ตั้งแต่วันนั้นจนถึงตอนนี้ มันไม่เหมือนอย่างที่คิดเลย...... ทำยังไงดี ???

ก่อนอื่นเลยที่เราต้องมาระบายในนี้เพราะเราไม่รู้จะไปอธิบายให้ใครฟังแล้ว ทุกอย่างที่เราเล่ามาทั้งหมดเป็นสิ่งที่เราอัดอั้นตันใจมาตลอดช่วงเวลา เกือบ 2 เดือนที่ผ่านมา เข้าเรื่องเลยดีกว่า เราเป็นเด็กเชียงใหม่ เกิดที่นี้แล้วโตที่นี้ แม่ น้าสาว และยายเราเลี้ยงดูเรามาจนเราเรียนจบ เรามีพี่ชาย1คน แต่เค้าไปมีครอบครัวของเค้าแล้ว ตอนนี้เราอายุ 26 ปี เรียนจบAnimationมา จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ พอเราเรียนจบเราก็เข้ามาทำงานที่กรุงเทพเลย ถ้าว่างเสาร์-อาทิตย์เราก็จะบินไปเชียงใหม่ไปหาแม่ ยาย และน้าสาวเรา เรามาทำงานที่กรุงเทพ เป็นเวลา 2 ปี เป็นบริษัทโปรดั๊กชั่นเฮ้าส์เล็กๆ จากนั้นเราลาออกมา ตอนแรกก็หาสมัครบริษัทอื่นเพราะอยากลองไปทำงานร่วมกับบริษัทใหญ่ๆ บ้าง  แต่ที่บ้านน้าชายเราบอกว่าให้กลับมาช่วยงานที่บ้านก่อนซึ่งอยู่ที่นครปฐม แล้วถ้าได้งานก็ค่อยไปก็ได้ ที่บ้านเป็นบริษัทส่งออกปลาสวยงาม เป็นบริษัทของน้าชายเรา ซึ่งเค้าไม่มีลูก เค้าเลยอยากให้เรามาช่วยสานต่อ ความหวังทุกอย่างเหมือนจะมาลงที่เรา แต่เราก็เคยไปบอกไปแล้วว่า มันอาจจะไม่ใช่ฟิลงานที่เราเคยสัมผัสมาเราไม่รู้ว่าเราจะทำได้ดีขนาดไหน เค้าให้เราไปเรียนต่อโท บริหาธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพ แต่ตอนนั้นเราทำงานออฟฟิศไปด้วยแล้วต้องมาเรียนทุกเสา มันแทบจะไม่ไหวเลย เพราะออฟฟิศที่เราทำมีโอทีบ่อยมาก เราเรียนได้ประมาณ 6 เดือน ก็ดรอปไปก่อน พอเราลาออกมา เรามาช่วยงานน้าชายเราเป็นเวลา 8 เดือน ช่วงเดือนที่ 6 เราเหมือนเริ่มรู้สึกว่ามันใช่งานในแบบที่เราอยากทำรึเปล่า เราถามตัวเองมาตลอด ถามทุกวัน ถามซ้ำไปซ้ำมา จนพอเข้าเดือนที่7 เราซึมไปพักนึง เราเลยไปคุยกับน้าเราว่า เรารู้สึกว่า เราอยากออกไปหางานทำอีกสักรอบนึง เพราะเราอายุ เพิ่งจะ 26 เอง เรายังอยากหาประสบการให้มากกว่านี้ อยากทำในแบบที่ตัวเองเรียนมา อยากมีสังคมการทำงานบ้าง เรามาอยู่ตรงนี้ค่อยข้างที่จะเป็นบ้านที่เป็นเหมือนพ่อค้า จะโพงผางมาก พูดอะไรกันก็จะเสียงดัง เหมือนด่ากันเลยบางที ซึ่งมันแตกต่างจากเรามากที่เป็นคนไม่ค่อยพูด โลกส่วนตัวสูง ชอบฟังเพลงนั่งดีไซน์งาน ออกแบบงาน ได้ใช้ความครีเอท สรรสร้างงานที่เราถูกบรีฟมา แต่พอเรามาอยู่กับน้าชายเรา เราจะต้องเดินฟาร์ม ตากแดดตากลม แบกของ ผสมยาใส่ปลาต่างๆ ขับรถออกต่างจังหวัดคู่กะน้าชายเพื่อไปหาปลาต่างๆ
