เรื่องสั้นวันพุธ (27 มีนาคม 2562)
ชื่อเรื่อง.........กิจวัตร
โดย.....ลิอ่อง
แม้ว่าถาดโลหะใบนั้นค่อนข้างตื้น ขอบเล็กๆ ของมันไม่สอดรับกับสิ่งที่วางมาบนถาดสักเท่าใดนัก แต่มือข้างซ้ายของเขาที่ถือถาดนี้มาก็รับน้ำหนักเอาไว้ด้วยท่าทีที่มั่นใจและด้วยความคุ้นเคย ไม่สั่นอย่างแต่ก่อน ขณะที่สองเท้าก้าวไปข้างหน้าได้อย่างสบายๆ
แสงนวลเรืองๆ ของหลอดไฟสาธารณะริมทางยามรุ่งสางทำให้เห็นสีของน้ำในขวดที่อยู่บนถาดแตกต่างกันไป ขวดหนึ่งคือน้ำอัดลมสีแดง อีกขวดหนึ่งสีเขียว และอีกขวดหนึ่งคือเครื่องดื่มบำรุงกำลังยอดนิยมชนิดหนึ่งสีเหลืองใส กับที่วางเคียงข้างมาก็คือขนมในห่อพลาสติกใสทรงกลมแบนที่เขาเลือกจากตู้กระจกในร้านขนมปังมุมถนนฝั่งตรงข้ามกับโรงงาน ราคาของมันเกือบจะเท่ากับอาหารเที่ยงของเขาสองมื้อ
“อันนี้ไส้ทุเรียนนะ ไม่ใช่ไส้หวานธรรมดา”
หญิงเจ้าของร้านวัยสามสิบเศษพยายามอธิบายเพื่อให้เขาตัดสินใจ
กลิ่นแกงในถ้วยที่วางชิดกับชิ้นขนมลอยขึ้นมากระตุ้นประสาทสัมผัส เช่นเดียวกับไอที่ระเหยขึ้นจากจานข้าวสวยร้อนๆ ซึ่งวางคู่กัน สาม...สี่...ห้า...หก..ตั้งเจ็ดอย่าง เขานับในใจ แลดูขนมกระยาสารทที่พูนเกินขอบถ้วยขึ้นมาแล้วก็นึกไปถึงสีหน้าของคนทำที่ได้พบหน้ากันเมื่อสักครู่
“วันนี้ฉันมีขนมแล้ว ป้าเอากระยาสารทเก็บไว้ขายเถอะ” เขาส่งถ้วยขนมคืน แต่หญิงสูงวัยโบกไม้โบกมือ
“อย่าพูดหยั่งงั้น คนเขาตั้งใจ” รอยยับย่นบนใบหน้าคล้ำๆ นั้นยิ่งมีมากขึ้นเมื่อนางยิ้มแย้ม สีหน้าที่ดูเหน็ดเหนื่อยและแฝงด้วยความป่วยไข้แต่เดิมพลอยจางลงไป
เขาเกร็งข้อมือซ้ายในทันทีที่เท้าข้างขวาเผลอสะดุดหลุมบนผิวทาง โชคดีที่ไม่มีอะไรหกหรือตกหล่น ถือว่าดีที่สุดแล้วสำหรับเขาที่มีเท้าข้างหนึ่งต่างจากคนทั่วไปอันทำให้ท่าเดินผิดแผกไปจากคนอื่น และแม้บ่อยครั้งที่อาจตกเป็นเป้าสายตา แต่เขาก็มั่นใจเอามากๆ ว่าไม่ใช่การที่ผู้คนรังเกียจ
มันตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ เขายิ้มกับตัวเอง
ชายหนุ่มเดินพ้นเงาต้นมะม่วงใหญ่ของเพื่อนบ้านอีกคนออกไปสู่ที่แจ้ง ที่ดินผืนถัดไปอยู่ต่ำจากพื้นถนนเกือบหนึ่งช่วงแขน ฝั่งที่ชิดทางเป็นแนวต้นกล้วยเรียงรายไปจนถึงปากทางซึ่งเชื่อมต่อถนนลาดยาง บางต้นโน้มต่ำลงมาจนคนที่เดินผ่านแทบยื่นมือไปเก็บปลีกล้วยได้ อีกไม่นาน เดี๋ยวรถบัสปรับอากาศคันใหญ่ก็จะคืบคลานมาตามถนนเพื่อจอดรับเขาตรงปากทาง และพาไปส่งยังโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ขนาดใหญ่ งานประจำของเขา
แต่ว่า ยังหรอก รถจะยังไม่มา เขาจะต้องได้วางถาดใบนี้ลงเสียก่อน วางลงบนแท่นไม้เล็กๆ ใกล้จอมปลวกใต้ต้นกล้วยที่มีเถาไม้เลื้อยปกคลุมส่วนโคนของเนินดินอันเป็นที่สถิตขององค์เทพผู้เมตตาให้โชคลาภแก่เขาและเพื่อนบ้าน ผ่านร่องรอยที่พากันสืบเสาะและค้นหาเอาได้จากเศษเถ้าธูปและน้ำตาเทียนที่ปักไว้ในกระป๋องนมและถ้วยดินเผาเบื้องหน้าจอมปลวก
ในฐานะลูกศิษย์ที่เฝ้าดูแลรักษาความสะอาดสถานที่แห่งนี้ เขาหลับตาลง ยกมือพนมขึ้นเหนือหัว ขณะที่แว่วยินเสียงแตรรถบัสลอยลมมาแต่ไกล...
