เป็นเถ้าแก่บ้านนอก ทำอย่างไงให้รอด ในการเปลี่ยนแปลง ตอน3 ขายดีมากแต่หาลูกน้องไม่ได้?

สวัสดีค่ะ ตอนที่3 นี้เป็นปัญหาที่ใหญ่มากของเถ้าแก่หลายๆคนที่รู้จักกันค่ะ เจอหน้ากันทีไรบ่นกันตลอดว่าหาลูกน้องไม่ได้ คนไม่ทำงาน ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่มีลูกน้องเยอะ ลูกน้องทำงานหนัก ทำงานคุ้ม ฯลฯ พอลองเอาลูกน้องต่างด้าวเข้ามาก็มีขั้นตอนเยอะ แถมอยู่ไปสักพักก็ไปอยู่ดี

   บางร้านเถ้าแก่ต้องลงมือไปทำเองเกือบทุกขั้นตอน เพราะหาลูกน้องเท่าไหร่ก็หาไม่ได้ หามาได้ก็ไม่ใส่ใจทำงาน เอาแต่นั่งเล่นโทรศัพท์ไปวันๆ จนเถ้าแก่หลายคนรู้สึกว่า นี่เราทำงานหนักกว่าลูกน้องเราอีกนะเนี่ย!!!! แต่ปัญหาพวกนี้เถ้าแก่รุ่นแรกๆจะสู้ คือ ทำเองทุกขั้นตอนก็ไม่เป็นไร ทำได้ อั๊วเก่ง อั๊วสตรอง แต่ยิ่ง เถ้าแก่มาลงมือขายเอง ดูแลลูกค้าเอง ทำความสะอาดเอง จัดของเอง ทำบัญชีเอง ส่งรายงานสรรพากรเอง ทำเองไปเรื่อยๆ ก็มีข้อดี คือการเอาใจใส่ลูกค้าดี พอขายดีขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มจะทนกับความล้าไม่ไหว เริ่มผิดพลาด เริ่มยิ้มไม่ออก เริ่มตะคอกลูกค้า จนนำไปสู่หายนะทางการค้า และเกิดการปลงว่า "ขายดีไปก็เหนื่อย ขายแค่นี้แหละพอแล้ว ตัวเองก็ไม่ได้ใช้เงินเยอะมากมาย อยู่ได้" จากนั้น จะเริ่มอยู่ไปวันๆ เช้ามาเปิดทีวีดู ความสะอาดร้านก็เริ่มไม่สนใจ ของหมดของขาด ก็ช่าง - จากนั้นเริ่มบ่น การทดถอยของเศรษฐกิจ ขายไม่ได้ คนไม่มีเงินซื้อ เมื่อก่อนเคยขายดี แต่เดี๋ยวนี้เศรษฐกิจตกต่ำ - เริ่มด่า คนอื่นที่ทำได้ดีกว่า ด่า7 ด่าทุกอย่าง **************** ที่เล่ามาคือ พ่อกับแม่ ของเราเองค่ะ 55555555+ จากที่สังเกตุดูร้านอื่นๆที่เป็นเพื่อนของพ่อของแม่เราก็คิดแนวเดียวกัน ทำแบบเดียวกัน ยกเว้นบางบ้านมีลูก GEN Y กลับมาช่วย กลับมาดิ้นรนพยายาม หาทางออก


  ตัวเราเองก็ใช้เวลานานมากค่ะหลายปีเลยกว่าจะแก้ปัญหาเรื่องคนงานได้ และเราพบว่ามันหาวิธีการไม่ได้ง่ายๆในอินเตอร์เน็ต เรื่องการหาลูกน้อง เลี้ยงลูกน้อง มันมีแต่ทฤษฏีจากฝรั่งส่วนมาก ซึ่งหลายอย่างใช้ไม่ได้กับคนไทยเลย   6 ปีของกิจการเรา เราก็ทำเหมือนเถ้าแก่เก่าๆทำกัน ลองผิดลองถูกกับลูกน้องหลายชุดมาก และบางช่วงที่เราขายดีมากๆ เราหาลูกน้องไม่ได้เลย จนเกิดความท้อว่าทำไมวะ เราถึงหาลูกน้องไม่ได้ จนเรามาพบวิธีในปีที่ 7 ค่ะ


