สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 6
ทุกยี่ห้อแหละครับ มันมีทั้งข้อดี ข้อด้อย
และมีปัญหาที่แตกต่างกันออกไป เสมอ
จากประสบการณ์ตรงที่เคยใช้มาหลายคัน (ผมหมดไปกับรถพวกนี้มามากแล้ว)
ทั้ง
1. Nissan GT-R อัตรเร่งดีมาก กดปุ๊บมาปั๊บ
อัตราการทดเกียร์ค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับรถในกลุ่มเดียวกัน รอบมาเร็ว
ความเร็วต้นก็ดี แต่ช่วงกลางจะไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ช่วงปลายนี่โครตไหล
(เคยเอาไปจับกับ Ferrari 485 แล้วไม่ทำให้รูhสึกว่าโดนทิ้งเลยสักนิด)
2. Dodge Challenger (Hellcat) ตัวท็อป เพราะชอบ Dodge เป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว
และก็ไม่อยากซ้ำกับใคร ก็เลยโล๊ะ GTR ทิ้ง แล้วหันมาใช้เจ้าแมวนรกคันนี้แทน
อยากจะบอกว่า แม่รงงงงงง เครื่องโครตแรง โครตพลัง
ช่วงออกตัวแบบกดเต็มที่นี่ ทำให้สัมผัสได้ถึงแรง G ที่กระทำต่อตัวเราได้เลย
แบบว่า หลังติดเบาะเลยอะ ความเร็วปลายสูงสุด (รถเดิมๆ)
ผมเคยกดเต็มที่ได้ประมาณ 210 ไมล์ต่อ ชม. (หน่วยรถมันเป็นไมล์ ต่อชม.)
ตอนนั้น ไม่เคยกลัวใครเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น เฟอร์รารี่ แลมโบ พอช เจอ Dodge แมวนรถคันนี้เข้าไป ฉีกหายครับ
แต่ข้อเสียคือ มันโครต-น้ำมันแบบสุดๆ
และช่วงล่างมีความแข็งกระด้าง ไม่นุ่มนวล
และมีความดิบ เถื่อน (ตามสไตล์ american muscle car)
วัสดุและงานภายในค่อนข้างธรรมดา (เมื่อเทียบกับพวก ซุปเปอร์คาร์ฝั่งยุโรป)
และไม่มีเทคโนโลยีอะไรเลย มันอาศัยพลังและความแรงจากตัวเครื่องยนต์เพียวๆ นี่แหละ
คือวิ่งพุ่งออกไปเป็นแท่งๆ ก้อนๆ ทั้งคันนี่แหละ ไม่ต้องใช้แอร์โรไดนามิค
ไม่ต้องใช้ระบบลิเล็กทรอนิคสมองกลโน่น นี่นั้นมาช่วยเลย
มันแรงด้วยพลังเครื่องยนต์ล้วนๆ ตามสไตล์ american muscle car แท้ๆ
(เสียงคำรามโครตดังและเป็นเอกลักษณ์มากๆ ขับไปไหนคนหันมองตลอด)
และแน่นอนว่า ผมชอบมันมากที่สุดในบรรดารถทั้งหมดที่ผมเคยใช้มา
3. Lamborghini Huracan ซื้อมาขี่เล่นๆ เลยครับ ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่มันก็ไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ
(การตกแต่งภายในของมัน ทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่องทรานฟอร์เมอร์ ขึ้นมาทันที)
เรื่องของความเร็ว แรงก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ความเร็วต้นและกลาง จี๊ดจ๊าดมาก แต่ช่วงปลายเกียร์ ค่อนข้างนิ่งครับ
(เคยเอามาจับกับ Dodge วิ่ง 402 เมตรแบบขำๆ แล้ว โดน Dodge ทิ้งห่างแบบไม่เห็นไฟท้ายเลย)
และอีกหนึ่งสิ่งที่ชอบมากก็คือ ความไวของพวงมาลัยมันจะขึ้นอยู่กับความเร็วที่ใช้
ถ้าเราวิ่งด้วยความเร็วต่ำกว่า 50-55 km/h
พวงมาลัยจะไวมาก เพื่อให้คล่องต่อการขับในเมืองและเลี้ยวเข้าที่จอด
แต่ถ้าเราวิ่งเกิน 100 km/h ขึ้นไปความไวของพวงมาลัยจะลดลงและ
น้ำหนักหน่วงมือจะเพิ่มขึ้นตามอัตราความเณ็วที่เราใช้ ณ ตอนนั้น
(นอกจากความเร็วแล้ว ยังขึ้นอยู่กับโหมดการขับขี่ด้วย)
