เมื่อวานนี้ คอการเมืองไม่รู้จะเลือกดูหนังโรงไหน
คึกคักกันทั้งเพื่อไทย ทั้งประชาธิปัตย์
ตัวละครที่น่าสนใจ คือ “กลุ่มเทียนทอง” ที่มีข่าวก่อนนี้ว่า บางส่วน จะแตกกอออกไปอยู่นอกพรรคเพื่อไทยด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการประชุมพรรคเพื่อไทย นายเสนาะ เทียนทอง แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวกับสมาชิกพรรคว่า “ที่ผ่านมา เราเป็นไทยรักไทยตั้งแต่ปี 2543 มีโอกาสได้จับมือกับน้องที่รัก คือ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เปิดตัวครั้งแรกในนามพรรคไทยรักไทย มีสมาชิกร้อยกว่าชีวิต ช่วงเริ่มหาเสียงเลือกตั้ง ตนมีโอกาสร่วมต่อสู้กับนายทักษิณ ได้สส. 207 คน จากจำนวนผู้แทน 400 คนในสภา และได้บัญชีรายชื่ออีก ทำให้เราได้สมาชิกเกินกว่าครึ่ง เริ่มต้นตั้งรัฐบาลก็โดนคดีซุกหุ้น แต่ก็สู้จนชนะ ได้ตั้งรัฐบาลสำเร็จ ได้บริหารประเทศ จะเห็นว่านายทักษิณบริหารประเทศจนมีชื่อเสียงโด่งดัง มีนโยบายที่ต่อเนื่อง คนชื่อทักษิณออกนโยบายแล้วทำสำเร็จทุกเรื่อง... แต่วันนี้เราได้มาพบกัน ก็ยังหนาแน่น ที่ไม่ได้มาก็เยอะ ถูกดูดไปก็หลาย แต่ไม่ย่อท้อ โตๆ กันแล้ว ตรงไหนดีไม่ดี จะดูออกหรือไม่ออกก็แล้วแต่เขา เมื่อเขาไปก็เป็นโอกาสให้สมาชิกใหม่ ซึ่งก็แย่งกันจะลง แต่ละคนมีศักยภาพ และอาจจะเหนือกว่าคนเก่าด้วย ส่วนใหญ่ที่ถูกดูดไปตนรู้จักทั้งนั้น แต่ไม่ว่ากัน ทางใครทางมัน อย่างไรก็ตาม สำหรับ 46 ปีทางการเมืองของตน ถึงอย่างไรพรรคเพื่อไทยก็เป็นที่หนึ่ง รับรองได้เลย” นายเสนาะกล่าว
1. เหตุที่นายเสนาะยังพูดจาเปิดทางสำหรับคนที่ออกไป “ไม่ว่ากัน ทางใครทางมัน” ก็เพียงเพราะมีคนนามสกุล “เทียนทอง” บางส่วน ขยับออกไปอยู่พรรคอื่น ใช่หรือไม่?
2. สงสัยเหลือเกินว่า มวลสมาชิกเพื่อไทย จะสับสนหรือไม่?
สับสนว่านายเสนาะพูดเล่น หรือพูดจริง?
พูดวันนี้แบบนี้ วันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ หรือเดือนหน้า ปีหน้า ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง นายเสนาะ เทียนทอง จะพูดอีกแบบหนึ่ง หรือไม่?
จะยังมีใครเชื่อถือคำพูดของคุณเสนาะ อยู่อีกหรือ?