หัวข้อต่างๆต่อไปนี้ คือสิ่งที่เรา ลองทำแล้วมันได้ผลมากๆ จนเราได้ทีมงานที่ดีมาก และ มีความสุขกับการทำงานจริงๆค่ะ


1.คนไทยต่างจังหวัด มักคิดว่าการเป็นลูกจ้าง ลูกน้อง เป็นอาชีพที่ไม่มีศักศรี โดนดูถูก ต้องคนไม่มีที่ไปเท่านั้นแหละ ถึงมาเป็น ลูกจ้าง ตามร้านค้าต่างจังหวัดแบบนี้
**** เราแก้จุดนี้ก่อน ด้วยการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์เราค่ะ คือถ้าแบรนด์เราสื่อออกมาดีมีคุณค่า เป็นที่รู้จัก ไม่ใช่แค่ลูกค้าเท่านั้นที่ จะชอบมาใช้บริการเรา ลูกน้องเองก็ด้วยค่ะ ต้องทำให้เขารู้สึกดีรู้สึกเท่ไปด้วยที่ได้ทำงานที่นี่

2.หาลูกน้องดีดีจากไหน?
****เราอย่ารอให้ลูกน้องมาหาเราเองค่ะ ต้องออกตามหาเหมือนหาช้างเผือก5555+ พอเราค้าขายมาจุดนึง เราจะพอรู้ว่าลูกค้าคนไหนเป็นคนดีน่านับถือ และเราเชื่อเรื่อง คนดีคบคนดีค่ะ เราจะบอกลูกค้าเราว่าเราหาลูกน้องอยู่นะ ถ้ามีเด็กดีๆแนะนำมาได้นะ หรือ หลวงพ่อหลวงพี่ก็ได้ค่ะ ท่านจะไกล้ชิดกับญาติโยมที่ไปวัดบ่อยๆจะเห็นเด็กๆหลายคนโตมาในพื้นที่ ถ้าพวกเขาแน่ใจในตัวเรา เขาจะแนะนำคนดีๆมาให้ค่ะ

3.ได้คนดีมาแล้วทำไงต่อ
****การมาทำงานวันแรกๆสำคัญมากค่ะ เป็นช่วงที่เราจะต้องทำให้แน่ใจว่าเขารู้ว่าเราต้องการอะไรโดยเราจะลงมือสอนงานไกล้ชิดมาก (เคยทำมาก่อน เราจะรู้ว่าจะผิดพลาดตรงไหน) สิ่งที่ต้องสอนคือ
       3.1 งานของเขามีอะไรบ้าง ตรงนี้ต้องชัดเจน ไม่ใช้คนครอบจักรวาล คือเราต้องดูว่าเขาเหมาะกับงานส่วนไหน แล้วให้เขาทำในส่วนนั้น อย่างมืออาชีพ น้องบางคนยิ้มเก่งคุยเก่ง แต่ทำความสะอาดแย่มาก ทำงานหนักมากไม่ได้ เราให้เขาเป็นฝ่ายขายค่ะ คือขายเท่านั้น แต่ต้องขายให้ดี บอกให้ลูกน้องรู้ว่าเราต้องรักลูกค้าก่อน ต้องไม่เอาชนะลูกค้า และ เทคนิกการตอบคำถามลูกค้า ในกรณีต่างๆ (เราทำมานานเราจะรู้ว่ามีรูปแบบคำถามและการรับมือยังไง)

     3.2 บอกทิศทางความก้าวหน้าในงาน - ปัญหาที่คนส่วนมากไม่อยากเป็นลูกน้องร้านค้าตามบ้านนอกเพราะรู้สึกว่า ไม่มีการเจริญก้าวหน้า ทำดีไม่ดี ก็ได้เท่าเดิม - เราต้องชื้แจงชัดเจนว่า เราตอบแทนอย่างไงบ้าง ของร้านเราใช้แบบนี้ค่ะ