.......................................
(กุมภาพันธ์ 2562)
หมายเหตุผู้เขียน--เรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นตกรอบการคัดเลือก "เรื่องสั้นหักมุม 25 บรรทัด" ที่ผู้เขียนได้ส่งไปร่วมกิจกรรมค่ะ อยากแลกเปลี่ยนกับผู้อ่านบ้างว่า หลังจากอ่านแล้ว ท่านรู้สึกว่ามันคือเรื่องที่มีการหักมุมไหมคะ เพราะตัวเองก็ตั้งคำถามกับตัวเองเช่นกันว่า เราเขียนหักมุมหรือยัง ซึ่งผลการคัดเลือกว่าของตนเองตกรอบ ก็บ่งบอกแล้วว่า ไม่เข้าเกณฑ์ แต่ก็ยังอยากจะทราบความรู้สึกของผู้อ่านโดยตรงค่ะ โปรดแสดงความคิดเห็นได้ตามสะดวกนะคะ และขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านค่ะ
เรื่องสั้นวันพุธ (27 มี.ค. 62) : กิจวัตร
ชื่อเรื่อง.........กิจวัตร
โดย.....ลิอ่อง
แม้ว่าถาดโลหะใบนั้นค่อนข้างตื้น ขอบเล็กๆ ของมันไม่สอดรับกับสิ่งที่วางมาบนถาดสักเท่าใดนัก แต่มือข้างซ้ายของเขาที่ถือถาดนี้มาก็รับน้ำหนักเอาไว้ด้วยท่าทีที่มั่นใจและด้วยความคุ้นเคย ไม่สั่นอย่างแต่ก่อน ขณะที่สองเท้าก้าวไปข้างหน้าได้อย่างสบายๆ
แสงนวลเรืองๆ ของหลอดไฟสาธารณะริมทางยามรุ่งสางทำให้เห็นสีของน้ำในขวดที่อยู่บนถาดแตกต่างกันไป ขวดหนึ่งคือน้ำอัดลมสีแดง อีกขวดหนึ่งสีเขียว และอีกขวดหนึ่งคือเครื่องดื่มบำรุงกำลังยอดนิยมชนิดหนึ่งสีเหลืองใส กับที่วางเคียงข้างมาก็คือขนมในห่อพลาสติกใสทรงกลมแบนที่เขาเลือกจากตู้กระจกในร้านขนมปังมุมถนนฝั่งตรงข้ามกับโรงงาน ราคาของมันเกือบจะเท่ากับอาหารเที่ยงของเขาสองมื้อ
“อันนี้ไส้ทุเรียนนะ ไม่ใช่ไส้หวานธรรมดา”
หญิงเจ้าของร้านวัยสามสิบเศษพยายามอธิบายเพื่อให้เขาตัดสินใจ
กลิ่นแกงในถ้วยที่วางชิดกับชิ้นขนมลอยขึ้นมากระตุ้นประสาทสัมผัส เช่นเดียวกับไอที่ระเหยขึ้นจากจานข้าวสวยร้อนๆ ซึ่งวางคู่กัน สาม...สี่...ห้า...หก..ตั้งเจ็ดอย่าง เขานับในใจ แลดูขนมกระยาสารทที่พูนเกินขอบถ้วยขึ้นมาแล้วก็นึกไปถึงสีหน้าของคนทำที่ได้พบหน้ากันเมื่อสักครู่
“วันนี้ฉันมีขนมแล้ว ป้าเอากระยาสารทเก็บไว้ขายเถอะ” เขาส่งถ้วยขนมคืน แต่หญิงสูงวัยโบกไม้โบกมือ
“อย่าพูดหยั่งงั้น คนเขาตั้งใจ” รอยยับย่นบนใบหน้าคล้ำๆ นั้นยิ่งมีมากขึ้นเมื่อนางยิ้มแย้ม สีหน้าที่ดูเหน็ดเหนื่อยและแฝงด้วยความป่วยไข้แต่เดิมพลอยจางลงไป