3. วันนี้ เอ่ยปากสรรเสริญเยินยอทักษิณ แต่ก่อนหน้านี้ เคยออกปากแฉ
ในหนังสือ รู้ทันทักษิณ 4 เรื่อง “จะเอาทักษิณหรือประเทศไทย”
3.1 นายเสนาะวิพากษ์การทำงานของทักษิณ “... ทักษิณมีลักษณะเป็นนักเสี่ยงโชค นิยมความเสี่ยง เข้าลักษณะกล้าได้กล้าเสีย ขาดความรอบคอบกระทั่งเคยประสบปัญหาทางธุรกิจ “ทักษิณ” นิยมบริหารธุรกิจและคิดไว้ทำไวชอบตัดสินใจเดินหน้าไปก่อน แล้วค่อยหาวิธีแก้ปัญหารายละเอียดภายหลังโดยใช้การตลาดเป็นเครื่องมือสำคัญ “ทักษิณ” มีวุฒิการศึกษาแต่ขาดวุฒิภาวะของการเป็นผู้นำไม่มีสภาวะผู้นำโดยเฉพาะในระดับประเทศ
ลักษณะเฉพาะตัวเหล่านี้นำไปสู่พฤติกรรมการมใช้อำนาจ การกำหนดนโยบายและการดำเนินนโยบายที่ไม่รอบคอบ สุ่มเสี่ยง อาทิ การจดทะเบียนคนจน ผมเคยแนะนำว่า “ทำไม่ได้นะ ไปประกาศเฉยๆ ไม่ได้ การประกาศสงครามความยากจน แต่เอาเขามาขึ้นทะเบียนเฉยๆคนที่เป็นหนี้สินอยู่ แต่ไม่ใช่คนจนก็มาจดทะเบียนด้วยนะ มันจะบานปลายกันไปใหญ่ น้องไปให้เขาจดทะเบียนพี่ไม่เห็นด้วย มองด้วยจิตสำนึกมันปฏิบัติไม่ได้ มันทำไม่ได้ มันได้แต่ตัวเลขมาโชว์ตอนเลือกตั้งแต่หลังจากนั้นมันไม่มีผลจริง” แต่ทักษิณบอกว่า “โธ่...พี่เหนาะคนตาบอดมันกลัวเสือเหรอ ถ้าเราไม่พูดแบบนี้เราจะได้เสียงเหรอ”
ยุค คสช.เขาขึ้นทะเบียนคนมีรายได้น้อย เติมเงินเข้าบัญชีคนยากจนโดยตรง ทำในสิ่งที่ทักษิณเคยได้แค่โม้หาเสียง อย่างที่นายเสนาะเตือนไว้ตอนโน้น... ป๋าเหนาะมองไม่เห็นความแตกต่างเลยหรือ?

3.2 นายเสนาะเคยแฉถึงขนาดว่า “..มีการใช้ระบบธุรกิจครอบครัวมาจัดการผลประโยชน์ในรัฐบาลแบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ขนคนที่เคยทำงานกับตัวเองในบริษัทแบบยกชุด วางคนของตัวเองไปในทุกกระทรวง โดยไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งที่มีอำนาจอย่างเป็นทางการ แต่ทุกคนในกระทรวงจะรู้ดีว่า คนคนนี้ คือคนของเขา จะทำอะไรก็ต้องผ่านคนคนนี้ เรียกว่ามี 2-3 คนไปดูแลผลประโยชน์ทุกกระทรวง เป็นเสมือนหลงจู๊ แล้วยังส่งคนไปยึดตำแหน่งใน กมธ.ชุดต่างๆ ของสภาผู้แทนฯ ใน ครม.