-- ทุกสิ้นเดือน เราจะสรุปยอดขาย ถ้ายอดขายมากกว่า เดือนนี้เมื่อปีที่แล้ว เราจะแจกเงินพิเศษให้ทุกคนเท่ากัน คนละ 1000 บาท (ลูกน้องเราแค่4คนค่ะ พอจ่ายได้ 5555+)
-- อยู่ครบ 3 ปี เราจะเพิ่มเงินให้ เป็นวันละ 400 บาท

   3.3 บอกสิ่งที่เราไม่ชอบ หรือถือสาเรื่องอะไรบ้าง และ เราชอบหรือคาดหวังอะไรจากพวกเขา --- มันเป็นการชี้แจงกันแต่แรกค่ะ อย่ามาคิดว่า ทำไมเรื่องแค่นี้ลูกน้องไม่รู้ เพราะไม่มีใครรู้ใจเราหรอกค่ะ บางทีเรายังงงตัวเองเลย55555+ --- เช่น เราเน้นความสุขลูกค้านะ ต้องดูแลลูกค้าให้ดีที่สุด เราชอบความสะอาดนะ ความสะอาดของเราคือ ระดับไหน ตรงไหนที่เน้นว่าต้องสะอาดตลอดเวลา เราไม่ชอบลูกน้องทะเลาะกันนะ เราชอบความสามัคคี คือ เราสอนแต่แรกเลย เรื่องการทำงานเป็นทีม เพราะเราอึดอัดมากเวลาลูกน้องเกี่ยงงานกัน เพราะฉนั้น ถึงแม้ลูกค้าจะเข้ามาใช้บริการคนเดียวก็ต้องลุกไปบริการ ทั้ง 3 คน แล้วคอยสนับสนุนกันและกัน


  3.4 ช่วง 5 เดือนแรกของการสร้างทีมเราห้ามปล่อยเด็ดขาด เพราะระหว่างนั้นจะเกิดข้อผิดพลาด หรือข้อบาดหมาง หลายอย่าง (คนไม่เคยอยู่ด้วยกันพอมาทำงานด้วยกัน มักไม่รู้ใจหรือถือสาอะไรกันง่ายๆ) เราต้องคอยประคับประคลองทีม ให้เข้าใจความต่าง และใจกว้างพอที่จะมองข้ามอะไรที่ไม่ชอบของกันและกัน หากงานมีการผิดพลาด อย่าดุอย่าด่า แต่ต้องสอนวิธีการแก้ไข การขอโทษลูกค้า การชดเชยให้ลูกค้า แต่ต้องเน้น ว่าเราให้ผิดเรื่องเดิมได้ไม่เกิน 3 ครั้ง ไม่งั้นเราจะมีบทลงโทษที่ชัดเจน เช่น ไล่ออก ช่วงนี้บางครั้งเราต้องแอบดูการทำงานอยู่ห่างๆ แต่ต้องดูตลอดเวลา เพื่อให้พนักงานรู้ว่าเราเห็นหรือจับตามองตลอด(ถ้าพนักงานคิดว่าไม่มีใครคอยมอง หรือ สังเกตุ พนักงานจะคิดว่า ทำดีไปก็ไม่มีใครเห็น ก็จะไม่ค่อยทำตามวิธีการทำงานที่เราเข้มงวด)


  3.5 ถ้าเราคิดว่ามีใครในทีมไม่อินกับวัฒนธรรมองเรา ต้องให้ออก อย่าปล่อยให้เขามาสร้างพลังงานลบๆ กับคนที่เหลือ


