหลับ บาง
วันก็นอนหลับข้างเสา ตอนนั้นทำได้เพราะไม่มีใครอยู่บนศาลานั้นเลยวันหนึ่งก็หลบไป นั่งคิด
นั่งหลับที่เดิมอีก ตื่นมาเห็น
พระภิกษุกลุ่มใหญ่ก็เดินไปนั่งบนส่วนที่นั่งของภิกษุหน้า
องค์พระพุทธรูปใหญ่ มีคนธรรมดากลุ่มใหญ่นั่งข้างล่าง เริ่มสวดมนต์เสียงทุ้ม ก้องไพเราะ
แต่ก็ฟังไม่ออกอยู่ดี ใจคิดในทางที่ตนเองว่า สวดทำไม้ว้า ไม่เห็นรู้เรื่อง หุ หุ
มีชายวัยกลางคน
เดินเข้ามาทักทาย และมอบหนังสือสวดมนต์ ชวนให้สวดตามหนังสือ เอาก็เอาอ่านตามหนังสือทันบ้างไม่ทันบ้างก็ไม่มีใครว่า
ใช้เวลานานเป็น ชม.มั้งพอเสร็จก็ต่างกราบพระพุทธรูป พระภิกษุ ก็กลับบ้านรู้สึกจิตสงบดี วันหลังก็ไปอีก
เพราะอยากฟังเสียงสวดมนต์รู้สึกเสียงทุ้มก้องดี เท่านั้นเอง หุ หุ
ความวิตกจากงานเลยหาทางออกไว้อีกทาง
วันหยุดก็ริเริ่มไป ทำสวนทำไร่ที่จันทบุรี เผื่อชีวิตในการทำงานไม่ดีจะไป อยู่ไร่ปลูกผักเลี้ยงไก่กินทั้งครอบครัว
อยู่มาวันหนึ่ง
ไปติดต่องานบริษัทพรีเมียร์ใกลักับ พาราไดซ์พาร์ค ซีคอนสแควร์ศรีนครินทร์นึกได้ว่ามีสวน
หลวง ร.9 เปิดให้พวกเราเข้าไปเที่ยวปี พศ.2530 ไปวันที่ในหลวงของพวกเราไปทำพิธีเปิดแล้วไม่ได้ไปอีกเลย
เลยขับรถเข้าไปจอดที่ลานจอดระยะนั้นเกือบจะไม่มีคน เห็นคนอยู่ 5 -6 คนกำลังยืดตัว
ใช้มือดันต้นไม้คงเตรียมตัววิ่งจ๊อกกิ้ง ดูคุ้น ๆ หน้า
อ้าวพี่ไวน์ มาทำไร
สวัสดีดาบ อ้าวหมู่มาด้วยไม่ได้เจอกันนานจำเกือบไม่ได้ 555พี่ ๆ เขาอยู่ สน.พระโขนง เราไปกินเหล้าที่บ้านผู้กองหลายครั้งเราต่างเป็นลูกน้องผู้กอง
ผมทำงานให้บริษัทก่อสร้างที่ภรรยาผู้กองเขาเป็นกก.ผจก.ก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ อยู่หลายปีพวกเราเลยเข้ามาคุยกัน
พักใหญ่ พี่ ๆตำรวจชวนให้มาออกกำลัง โดยการวิ่ง เลยรับปากว่าจะมาวันหลังอีกหลายวันก็ไปร่วมวิ่งกับ พี่ๆ ดาบตำรวจ กับหมู่ดา
ไปหลายครั้งเฉพาะตอนเย็น
แต่ไม่สดวกจริง ๆ เลยไปวิ่งตอนเช้ามืดแทน...ขณะวิ่งช้า ๆ ไปได้สักครึ่ง ชม. เริ่มรู้สึกสบายใจสมองโปร่ง สารเอ็นโดฟินส์หลั่งออกมา
ชักติดสารที่หลั่งจากร่างกายของเราเองจาก ต่อมใต้สมองไขสันหลังทำให้ทนจากการเจ็บปวดได้ดี และทำให้เกิดความสุข
ก่อนวิ่งหรือแม้แต่วิ่งได้ 10กว่านาที จิตยังคิดถึง เอ..ยังไม่ได้ตากผ้า เมียสั่งไว้ก่อนไปทำงาน แหะ ๆ
ลูกสาวรถมารับหรือยังลูกชายนั่งรถสองแถวไปประสานมิตร รถติดเปล่าหว่า
หายใจแรงขึ้นเพราะใช้กำลังขากาย ใจคิดว่าอีก เกือบ 6 กม.ที่จะต้องวิ่ง เราต้องผ่อนฝีเท้าให้ช้าลง
ใครแซงก็ปล่อยเขาไปหัวใจเต้นเบาลง สับเท้าให้ถี่ขึ้นได้ แค่นี้เหมาะหรือเปล่า เริ่มสังเกตตัวเองว่าจะไปถึงเป้าหมาย
หรือจะหมดแรงก่อน.... จิตตนเองเกาะติดอยู่เรื่องเดียว
ลืมเรื่องอื่นหมด... พอครบระยะทางก็สดชื่น ตอนนั้นยังไม่รู้ว่านั่นคือการทำสมาธิ(น่าจเป็น สมาธิแบบเคลื่อนไหว)
มีความรู้สึกว่าสมองโปร่งไม่คิดอะไรมาก
หลังวิ่งก็ไปทำงานที่โรงงาน ก็มีจิตสงบลงได้ดี ร่างกายแข็งแรงขึ้นมาก ไม่หงดหงิดง่าย สภาพจิตเข้มแข็ง กลับบ้านตอนเย็นอาบน้ำ ทานข้าว
นั่งเล่น ดูทีวี ก็เข้านอน หลับสบายไม่มีฝันใด ๆ นานหลายปี
วิธีนี้เหมาะสำหรับ
คนหนุ่มสาว เพราะร่างกายยังพอไหวที่จะ ออกกำลังกาย
แต่หลังจากนั้นอีกหลายปี พบว่ายังมีอีกวิธีหนึ่งที่ไม่ต้องออกแรงมากนัก ก็ พักใจผ่อนคลายได้ดีมาก
นั่นคือ การฝึกทำสมาธิ โดยตรงตามที่ผมเกริ่นไว้หรือโปรยไว้ตอนแรก
แต่จะเป็นเช่นแบบไหนไว้โอกาศหน้าค่อยเล่านะครับ ดีจริงๆ ดีพอ ๆ กับการออกกำลังกาย