ก็ไม่ต่างกัน ทุกโครงการที่จะมีการอนุมัติ ถ้ารัฐมนตรีคนไหนเสนอเรื่องขอใช้งบกลางที่จัดสรรไว้มหาศาล ก็ต้องไปเคลียร์กับคนของเขาให้เรียบร้อยก่อน รัฐมนตรีหลายคนจะมีคนของเขาเข้ามาบอกว่า เดี๋ยวทำงบฯ จะเอากี่พันล้าน แต่ต้องเอาเข้าพรรค 10 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าจะไปทำอะไรขึ้นมาก็ได้ ไปเขียนโครงการมา ถ้ารัฐมนตรีคนไหนทำไม่ได้ ก็อยู่ไม่ได้ เวลาทำโครงการก็ต้องจ้างที่ปรึกษาที่เป็นคนของตัวเอง แล้วใช้วิธีที่เก่งที่สุด คือ ยกเว้นระเบียบพิเศษ ยิ่งใช้วิธีขีดเส้นตาย ว่าต้องเสร็จวันนั้น-วันนี้ เหมือนกรณีสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อจะได้ใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างแบบพิเศษ นโยบาย 10 เปอร์เซ็นต์
รัฐมนตรีต้องทำโครงการ โดยตบแต่งงบประมาณขึ้นมาก่อนว่า มูลค่าของโครงการจะครอบคลุม 10 เปอร์เซ็นต์ ที่ต้องหักเข้าพรรค จากนั้น ไปตกลงกับคนของเขาผ่านคุณหญิง เมื่อเรียบร้อยเมื่อใดก็ส่งมาให้ตัวตาย-ตัวแทนทางการเมืองที่เขาไว้ใจ พอเข้า ครม.นายกฯ จะเสนอโครงการ และอนุมัติให้เองเสร็จสรรพ รัฐมนตรีไม่ต้องคิด ไม่ต้องสงสัย
ทุกวันนี้ ยังไม่มีใครรู้-ใครเข้าใจ ว่า 10 เปอร์เซ็นต์ มีอยู่เท่าไร คงต้องไปถามคุณหญิง...”
ถ้าอยู่ในประชุมพรรคเพื่อไทยด้วย จะขอยกมือถามนายเสนาะว่า ถึงวันนี้ นายเสนาะหรือยังว่า 10 เปอร์เซ็นต์นั้น คุณหญิงได้ไปเท่าไหร่แล้ว?
3.3 นายเสนาะยังเคยบอกด้วยว่า “..ความขัดแย้งในปัจจุบัน สาเหตุมาจากตัวปัญหาคนเดียว คือ ทักษิณ คนคนนี้ โกงเพื่อเข้ามาสู่อำนาจ เมื่อมีอำนาจก็โกงอีก อันตรายต่อบ้านเมืองสุดๆ ทักษิณน่ากลัว เพราะเป็นคนมีวุฒิการศึกษา จ้องวางแผนเอาเปรียบคนอื่น ถือว่าต่ำต้อยเหลือเกินในการเป็นผู้นำประเทศ ผมจำคำพูดของทักษิณที่เคยบอกว่า พี่เหนาะผมพร้อมแล้ว สมบัติส่วนหนึ่งผมให้ลูก อีกส่วนเก็บไว้สำหรับตายาย กินจนตายก็ไม่หมด สมบัติอีกส่วน จะทำเพื่อบ้านเมือง จะใช้หนี้แผ่นดิน คำพูดนั้นๆ ผมเคยหลงคิดว่าคนคนหนึ่ง รวยแล้วกลับใจ คิดใช้หนี้แผ่นดิน ตอนนี้ผมรู้ความจริงแล้วว่า
รวยจากโกงชาติ กล้าทำแม้เผาบ้านเมืองเพื่อเอาประกัน
คนรวยคนนี้ รวยแล้วไม่รู้จักพอ ไม่ใช้หนี้แผ่นดินยังไม่พอ มันยังโกงกิน ทรยศต่อแผ่นดิน
ผมเคยพูดและเตือนกับคุณหญิงว่า “น้อง ถ้ามันได้มาอีกแสนล้าน เอาไปทำไม”
เขาพากันตอบว่า “ก็รู้ แต่ในเมื่อเล่นการเมืองมันต้องควักเงิน ก็ต้องถือว่าเป็นธุรกิจ”
เคยเตือนหนักๆ ถึงขั้นว่า “ในอนาคต ถ้ามันจะเดือดร้อนหนักๆ คือคนเป็นหัวนะ” เขาก็ตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน ว่า “ก็รู้ ถ้าพี่ทักษิณจะลง ต้องให้พรรคไทยรักไทยมีอำนาจอย่างน้อยสองสมัยถึงจะปลอดภัย”…
ไม่รู้ว่า ห้องสมุดพรรคเพื่อไทย มีหนังสือรู้ทันทักษิณ 4 หรือไม่?