ถ้าเราตั้งไว้โหมด STRADA พวงมาลัยจะไวน้อยสุด
นอกนั้นก็ไม่ได้คิดไรมากครับ ทุกวันนี้ก็ปล่อยมันไปแล้ว
4. Porsche 718 ก็แรงพอตัวครับ แต่เท่าที่ใช้มาช่วงสั้นๆ ผมก็จับสังเกตุและจับความร็สึกอะไรมันไม่ค่อยได้เท่าไหร่
5. Porsche 911 ก็เหมือนกับ 718 คือ เคยใช้แค่ช่วงสั้นๆ เลยไม่ได้เก็บรายละเอียดอะไรมากมายเท่าไหร่
แต่มันก็ยังเป็นรถที่ดีทั้งคู่เช่นกัน
6. Ferrari F12 ที่จัดรุ่นนี้ก็เพราะ ชอบในรูปทรงของมันล้วนๆ เลย ไม่ได้สนใจเรื่องสมรรถนะเลย
แต่พอได้ลองใช้แล้วร็สึกได้เลยว่า ความแรงของมัน ก็เอาเรื่องเหมือนกัน ช่วงต้นรู้สึกเฉยๆ แต่ช่วงปลายสุดทางตรงนี่
มันแรงมากและให้ความนุ่มนวลที่ดีมาก (คนละเรื่องกับ Dodge เลย) ทุกอย่างควบคุมง่ายไปหมด
และมีของเล่นอิเล็กทรอนิกให้เล่นเยอะดี
7. Aston Martin DB11 ผมชอบการตกแต่งภายในของมันมากๆ ดูเรียบหรูดูอลังการ โดยสเปคและวัสดุภายใน
เราสามารถเลือกสั่งได้ตามใจชอบ เพราะทุกคันจะผลิตตามคำสั่งของลูกค้าแต่ละคน
มันเป็นงานงานฝีมือที่มีความความประณีตแบบสุดๆ
ส่วนความเร็วสูงสุดที่เคยลอง (เท่าที่ถนนจะเอื้ออำนวย) คือ 185 กม./ชม.
เสียงลมมีบ้างแต่ไม่ถึงกับรบกวน
ส่วนเสียงคำรามของท่อไอเสีย ถ้าเราเข้ามาอยู่ในห้องโดยสาร มันเก็บเสียงได้ดีทีเดียว
แต่ถ้าเราออกไปฟังนอกรถ ท่อมันจะค่อนข้างดังตามสไตล์ของ Aston Martin แท้ๆ เลย
ส่วนระบบเบรกก็เอาอยู่ เคยลองกระทืบเบรกแบบฉุกเฉิน รถหยุดสนิทได้โดยไม่เสียการทรงตัวเลย นิ่งมาก
เค้าเซตรถและระบบความปลอดภัยที่ใส่มาให้แบบโครตดี
อย่างที่บอกครับว่า ผมหมดไปกับรถพวกนี้มาเยอะมาก ทั้งเงิน
ทั้งเวลาชีวิตผมแทบจะทุ่มเทให้กับรถพวกนี้ทั้งหมด
จนบางครั้งไม่ได้กินข้าว ไม่ได้อาบน้ำ แม้เวลาที่จะคุยกับลูก กับเมียก็แทบไม่มี
จนตอนนั้นเมียโมโหมาก ในตอนที่ผมไม่ได้อยู่บ้าน เมียผมก็เข้ามาในห้องผม
แล้วเมียผมก็หยิบจอย พร้อมกับแผ่นและเครื่อง PS4 ทั้งหมดที่ผมเล่นอยู่ ทิ้งลงถังขยะทั้งหมด
หลังจากนั้น ผมก็ไม่ได้เล่นรถพวกนี้อีกเลย
และมีปัญหาที่แตกต่างกันออกไป เสมอ
จากประสบการณ์ตรงที่เคยใช้มาหลายคัน (ผมหมดไปกับรถพวกนี้มามากแล้ว)
ทั้ง
1. Nissan GT-R อัตรเร่งดีมาก กดปุ๊บมาปั๊บ
อัตราการทดเกียร์ค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับรถในกลุ่มเดียวกัน รอบมาเร็ว
ความเร็วต้นก็ดี แต่ช่วงกลางจะไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ช่วงปลายนี่โครตไหล
(เคยเอาไปจับกับ Ferrari 485 แล้วไม่ทำให้รูhสึกว่าโดนทิ้งเลยสักนิด)
2. Dodge Challenger (Hellcat) ตัวท็อป เพราะชอบ Dodge เป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว
และก็ไม่อยากซ้ำกับใคร ก็เลยโล๊ะ GTR ทิ้ง แล้วหันมาใช้เจ้าแมวนรกคันนี้แทน
อยากจะบอกว่า แม่รงงงงงง เครื่องโครตแรง โครตพลัง
ช่วงออกตัวแบบกดเต็มที่นี่ ทำให้สัมผัสได้ถึงแรง G ที่กระทำต่อตัวเราได้เลย
แบบว่า หลังติดเบาะเลยอะ ความเร็วปลายสูงสุด (รถเดิมๆ)
ผมเคยกดเต็มที่ได้ประมาณ 210 ไมล์ต่อ ชม. (หน่วยรถมันเป็นไมล์ ต่อชม.)