เขาเกร็งข้อมือซ้ายในทันทีที่เท้าข้างขวาเผลอสะดุดหลุมบนผิวทาง โชคดีที่ไม่มีอะไรหกหรือตกหล่น ถือว่าดีที่สุดแล้วสำหรับเขาที่มีเท้าข้างหนึ่งต่างจากคนทั่วไปอันทำให้ท่าเดินผิดแผกไปจากคนอื่น และแม้บ่อยครั้งที่อาจตกเป็นเป้าสายตา แต่เขาก็มั่นใจเอามากๆ ว่าไม่ใช่การที่ผู้คนรังเกียจ
มันตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ เขายิ้มกับตัวเอง
ชายหนุ่มเดินพ้นเงาต้นมะม่วงใหญ่ของเพื่อนบ้านอีกคนออกไปสู่ที่แจ้ง ที่ดินผืนถัดไปอยู่ต่ำจากพื้นถนนเกือบหนึ่งช่วงแขน ฝั่งที่ชิดทางเป็นแนวต้นกล้วยเรียงรายไปจนถึงปากทางซึ่งเชื่อมต่อถนนลาดยาง บางต้นโน้มต่ำลงมาจนคนที่เดินผ่านแทบยื่นมือไปเก็บปลีกล้วยได้ อีกไม่นาน เดี๋ยวรถบัสปรับอากาศคันใหญ่ก็จะคืบคลานมาตามถนนเพื่อจอดรับเขาตรงปากทาง และพาไปส่งยังโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ขนาดใหญ่ งานประจำของเขา
แต่ว่า ยังหรอก รถจะยังไม่มา เขาจะต้องได้วางถาดใบนี้ลงเสียก่อน วางลงบนแท่นไม้เล็กๆ ใกล้จอมปลวกใต้ต้นกล้วยที่มีเถาไม้เลื้อยปกคลุมส่วนโคนของเนินดินอันเป็นที่สถิตขององค์เทพผู้เมตตาให้โชคลาภแก่เขาและเพื่อนบ้าน ผ่านร่องรอยที่พากันสืบเสาะและค้นหาเอาได้จากเศษเถ้าธูปและน้ำตาเทียนที่ปักไว้ในกระป๋องนมและถ้วยดินเผาเบื้องหน้าจอมปลวก
ในฐานะลูกศิษย์ที่เฝ้าดูแลรักษาความสะอาดสถานที่แห่งนี้ เขาหลับตาลง ยกมือพนมขึ้นเหนือหัว ขณะที่แว่วยินเสียงแตรรถบัสลอยลมมาแต่ไกล...
.......................................
(กุมภาพันธ์ 2562)
หมายเหตุผู้เขียน--เรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นตกรอบการคัดเลือก "เรื่องสั้นหักมุม 25 บรรทัด" ที่ผู้เขียนได้ส่งไปร่วมกิจกรรมค่ะ อยากแลกเปลี่ยนกับผู้อ่านบ้างว่า หลังจากอ่านแล้ว ท่านรู้สึกว่ามันคือเรื่องที่มีการหักมุมไหมคะ เพราะตัวเองก็ตั้งคำถามกับตัวเองเช่นกันว่า เราเขียนหักมุมหรือยัง ซึ่งผลการคัดเลือกว่าของตนเองตกรอบ ก็บ่งบอกแล้วว่า ไม่เข้าเกณฑ์ แต่ก็ยังอยากจะทราบความรู้สึกของผู้อ่านโดยตรงค่ะ โปรดแสดงความคิดเห็นได้ตามสะดวกนะคะ และขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านค่ะ