ถ้ามี ควรจะมีการนำมาเสวนา ว่าอันไหนที่นายเสนาะพูดจริง? อันไหนพูดโกหก?
ในหนังสือ หรือในการประชุมเมื่อวาน?
4. เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2549 นายเสนาะยังขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ณ สนามหลวง ตีแผ่ความเลวร้ายของระบอบทักษิณ
“..ผมชื่อเสนาะ ทวงสัญญา 19 ล้านเสียงกับคนที่ชื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผมขอกราบอภัยพี่น้องประชาชนที่เคยขึ้นเวทีปราศรัยบอกประชาชนว่าจะหาคนดีมีอำนาจมาปกครองบ้านเมือง ผมขอกราบอภัยอีกครั้งที่เมื่อปี 2543 ไปหลงกับคำพูดของคนคนหนึ่ง ที่บอกว่าพี่เหนาะผมพร้อมแล้ว เงินส่วนหนึ่งเก็บไว้ให้ลูก 3 คน เงินส่วนหนึ่ง 2 ตายาย ชาตินี้กินยังไงก็ไม่หมด และเงินส่วนที่เหลือผมจะใช้หนี้แผ่นดิน น้องทักษิณยังจำได้หรือไม่กับคำคำนี้ ผมคิดว่าคนคนนี้เมื่อเลวร้ายแล้วจะกลับใจ แต่ตอนนี้พอรู้แล้วเลยร้องอ๋อ…”
หมดคำบรรยายถึงคนชื่อ เสนาะ เทียนทอง “สุดโหวงเหวง”
สารส้ม
https://www.naewna.com/politic/columnist/37216
อ่านบทความนี้กันค่ะ จะได้รื้อฟื้นความในอดีตกันด้วยนะคะ
ใครที่ไม่ทราบจะได้ทราบเรื่องที่ผ่านมาค่ะ....




🎃~มาลาริน~คำบรรยายถึงคนชื่อ เสนาะ “สุดโหวงเหวง”
เมื่อวานนี้ คอการเมืองไม่รู้จะเลือกดูหนังโรงไหน
คึกคักกันทั้งเพื่อไทย ทั้งประชาธิปัตย์
ตัวละครที่น่าสนใจ คือ “กลุ่มเทียนทอง” ที่มีข่าวก่อนนี้ว่า บางส่วน จะแตกกอออกไปอยู่นอกพรรคเพื่อไทยด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการประชุมพรรคเพื่อไทย นายเสนาะ เทียนทอง แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวกับสมาชิกพรรคว่า “ที่ผ่านมา เราเป็นไทยรักไทยตั้งแต่ปี 2543 มีโอกาสได้จับมือกับน้องที่รัก คือ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เปิดตัวครั้งแรกในนามพรรคไทยรักไทย มีสมาชิกร้อยกว่าชีวิต ช่วงเริ่มหาเสียงเลือกตั้ง ตนมีโอกาสร่วมต่อสู้กับนายทักษิณ ได้สส. 207 คน จากจำนวนผู้แทน 400 คนในสภา และได้บัญชีรายชื่ออีก ทำให้เราได้สมาชิกเกินกว่าครึ่ง เริ่มต้นตั้งรัฐบาลก็โดนคดีซุกหุ้น แต่ก็สู้จนชนะ ได้ตั้งรัฐบาลสำเร็จ ได้บริหารประเทศ จะเห็นว่านายทักษิณบริหารประเทศจนมีชื่อเสียงโด่งดัง มีนโยบายที่ต่อเนื่อง คนชื่อทักษิณออกนโยบายแล้วทำสำเร็จทุกเรื่อง... แต่วันนี้เราได้มาพบกัน ก็ยังหนาแน่น ที่ไม่ได้มาก็เยอะ ถูกดูดไปก็หลาย แต่ไม่ย่อท้อ โตๆ กันแล้ว ตรงไหนดีไม่ดี จะดูออกหรือไม่ออกก็แล้วแต่เขา เมื่อเขาไปก็เป็นโอกาสให้สมาชิกใหม่ ซึ่งก็แย่งกันจะลง แต่ละคนมีศักยภาพ และอาจจะเหนือกว่าคนเก่าด้วย ส่วนใหญ่ที่ถูกดูดไปตนรู้จักทั้งนั้น แต่ไม่ว่ากัน ทางใครทางมัน อย่างไรก็ตาม สำหรับ 46 ปีทางการเมืองของตน ถึงอย่างไรพรรคเพื่อไทยก็เป็นที่หนึ่ง รับรองได้เลย” นายเสนาะกล่าว
1. เหตุที่นายเสนาะยังพูดจาเปิดทางสำหรับคนที่ออกไป “ไม่ว่ากัน ทางใครทางมัน” ก็เพียงเพราะมีคนนามสกุล “เทียนทอง” บางส่วน ขยับออกไปอยู่พรรคอื่น ใช่หรือไม่?