ตอนนั้น ไม่เคยกลัวใครเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น เฟอร์รารี่ แลมโบ พอช เจอ Dodge แมวนรถคันนี้เข้าไป ฉีกหายครับ
แต่ข้อเสียคือ มันโครต-น้ำมันแบบสุดๆ
และช่วงล่างมีความแข็งกระด้าง ไม่นุ่มนวล
และมีความดิบ เถื่อน (ตามสไตล์ american muscle car)
วัสดุและงานภายในค่อนข้างธรรมดา (เมื่อเทียบกับพวก ซุปเปอร์คาร์ฝั่งยุโรป)
และไม่มีเทคโนโลยีอะไรเลย มันอาศัยพลังและความแรงจากตัวเครื่องยนต์เพียวๆ นี่แหละ
คือวิ่งพุ่งออกไปเป็นแท่งๆ ก้อนๆ ทั้งคันนี่แหละ ไม่ต้องใช้แอร์โรไดนามิค
ไม่ต้องใช้ระบบลิเล็กทรอนิคสมองกลโน่น นี่นั้นมาช่วยเลย
มันแรงด้วยพลังเครื่องยนต์ล้วนๆ ตามสไตล์ american muscle car แท้ๆ
(เสียงคำรามโครตดังและเป็นเอกลักษณ์มากๆ ขับไปไหนคนหันมองตลอด)
และแน่นอนว่า ผมชอบมันมากที่สุดในบรรดารถทั้งหมดที่ผมเคยใช้มา
3. Lamborghini Huracan ซื้อมาขี่เล่นๆ เลยครับ ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่มันก็ไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ
(การตกแต่งภายในของมัน ทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่องทรานฟอร์เมอร์ ขึ้นมาทันที)
เรื่องของความเร็ว แรงก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ความเร็วต้นและกลาง จี๊ดจ๊าดมาก แต่ช่วงปลายเกียร์ ค่อนข้างนิ่งครับ
(เคยเอามาจับกับ Dodge วิ่ง 402 เมตรแบบขำๆ แล้ว โดน Dodge ทิ้งห่างแบบไม่เห็นไฟท้ายเลย)
และอีกหนึ่งสิ่งที่ชอบมากก็คือ ความไวของพวงมาลัยมันจะขึ้นอยู่กับความเร็วที่ใช้
ถ้าเราวิ่งด้วยความเร็วต่ำกว่า 50-55 km/h
พวงมาลัยจะไวมาก เพื่อให้คล่องต่อการขับในเมืองและเลี้ยวเข้าที่จอด
แต่ถ้าเราวิ่งเกิน 100 km/h ขึ้นไปความไวของพวงมาลัยจะลดลงและ
น้ำหนักหน่วงมือจะเพิ่มขึ้นตามอัตราความเณ็วที่เราใช้ ณ ตอนนั้น
(นอกจากความเร็วแล้ว ยังขึ้นอยู่กับโหมดการขับขี่ด้วย)
ถ้าเราตั้งไว้โหมด STRADA พวงมาลัยจะไวน้อยสุด
นอกนั้นก็ไม่ได้คิดไรมากครับ ทุกวันนี้ก็ปล่อยมันไปแล้ว
4. Porsche 718 ก็แรงพอตัวครับ แต่เท่าที่ใช้มาช่วงสั้นๆ ผมก็จับสังเกตุและจับความร็สึกอะไรมันไม่ค่อยได้เท่าไหร่
5. Porsche 911 ก็เหมือนกับ 718 คือ เคยใช้แค่ช่วงสั้นๆ เลยไม่ได้เก็บรายละเอียดอะไรมากมายเท่าไหร่
