ช็อกโลกค้าปลีก! “ห้างหรูระดับตำนาน” ในอเมริกา 🇺🇸 ไม่ได้เจ๊งเพราะขายไม่ดี… แต่เจ๊งเพราะ “หนี้”

ถ้าคุณเห็นภาพนี้แล้วคิดว่า “Neiman Marcus ปิดแล้วเหรอ?” 😮‍💨 ใจเย็นก่อนค่ะ มันคือเคสคลาสสิกของโลกธุรกิจยุคนี้: แบรนด์ยังมีคนอยากซื้อ แต่เงินในระบบมันพังเพราะหนี้มันหนักเกิน

🛑เกิดอะไรขึ้นกันแน่?

• Saks Global (กลุ่มที่ถือ Saks + Neiman Marcus + Bergdorf Goodman) ยื่น Chapter 11 เพื่อ “ขอจัดระเบียบหนี้และธุรกิจใหม่”  
• เบื้องหลังคือการซื้อกิจการ Neiman Marcus ในปี 2024 ที่เพิ่มภาระหนี้หนักมาก พอ ตลาดลักชัวรีชะลอ + สภาพคล่องเริ่มตึง ก็เริ่มมีปัญหาจ่ายซัพพลายเออร์/เติมสต็อก  
• ข่าวยังพูดถึงการ พลาดจ่ายดอกเบี้ยก้อนใหญ่ และต้องหาเงินก้อนเพื่อพยุงธุรกิจ (เช่น แพ็กเกจเงินสนับสนุน/financing ระหว่างปรับโครงสร้าง)  

⚠️ “ชักดาบหนี 3 หมื่นล้านบาท” จริงไหม?

คำว่า “หนี” ในภาพมันชวนให้คิดว่าโกงแล้วเงียบ… แต่ Chapter 11 คือการเข้าสู่กระบวนการศาลเพื่อคุยกับเจ้าหนี้และวางแผนชำระ/ปรับโครงสร้าง ไม่ใช่การหายตัวไปเฉยๆ  
ส่วนตัวเลข “3 หมื่นล้านบาท” (ประมาณไม่ถึง 1 พันล้านดอลลาร์) ภาพอาจหยิบมาเล่าแบบย่อยง่าย แต่ในข่าวระดับสากลพูดชัดว่า ปัญหาใหญ่คือหนี้และสภาพคล่องหลังดีลซื้อกิจการ และมีเจ้าหนี้เป็นแบรนด์หรูหลายราย  



❓ทำไม “ห้างหรู” ถึงล้มได้ ทั้งที่คนรวยยังซื้อของ?

เพราะวันนี้ “ของหรู” ไม่ได้แพ้เพราะไม่สวย
แต่มันแพ้เพราะ เกมใหม่ของแบรนด์หรูคือขายตรง (Direct-to-Consumer)

แบรนด์ใหญ่ๆ อยากคุมทุกอย่างเอง: ราคา ประสบการณ์ ลูกค้า VIP ห้างจึงกลายเป็น “ช่องทางที่ต้องเลือกคบ” ไม่ใช่ “ต้องพึ่ง” เหมือนสมัยก่อน  

‼️พูดตรงๆคือ: ห้างหรูยุคนี้ไม่ได้ตายเพราะคนไม่เดินห้าง… แต่ตายเพราะหนี้บีบคอ และซัพพลายเออร์ไม่อยากเสี่ยงส่งของให้คนจ่ายช้า  

📖 บทเรียนธุรกิจยุคนี้:

กำไรบนกระดาษไม่ช่วย ถ้าเงินสดในมือไม่พอ 💥

คุณคิดว่า… ห้างใหญ่ๆ จะรอดไหม? หรือยุคนี้แบรนด์หรูจะขายตรงหมด?

Page มาจ๊ะมาพี่จะเล่าเรื่องอเมริกาให้ฟัง

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่