2. สงสัยเหลือเกินว่า มวลสมาชิกเพื่อไทย จะสับสนหรือไม่?
สับสนว่านายเสนาะพูดเล่น หรือพูดจริง?
พูดวันนี้แบบนี้ วันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ หรือเดือนหน้า ปีหน้า ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง นายเสนาะ เทียนทอง จะพูดอีกแบบหนึ่ง หรือไม่?
จะยังมีใครเชื่อถือคำพูดของคุณเสนาะ อยู่อีกหรือ?
3. วันนี้ เอ่ยปากสรรเสริญเยินยอทักษิณ แต่ก่อนหน้านี้ เคยออกปากแฉ
ในหนังสือ รู้ทันทักษิณ 4 เรื่อง “จะเอาทักษิณหรือประเทศไทย”
3.1 นายเสนาะวิพากษ์การทำงานของทักษิณ “... ทักษิณมีลักษณะเป็นนักเสี่ยงโชค นิยมความเสี่ยง เข้าลักษณะกล้าได้กล้าเสีย ขาดความรอบคอบกระทั่งเคยประสบปัญหาทางธุรกิจ “ทักษิณ” นิยมบริหารธุรกิจและคิดไว้ทำไวชอบตัดสินใจเดินหน้าไปก่อน แล้วค่อยหาวิธีแก้ปัญหารายละเอียดภายหลังโดยใช้การตลาดเป็นเครื่องมือสำคัญ “ทักษิณ” มีวุฒิการศึกษาแต่ขาดวุฒิภาวะของการเป็นผู้นำไม่มีสภาวะผู้นำโดยเฉพาะในระดับประเทศ
ลักษณะเฉพาะตัวเหล่านี้นำไปสู่พฤติกรรมการมใช้อำนาจ การกำหนดนโยบายและการดำเนินนโยบายที่ไม่รอบคอบ สุ่มเสี่ยง อาทิ การจดทะเบียนคนจน ผมเคยแนะนำว่า “ทำไม่ได้นะ ไปประกาศเฉยๆ ไม่ได้ การประกาศสงครามความยากจน แต่เอาเขามาขึ้นทะเบียนเฉยๆคนที่เป็นหนี้สินอยู่ แต่ไม่ใช่คนจนก็มาจดทะเบียนด้วยนะ มันจะบานปลายกันไปใหญ่ น้องไปให้เขาจดทะเบียนพี่ไม่เห็นด้วย มองด้วยจิตสำนึกมันปฏิบัติไม่ได้ มันทำไม่ได้ มันได้แต่ตัวเลขมาโชว์ตอนเลือกตั้งแต่หลังจากนั้นมันไม่มีผลจริง” แต่ทักษิณบอกว่า “โธ่...พี่เหนาะคนตาบอดมันกลัวเสือเหรอ ถ้าเราไม่พูดแบบนี้เราจะได้เสียงเหรอ”
ยุค คสช.เขาขึ้นทะเบียนคนมีรายได้น้อย เติมเงินเข้าบัญชีคนยากจนโดยตรง ทำในสิ่งที่ทักษิณเคยได้แค่โม้หาเสียง อย่างที่นายเสนาะเตือนไว้ตอนโน้น... ป๋าเหนาะมองไม่เห็นความแตกต่างเลยหรือ?
