สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน ในวันนี้ผมมีเรื่องจะมาเล่าให้ฟัง ขอบอกว่าไม่ใช่เรื่องสืบสวน หรือเรื่องอาชญากรรม แบบที่ทางเพจเราชอบเขียนมาลง เพราะเรื่องที่จะเล่าในวันนี้ นั่นก็คือ “เรื่องผี"
สำหรับผู้ที่ขวัญอ่อน เป็นโรคหัวใจ หรือพวกจิตนการล่ำเลิศชอบมโน ผมแนะนำว่าคุณไม่ควรอ่าน เพราะคุณอาจเกิดอาการ ไม่สามารถเข้าห้องน้ำคนเดียวได้
คือเรื่องมันเริ่มมาจากตอนที่ผมกลับไปเยี่ยมญาติท่านหนึ่งที่ต่างจังหวัด...อ๋อ! ลืมบอกไปเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ผมประสบมาด้วยตัวเอง ไม่ได้มีการเติมไข่ใส่สีใด ๆ ทั้งสิ้น! เพราะฉะนั้น ไม่ต้องมาหวังหักมุมสามตลบแบบเรื่องอื่น ๆ ที่เคยอ่านกัน เพราะมันคือเรื่องจริง!
วันนั้น “พ่อ” พาผมไปเยี่ยมญาติคนหนึ่งที่ต่างจังหวัด แกชื่อ "ลุงสำรวย" ลุงแกอายุมากกว่าพ่อผมไม่กี่ปี เดาจากใบหน้าก็ซักประมาณ 62-63 ปี พ่อบอกผมว่าแกเป็นเพื่อนสมัยหนุ่ม ๆ แต่เนื่องจากเมียลุงสำรวยต้องย้ายไปทำธุรกิจที่บ้านเกิด ลุงแกจึงจำเป็นต้องย้ายตามเมียไป ซึ่งเวลาก็ผ่านมากว่า 40 ปี อยู่มาวันหนึ่ง พ่อผมที่กำลังอยู่ในช่วงหัดเล่นเฟสบุ๊ก ไม่รู้ไปทำอีท่าไหน ดันไปเจอเฟสของลุงสำรวยเข้า นั่นแหละครับที่ทำให้พ่อผมกับลุงแกก็ได้หวนมาเจอกันอีกครั้ง
ซึ่งหลังจากพ่อผมเจอเพื่อนเก่าได้ไม่ถึงอาทิตย์ พ่อก็ไม่รอช้ารีบพาผมขึ้นรถตรงไปหาแกทันที ซึ่งในตอนแรกไอ้ผมก็ไม่เข้าใจหรอก ว่าทำไมต้องพาผมไปด้วย แต่เมื่อพ่อบอกผมว่า "ลุงแกมีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง อายุไล่เลี่ยกับผม" เท่านั้นแหละครับ ผมกระโดดขึ้นรถตามพ่อไปทันที
พ่อขับรถจากบ้านตั้งแต่ตีห้า ระยะทางกว่าร้อยกิโล ระหว่างทางก็มีหลงไปโน้นนี่ตามประสาคนไม่รู้ทาง ต้องโทรถามทางลุงสำรวยทุกสิบนาที ยังโชคดีที่ตำรวจไม่จับ เวลาผ่านไปจนเกือบเที่ยงพ่อผมก็ได้ขับรถมาถึงจุดหมาย บ้านของลุงสำรวจเป็นบ้านไม้เก่า ๆ มีสังกะสีผุ ๆ ทำเป็นรั้วล้อมรอบตัวบ้าน ข้างในมีต้นมะม่วง ต้นมะขาม ต้นกล้วย ปลูกกระจัดกระจายเต็มไปหมด ผมขอไม่บอกนะครับ ว่าบ้านลุงแกอยู่ส่วนไหนของโลก เพราะอาจส่งผลกระทบต่อพวกชาวบ้านในท้องถิ่น
ผมเปิดประตูก้าวเท้าออกมาจากรถ ครั้งแรกที่เท้าสัมผัสกับพื้นดิน ผมรู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้ ใจผมหวั่นอยู่เล็ก ๆ แต่ความรู้สึกนั้นก็หายไปเมื่อได้ยินเสียงคุยระหว่างพ่อผมกับลุงสำรวย ทั้งคู่คุยกันเสียงดังลั่น ตามประสาคนไม่เคยคุยกันมาสี่สิบปี ผมยกมือไหว้ลุงแกตามประสา ลุงสำรวยหันมายิ้มรับ ถามโน้นเรื่องนั้นเรื่องนี้สารพัด ผมก็ตอบแกยิ้ม ๆ ตามมารยาท