        จนมีวันนึง ระหว่างทางที่เรานั่งรถไปคู่กะน้าชายเรา เราก็พูดขึ้นว่า เรารู้สึกว่าตอนนี้เราเหมือนโดนตีกรอบ เราอยากไปหางานทำในกรุงเทพอีกสักครั้งนึงก่อนที่เราจะอายุเยอะไปกว่านี้ เราเหมือนไม่มีสังคมเลย เราไม่มีเพื่อนที่นี้เลยสักคน แทบจะได้คุยกับต้นไม้ทุกวัน เพราะจังหวัดที่เราต้องไปบ่อยๆคือ กาญ ราชบุรี นครปฐม มีเพียง 3 จังหวัดนี้ ที่เราจะขับรถไปๆมาๆ ตลอดทุกวัน พอเราพูดกับน้าชายเราไปแบบนั้น เค้าก็นิ่งไปพักนึงแต่สมองเค้าคงกำลังทำงานอย่างมาก แล้วเค้าก็พูดมาว่า ... “คิดว่าอยู่ตรงนี้แล้วมันปิดกั้นตัวเราหรอ แล้วคนรุ่นหลังจะเอาอะไรกิน ไม่อยากให้เป็นคนเห็นแก่ตัว” เราก็อึ่งไปนิดนึงว่า แค่เราจะไปสมัครงานนี้เราดูเห็นแก่ตัวมากเลยหรอ เราผิดมากเลยใช่ไหม ที่เราอยากทำตามความฝันเราบ้างตามที่เราได้เรียนมา
หลังจากวันนั้นที่เราได้คุยกับน้าไปในรถ ทุกอย่างดูเปลี่ยนไปหมด เรากลับบ้านมาเหมือนไม่มีใครคุยกับเรา ทั้งเมียน้าชาย น้องเมียน้า มองเราเหมือนเป็นอากาศไปเลย เดินผ่านกันก็แทบจะไม่มองหน้า แบบเราจะไปไหนก็เชิญเลย ไม่สนใจแล้ว จนความรู้สึกนี้มันถูกเก็บมาเรื่อยๆ ทุกวันๆ ๆ ๆ บางทีเราต้องหาที่ๆสงบสติอารมณ์ตัวเอง ร้านกาแฟบ้าง ไปนั่งอยู่เงียบๆคนเดียว กลับบ้านอีกทีก็ดึกเลย เพราะเค้าก็ไม่ได้มาสนใจเราอยู่แล้ว
ปกติเราจะเป็นคนที่จัดสรรความเครียดของตัวเองได้เป็นอย่างดี ช่วงที่เราทำงานกับออฟฟิศเดิม เลิกงานเราก็จะมีไปออกกำลังกายบ้าง อยากตีแบดก็ตีนัดเพื่อนๆมาตีได้ อยากไปหาหนังสืออ่านก็ไปร้านหนังสือได้ อยากทำอาหารก็ทำได้ เพราะเราค่อยข้างที่จะชินกับการเป็นเด็กหอมาพอสมควร โลกส่วนตัวเราก็ค่อนข้างที่จะสูง แต่ก็ยังมีเพื่อนเยอะอยู่ไม่ได้ปิดกั้นตัวเอง ตอนอยู่เชียงใหม่เราจะออกไปไหนมาไหน แม่กับน้าสาว ก็ไม่เคยบ่นเราเลย แค่กลับบ้านไม่ไปสร้างเรื่อง หรือทำอะไรที่มันผิดๆ การเรียนไม่ตกก็พอ แต่เราก็จะกลับมากินข้าวกับยายเราเสมอๆ เพื่อนๆก็มักจะมาบ้านเราบ่อยๆ