3.2 นายเสนาะเคยแฉถึงขนาดว่า “..มีการใช้ระบบธุรกิจครอบครัวมาจัดการผลประโยชน์ในรัฐบาลแบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ขนคนที่เคยทำงานกับตัวเองในบริษัทแบบยกชุด วางคนของตัวเองไปในทุกกระทรวง โดยไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งที่มีอำนาจอย่างเป็นทางการ แต่ทุกคนในกระทรวงจะรู้ดีว่า คนคนนี้ คือคนของเขา จะทำอะไรก็ต้องผ่านคนคนนี้ เรียกว่ามี 2-3 คนไปดูแลผลประโยชน์ทุกกระทรวง เป็นเสมือนหลงจู๊ แล้วยังส่งคนไปยึดตำแหน่งใน กมธ.ชุดต่างๆ ของสภาผู้แทนฯ ใน ครม.ก็ไม่ต่างกัน ทุกโครงการที่จะมีการอนุมัติ ถ้ารัฐมนตรีคนไหนเสนอเรื่องขอใช้งบกลางที่จัดสรรไว้มหาศาล ก็ต้องไปเคลียร์กับคนของเขาให้เรียบร้อยก่อน รัฐมนตรีหลายคนจะมีคนของเขาเข้ามาบอกว่า เดี๋ยวทำงบฯ จะเอากี่พันล้าน แต่ต้องเอาเข้าพรรค 10 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าจะไปทำอะไรขึ้นมาก็ได้ ไปเขียนโครงการมา ถ้ารัฐมนตรีคนไหนทำไม่ได้ ก็อยู่ไม่ได้ เวลาทำโครงการก็ต้องจ้างที่ปรึกษาที่เป็นคนของตัวเอง แล้วใช้วิธีที่เก่งที่สุด คือ ยกเว้นระเบียบพิเศษ ยิ่งใช้วิธีขีดเส้นตาย ว่าต้องเสร็จวันนั้น-วันนี้ เหมือนกรณีสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อจะได้ใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างแบบพิเศษ นโยบาย 10 เปอร์เซ็นต์
รัฐมนตรีต้องทำโครงการ โดยตบแต่งงบประมาณขึ้นมาก่อนว่า มูลค่าของโครงการจะครอบคลุม 10 เปอร์เซ็นต์ ที่ต้องหักเข้าพรรค จากนั้น ไปตกลงกับคนของเขาผ่านคุณหญิง เมื่อเรียบร้อยเมื่อใดก็ส่งมาให้ตัวตาย-ตัวแทนทางการเมืองที่เขาไว้ใจ พอเข้า ครม.นายกฯ จะเสนอโครงการ และอนุมัติให้เองเสร็จสรรพ รัฐมนตรีไม่ต้องคิด ไม่ต้องสงสัย
ทุกวันนี้ ยังไม่มีใครรู้-ใครเข้าใจ ว่า 10 เปอร์เซ็นต์ มีอยู่เท่าไร คงต้องไปถามคุณหญิง...”
ถ้าอยู่ในประชุมพรรคเพื่อไทยด้วย จะขอยกมือถามนายเสนาะว่า ถึงวันนี้ นายเสนาะหรือยังว่า 10 เปอร์เซ็นต์นั้น คุณหญิงได้ไปเท่าไหร่แล้ว?