4.พนักงานหยุดบ่อยทำไง ? --- พนักงานสมัยใหม่เขาไม่ได้จนหนทางจนต้องทำงานทุกวัน ต้องพลีชีพไปกับงานเหมือนเถ้าแก่ เถ้าแก่เก่าๆมักคิดว่าลูกน้องต้องทำได้แบบตัวเอง คือทำทั้งวันทั้งคืน 365 วัน เขาลืมไปว่านี่มันกิจการของเขาภาระของเขา ค่าตอบแทนเถ้าแก่ก็มากกว่า จะไปคาดหวังผิดๆอย่างงั้นได้อย่างไง คนสมัยนี้ต้องมีเวลาไปใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง ไปเที่ยว ไปมีความสุขส่วนตัวบ้าง ---- เราแก้ไขด้วยการจ้างคนงานให้เกินไว้ 1 คน โดยเราชี้แจงและเน้นว่า สามารถหยุดได้ครั้งละ 1 คนเท่านั้น โดยจะมาจองวันลาล่วงหน้ากันไว้ก่อน และถ้า 1 คน ลา อีกสามคนที่เหลือต้อง หารงานของคนที่ ลา คือทำแทนได้ โดยเราต้องแบ่งงานให้ และต้องยุติธรรม ---- เหมือนจะใช้เงินเยอะนะคะ แต่จริงๆพอรวมๆวันลา แล้ว เราจ้าง 4 ก็เหมือนจ้าง 3 จริงๆค่ะ --- ลากันเยอะจริงๆ 5555+ - ลูกน้องเราลาไปบวชชีบ้าง ลาไปหาแฟนบ้าง ไปเที่ยวกรุงเทพบ้าง  ทุกคนมีกิจกรรมเป็นของตัวเองจริงๆค่ะ


5.ลูกน้องขอเบิกล่วงหน้าเยอะ แล้วไม่ค่อยมีเงินพอใช้ - เราแก้วิธีนี้ด้วยการ ให้เงินวันต่อวันเลยค่ะ และทุกคนจะมีกระปุกของตัวเอง ที่เราบังคับให้หยอดวันละ 100 บาท พอสิ้นเดือนมา ก็จะมีเงิน เกือบ 3000 บาทที่เหลือแน่ๆ ก็แล้วแต่ว่าเขาจะเอาไปทำอะไร เอาไปผ่อนรถบ้าง ฝากบ้าง เอาไปเที่ยวบ้าง - แต่มันเป็นจิตวิทยานิดนึงคือ ตอนที่เขาเปิดกระปุกทุกสิ้นเดือนแล้วนับเงิน เขาจะมีความสุข และรู้สึกว่าทำงานแล้วแหลือค่ะ ก็จะมีไฟในการทำงาน

6.สุขภาพของพนักงาน - เราพบว่าลูกจ้างของเราเสียเวลาในการลาไปหาหมอนานมาก คือเราทำประกันสังคมให้ พวกเขาเลยต้องไปหาหมอตามโรงพยาบาลประจำอำเภอ รอนาน ก็ไม่ค่อยเจอหมอ ยาก็ไม่ค่อยดี ---- เราแก้ปัญหาด้วยการ ให้ลูกน้องไปหาหมอคลีนิกเลยค่ะ แล้วเรา จ่ายให้เองเลย เบิกประกันสังคมไม่ได้เราไม่ว่า ดีกว่าลูกน้องเราต้องป่วยนานหรือได้ยาไม่ดีมาเสียเวลากิน ---- หลายคนบอกว่าอย่างงี้เอะอะอะไรลูกน้องเราก็หาหมอง่ายๆ น่ะสิ ทีนี้จะเลี้ยงกันไหวหรอ--- คือเราคัดคนดีมาทำงานแล้วค่ะ คนดีอย่างไงก็ดี เขาจะเกรงใจเรา และอีกอย่าง เมื่อลูกน้องรักเรา เขาจะกลัวเราสิ้นเปลือง ก็จะไม่ค่อยมีทำให้เราต้องจ่ายเงินมากกว่าที่ควรค่ะ

7.ความใฝ่ฝันของพนักงาน - คือเราอยากให้ลูกน้องเราสนุกกับการทำงานทุกวันค่ะ งานบริการพนักงานเองต้องมีความสุข สุขภาพจิตดี แต่ทำงานเหมือนเดิมจำเจทุกๆวัน มันทำให้เกิดการเบื่อหน่ายค่ะ แล้วประสิทธิภาพหรือความใส่ใจมันลดลง - เราเลยจะพยายามหา ว่าลูกน้องแต่ละคนชอบอะไร อยากเป็นอะไร - แล้วเราจะส่งเสริมเขาค่ะ น้องคนนึงเป็นสาวประเภทสอง เขาชอบดูคลิปประกวดนางงาม เราก็ส่งน้องเข้าประกวดค่ะ จ่ายค่าสมัคร ค่าเสื้อผ้า แต่งหน้า เต็มที่ น้องก็ตื่นเต้น รอคอยวันประกวด 5555+ ซ้อมเดิน ซ้อมเต้น กันตลอด - น้องบางคน ชอบ ร้องเพลง เราก็พาไป ร้อง ไปประกวด  คือก็สนับสนุนทุกความฝัน ยกเว้น แต่งมอเตอร์ไซด์ซิ่งนะคะ อันนี้เราห้ามเด็ดขาด --- อยากให้ลองทำดูค่ะ เราเองก็สนุก ลูกน้องก็สนุก - ลูกค้าก็รักลูกน้องเรา มีแต่ได้กับได้ค่ะ