และตั้งแต่ตอนนั้นมา เรายื่นสมัครงานมาตลอด จนมีบริษัทมาเรียกสัมภาษณ์ เราก็ต้องเข้ากรุงเทพเพื่อไปสัมภาษณ์  เราก็ต้องบอกน้าๆว่า เราต้องไปสัมภาษณ์งานนะ วันนี้คงต้องเข้ากทม เมียน้าก็บอกเราว่า .”อืมไปได้เลยนะ จะไปตอนนี้เลยก็ได้ ไปอยู่หอเพื่อนรอสัมภาษณ์ได้เลย ทางนี้ไหวอยู่แล้ว เพราะที่ผ่านมาเราก็ทำกันมาได้ คนงานมีเยอะแยะ เค้าจะได้มีรายได้.”  เรานี้แบบ เอิ่ม ดูIgnoreเราไปกันหมด ลามกันไปหมดทั้งบ้าน พอเราจะไปช่วยทำอะไรตอนที่เรายังไม่ได้ไปไหน เค้าก็บอกว่า ไม่ต้องเดี๋ยวทำเอง นี้เกลียดกันไปเลยหรอ เหมือนเค้ามีอคติกะเราไปแล้วไง เราทำไรก็ดูผิดไปหมดเลยจริงๆ ขนาดตักข้าวให้กินยังโดนด่าเลยคิดดู ตอนเช้าทุกเช้าเราจะกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน เมียน้าก็จะทำอาหาร แล้วเรียกเรากินข้าวเสมอๆ เราก็จะตักข้าวให้ทุกคนกิน แต่พอจากวันนั้นที่เราบอกจะไปสมัครงาน แค่เราตักข้าวเรายังโดนบ่นเลยว่า “ตักทำไม กับข้าวยังไม่เสร็จเลย” ทั้งๆที่เค้าเรียกเรามากินข้าว เราก็ต้องตักข้าวให้ผู้ใหญ่กินเป็นปกติอยู่แล้ว เฮ่อออ.... เราอึดอัดไปหมดเลยจริงๆ ว่าอะไรกัน ทำไมถึงไม่เข้าใจเราบ้าง ทำไมต้องบังคับเรา ทั้งๆที่ตัวเองก็บอกเองว่า ถ้าทำไมแล้วไม่ชอบก็ไปหางานทำได้ แต่พอเราไปหาจริงๆก็มาพูดกระทบกระทั้งเรา เรารู้นะว่าทำงานกับที่บ้านมันมีเงินก็จริง แต่ทำไมเรารู้สึกว่าไม่ได้รับอิสรภาพการใช้เงินเลย ทั้งที่มันก็เป็นเงินเรา เราไม่เห็นมีความสุขเลย TTTTTT_____TTTTTT เป็นเดือนที่เราร้องไห้มากที่สุดเลยจริงๆ แต่ไม่มีใครรู้เราไม่เคยร้องไห้ให้ที่บ้านเห็นแม้แต่หยดเดียว ต่อให้เค้าจะด่าเราต่อหน้าลูกน้องที่บ้าน เราก็เก็บมาตลอด จนเราเครียดแล้วนอนไม่หลับเราต้องกินยาเพื่อให้ตัวเองหลับคิดดูก็แล้วกัน อาการปวดหัวมันเราถี่มากที่เกิดขึ้นกับเรา ทั้งที่ที่ผ่านมาเราจะเป็นคนร่าเริงมาตลอด เราเสียใจมาก ไม่รู้เลยว่าต้องไปอยู่ในจุดไหนที่จะสบายใจมากขึ้น เราต้องออกจากบ้านหลังนี้ไปหรอ เราก็ไม่ใช้คนที่อกตัญญูเราเป็นเด็กอยู่ในโอวาทมาตลอด แต่ทำไมเค้าไม่เข้าใจเราบ้างเลยอะ คือตอนนี้เราก็รอตอบรับสัมภาษณ์งานอยู่ ถ้าเกิดได้เราก็คงต้องไปทำงานเลย แต่ก่อนจะออกบ้านเราจะต้องลาเค้ายังไงทั้งๆที่หน้าเราเค้าแทบไม่อยากจะมอง เค้าจะยังเห็นเราเป็นหลานอยู่ไหม?? TTT_TTT แต่ถ้ายังไม่ได้งานนี้สิ เราจะอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไปแบบอึดอัดใจกันแบบนี้นะหรอ ทำไมเราถึงรู้สึกว่าที่นี้ไม่ใช่ที่ของเราเลยทั้งๆที่มันก็เป็นบ้านของตาเรา เหนื่อยใจจังเลยTTT_TTT

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่