แต่มันก็ยังเป็นรถที่ดีทั้งคู่เช่นกัน
6. Ferrari F12 ที่จัดรุ่นนี้ก็เพราะ ชอบในรูปทรงของมันล้วนๆ เลย ไม่ได้สนใจเรื่องสมรรถนะเลย
แต่พอได้ลองใช้แล้วร็สึกได้เลยว่า ความแรงของมัน ก็เอาเรื่องเหมือนกัน ช่วงต้นรู้สึกเฉยๆ แต่ช่วงปลายสุดทางตรงนี่
มันแรงมากและให้ความนุ่มนวลที่ดีมาก (คนละเรื่องกับ Dodge เลย) ทุกอย่างควบคุมง่ายไปหมด
และมีของเล่นอิเล็กทรอนิกให้เล่นเยอะดี
7. Aston Martin DB11 ผมชอบการตกแต่งภายในของมันมากๆ ดูเรียบหรูดูอลังการ โดยสเปคและวัสดุภายใน
เราสามารถเลือกสั่งได้ตามใจชอบ เพราะทุกคันจะผลิตตามคำสั่งของลูกค้าแต่ละคน
มันเป็นงานงานฝีมือที่มีความความประณีตแบบสุดๆ
ส่วนความเร็วสูงสุดที่เคยลอง (เท่าที่ถนนจะเอื้ออำนวย) คือ 185 กม./ชม.
เสียงลมมีบ้างแต่ไม่ถึงกับรบกวน
ส่วนเสียงคำรามของท่อไอเสีย ถ้าเราเข้ามาอยู่ในห้องโดยสาร มันเก็บเสียงได้ดีทีเดียว
แต่ถ้าเราออกไปฟังนอกรถ ท่อมันจะค่อนข้างดังตามสไตล์ของ Aston Martin แท้ๆ เลย
ส่วนระบบเบรกก็เอาอยู่ เคยลองกระทืบเบรกแบบฉุกเฉิน รถหยุดสนิทได้โดยไม่เสียการทรงตัวเลย นิ่งมาก
เค้าเซตรถและระบบความปลอดภัยที่ใส่มาให้แบบโครตดี
อย่างที่บอกครับว่า ผมหมดไปกับรถพวกนี้มาเยอะมาก ทั้งเงิน
ทั้งเวลาชีวิตผมแทบจะทุ่มเทให้กับรถพวกนี้ทั้งหมด
จนบางครั้งไม่ได้กินข้าว ไม่ได้อาบน้ำ แม้เวลาที่จะคุยกับลูก กับเมียก็แทบไม่มี
จนตอนนั้นเมียโมโหมาก ในตอนที่ผมไม่ได้อยู่บ้าน เมียผมก็เข้ามาในห้องผม
แล้วเมียผมก็หยิบจอย พร้อมกับแผ่นและเครื่อง PS4 ทั้งหมดที่ผมเล่นอยู่ ทิ้งลงถังขยะทั้งหมด
หลังจากนั้น ผมก็ไม่ได้เล่นรถพวกนี้อีกเลย
แสดงความคิดเห็น
รถซุปเปอร์คาร์ใหม่ออกห้างมีเสียแบบรถตลาดไหม
มือ1ออกห้างจะมีเสียนั้นเสียนี่
แบบรถตลาดทั่วไปไหมครับ
ขนาดรถเบ็นต์มือ1ออกห้างยังมีปัญหา
ให้เห็นบ่อยๆตามพันทิป
หรือว่าแบรนด์หรูซุปเปอร์คาร์
ซื้อแล้วไม่มีปัญหา ขับขี่ได้สบายใจ
ไม่ต้องกังวลว่าจะมีอะไรเสียหาย
เข้าตรวจเช็คเปลี่ยน
ตามระยะตามกำหนดเพียงเท่านั้น
เพียงอยากทราบมาตราฐาน
ของแบรนด์หรูซุปเปอร์คาร์
ว่ามีปัญหาแบบรถตลาดทั่วไปไหมครับ
ซึ่งปัจจุบันรถตลาดทั่วไปมีปัญหากันเยอะมาก
รวมถึงรถราคาหลักล้าน-สิบล้าน
ก็พบปัญหากันบ่อยๆ