8.เวลาลูกน้องทำดี ---- ต้องชมเชยค่ะ ทำบ่อยๆ บอกไปเลย ว่าเก่งมากเลยนะที่ทำแบบนี้แบบนั้น เราภูมิใจมากเลยนะ -- ทุกครั้งที่ชม เขาจะเหมือนได้รางวัลรู้สึกดีกับตัวเอง และใส่ใจอยากทำอะไรดีดีค่ะ เพราะเขารู้ว่าเราคอยมองคอยชื่นชมตลอด และเวลาให้รางวัล อย่าให้ใครคนเดียว ต้องให้เท่ากัน ทั้งทีมค่ะ

เวลาลูกน้องทำงานพลาด--- เราจะไม่ด่าเจาะจงค่ะ แต่จะบอกเสมอว่าความผิดนี้เป็นของทั้งทีม ที่ไม่คอยช่วยกันดูช่วยกันระวัง แต่ถ้าเราด่าหาคนผิดคนรับผิดชอบ มันจะไม่เกิดความสามัคคีค่ะ ทีนี้จะเริ่มโยนความผิดกัน เกียจกัน ทะเลาะกัน เริ่มหน้างอใส่ลูกค้า เริ่มแกล้งกันในที่ทำงาน


****ทุกคนต้องการมีคุณค่าค่ะ เมื่อเราทำให้เขาเป็นคนมีคุณค่าในร้านของเราแล้ว ต้องให้คุณค่าในสังคมด้วย เวลามีการ์ดมาเชิญ สาระพัดงาน หรือ ไปมอบทุนการศึกษา หรือไปรับรางวัลต่างๆ เราให้ลูกน้องไปค่ะ ไปแทนเรา เป็นตัวแทนเรา เหมือนเรายกย่องเขาเท่าตัวเราเอง ทีนี้เวลาเขาไปไหนมาไหน ก็จะภูมิใจค่ะ ที่เป็นลูกน้องเรา ทำงานกับเรา เขาก็จะอยู่กับเราได้นาน และอีกอย่างที่ดูไม่จำเป็นแต่ต้องทำค่ะ คือ เวลาเราไปไหน เราจะคอยซื้อ KFC PIZZA หรือ อะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นของกิน ของใช้ ที่เป็นแบรนด์ที่เขารู้จัก แต่หาโอกาสไปกินเอง หรือหามาใช้เองยาก มาให้เขาได้ลองกินลองใช้ ตลอด จนเดี๋ยวนี้ลูกน้องเราเบื่อ KFC และ ร้องหาไก่ทอดหาดใหญ่ แล้วค่ะ 5555+ บางครั้งเราซื้อซูชิ ซื้อปลาดิบมาให้ลูกน้องกิน สรุป ลูกน้องอวกแตกค่ะ 5555+ บอกไม่อร่อย 5555+ ****

ปล. ก่อนจะเปย์ลูกน้องได้ระดับนี้ ควรทำบัญชีให้แน่นๆก่อนนะคะ ต้องมีตัวเลขที่แท้จริงในการตัดสินใจค่ะ อย่าเอาความรู้สึกมาจับ ทั้งเรื่อง กำไร ขาดทุน ยอดขาย หรือจะจ้างพนักงานได้กี่คน หรือ ช่วง โลว์ซีซัน เรายังจ้างยังเปย์ไหวรึเปล่า

หวังว่าจะมีประโยช์นะคะ ขอบคุณค่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่