3.3 นายเสนาะยังเคยบอกด้วยว่า “..ความขัดแย้งในปัจจุบัน สาเหตุมาจากตัวปัญหาคนเดียว คือ ทักษิณ คนคนนี้ โกงเพื่อเข้ามาสู่อำนาจ เมื่อมีอำนาจก็โกงอีก อันตรายต่อบ้านเมืองสุดๆ ทักษิณน่ากลัว เพราะเป็นคนมีวุฒิการศึกษา จ้องวางแผนเอาเปรียบคนอื่น ถือว่าต่ำต้อยเหลือเกินในการเป็นผู้นำประเทศ ผมจำคำพูดของทักษิณที่เคยบอกว่า พี่เหนาะผมพร้อมแล้ว สมบัติส่วนหนึ่งผมให้ลูก อีกส่วนเก็บไว้สำหรับตายาย กินจนตายก็ไม่หมด สมบัติอีกส่วน จะทำเพื่อบ้านเมือง จะใช้หนี้แผ่นดิน คำพูดนั้นๆ ผมเคยหลงคิดว่าคนคนหนึ่ง รวยแล้วกลับใจ คิดใช้หนี้แผ่นดิน ตอนนี้ผมรู้ความจริงแล้วว่า
รวยจากโกงชาติ กล้าทำแม้เผาบ้านเมืองเพื่อเอาประกัน
คนรวยคนนี้ รวยแล้วไม่รู้จักพอ ไม่ใช้หนี้แผ่นดินยังไม่พอ มันยังโกงกิน ทรยศต่อแผ่นดิน
ผมเคยพูดและเตือนกับคุณหญิงว่า “น้อง ถ้ามันได้มาอีกแสนล้าน เอาไปทำไม”
เขาพากันตอบว่า “ก็รู้ แต่ในเมื่อเล่นการเมืองมันต้องควักเงิน ก็ต้องถือว่าเป็นธุรกิจ”
เคยเตือนหนักๆ ถึงขั้นว่า “ในอนาคต ถ้ามันจะเดือดร้อนหนักๆ คือคนเป็นหัวนะ” เขาก็ตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน ว่า “ก็รู้ ถ้าพี่ทักษิณจะลง ต้องให้พรรคไทยรักไทยมีอำนาจอย่างน้อยสองสมัยถึงจะปลอดภัย”…
ไม่รู้ว่า ห้องสมุดพรรคเพื่อไทย มีหนังสือรู้ทันทักษิณ 4 หรือไม่?
ถ้ามี ควรจะมีการนำมาเสวนา ว่าอันไหนที่นายเสนาะพูดจริง? อันไหนพูดโกหก?
ในหนังสือ หรือในการประชุมเมื่อวาน?
4. เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2549 นายเสนาะยังขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ณ สนามหลวง ตีแผ่ความเลวร้ายของระบอบทักษิณ
“..ผมชื่อเสนาะ ทวงสัญญา 19 ล้านเสียงกับคนที่ชื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผมขอกราบอภัยพี่น้องประชาชนที่เคยขึ้นเวทีปราศรัยบอกประชาชนว่าจะหาคนดีมีอำนาจมาปกครองบ้านเมือง ผมขอกราบอภัยอีกครั้งที่เมื่อปี 2543 ไปหลงกับคำพูดของคนคนหนึ่ง ที่บอกว่าพี่เหนาะผมพร้อมแล้ว เงินส่วนหนึ่งเก็บไว้ให้ลูก 3 คน เงินส่วนหนึ่ง 2 ตายาย ชาตินี้กินยังไงก็ไม่หมด และเงินส่วนที่เหลือผมจะใช้หนี้แผ่นดิน น้องทักษิณยังจำได้หรือไม่กับคำคำนี้ ผมคิดว่าคนคนนี้เมื่อเลวร้ายแล้วจะกลับใจ แต่ตอนนี้พอรู้แล้วเลยร้องอ๋อ…”
หมดคำบรรยายถึงคนชื่อ เสนาะ เทียนทอง “สุดโหวงเหวง”
สารส้ม
https://www.naewna.com/politic/columnist/37216
อ่านบทความนี้กันค่ะ จะได้รื้อฟื้นความในอดีตกันด้วยนะคะ
ใครที่ไม่ทราบจะได้ทราบเรื่องที่ผ่านมาค่ะ....