หลังจากยืนให้สัมภาษณ์อยู่สิบนาที ลุงสำรวยก็ได้เชิญผมกับพ่อเข้าไปข้างใน ผมเดินนำเข้าไปในบ้าน รู้สึกเหมือนเดินอยู่คนเดียว เมื่อหันหลังกลับไปพบว่าพ่อกับลุงสำรวยยังยืนคุยกันอยู่ ผมละสายตาจากชายแก่ทั้งสอง ข้างในบ้านของลุงสำรวยดูลึกลับน่าค้นหา ผมเริ่มอยากจะเดินสำรวจตามประสาคนอยู่ไม่สุข ผมหันกลับไปอีกครั้ง พ่อกับลุงแกยังคุยกันไม่เลิก เมื่อเห็นเช่นนั้นผมจึงเริ่มเดินสำรวจบ้านโดยไม่รอคำอนุญาต
ในบ้านของแกให้ความรู้สึกแปลก ๆ มีกลิ่นฉุนที่ผมไม่รู้จักลอยตลบอบอวลทั่วบ้าน ผมเดินมาหยุดตรงจุดที่น่าจะเรียกว่า “ห้องครัว” มันเป็นห้องที่ให้ความรู้สึกแปลก ๆ ชวนให้ผมอยากเข้าไป เมื่อเข้าไปในห้องนั้นก็ได้พบกับเครื่องครัวแปลก ๆ เช่นมีดรูปร่างประหลาดที่ปักอยู่บนเขียงไม้ ครกสีแดงคล้ายเลือด กระบอกไม้ไผ่ที่ไม่รู้เอาไว้ทำอะไร แต่สิ่งที่สะดุดตาผมที่สุดก็น่าจะเป็นชั้นวางขวดโหลที่เต็มไปด้วยบรรดาโหลแก้ว ที่ข้างในบรรจุซากสัตว์ ทั้งงู กบ ตะขาบ ผมสังเกตเห็นโหลใบหนึ่งดูแปลกจากโหลใบอื่น เพราะมันมีผ้าสีแดงลงอักขระแปลกประหลาด พันคลุมไว้รอบโถ บดบังไม่ให้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน
ด้วยความสงสัย ผมจึงหยิบโหลแกวใบนั้นขึ้นมา แต่ทว่า!...ในตอนนั้นเอง มีเสียงพ่อกับลุงสำรวยดังมาจากในบ้าน ผมรู้ทันที ทั้งสองเข้ามาข้างในแล้ว ผมจึงระงับความอยากรู้อยากเห็นของตนเอง แล้ววางโหลใบนั้นลงที่เดิม ก่อนจะเดินออกมาจากห้องครัว
เมื่อออกมาก็ได้พบเข้ากับพ่อและลุงรำรวยนั่งพูดคุยกันอยู่บนโซฟา ลุงแกมองผมด้วยสายตาแปลก ๆ พร้อมถาม “ไปไหนมา”
ผมโกหกแกไป “เดินหาห้องน้ำ”
เมื่อลุงสำรวยได้ยินเช่นนั้นจึงบอกทางให้ ผมแสร้งทำทีปวดฉี่เดินออกมา แต่ไม่รู้ทำไม ผมรู้สึกว่าลุงแกไม่เชื่อคำโกหกของผม
เวลาผ่านไปจนค่ำ ผมไม่มีโอกาสแม้แต่จะเฉียดไปห้องครัวนั้นอีก ภาพโหลแก้วคุมด้วยผ้าสีแดง ยังลอยไปมาอยู่ในหัว ผมนั่งดูละครหลังข่าวน้ำเน่าโดยมีเสียงพ่อกับลุงแกคุยกับเจี๊ยวจ๊าวดังมาเป็นพื้นหลัง
ในตอนที่พ่อกับลุงสำรวยคุยกัน ผมก็ได้ความคร่าว ๆ ว่า เมียของลุงแกตายไปเมื่อสองปีก่อน ตอนนี้แกอยู่กับลูกสาวแค่สองคน แต่สิ่งที่ทำให้ผมหงุดหงิดมาก ๆ ก็คือ ลูกสาวของลุงแกได้ทุนไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่ปีที่แล้ว กว่าจะกลับก็อีกตั้งสามเดือนหน้า
แล้วผมมาเพื่ออะไรวะเนี่ย
----------
ในคืนนั้นเอง ลุงสำรวยจัดให้ผมกับพ่อนอนห้องเดียวกัน เมื่ออยู่กับพ่อสองต่อสอง ผมพยายามรบเร้าให้พ่อพาผมกลับบ้านในวันรุ้งขึ้น จากเดิมที่มีแผนจะอยู่ถึงสามวัน ซึ่งในตอนแรกก็เถียงกันอยู่นาน แต่ท้ายที่สุดพ่อก็ยอมตอบตกลง ว่าจะกลับวันพรุ่งนี้
พ่อนอนหลับสนิท แต่ตัวผมยังนอนบิดไปบิดมา ในหัวนึกถึงแต่ภาพขวดโหลพันผ้าสีแดง ผมเริ่มทนความอยากรู้อยากเห็นของตนไม่ไหว จึงลุกขึ้นจากเตียง แล้วเริ่มค้นหาความลับอีกครั้ง
ผมก้าวเท้าออกจากห้อง พบว่าภายในบ้านมืดสนิท จึงล้วงโทรศัพท์ในกระเป๋าออกมาเปิดแสงแฟลช แล้วเดินย่องไปตามทาง เมื่อมาถึงหน้าห้องครัว ผมพบว่าลุงสำรวยกำลังนอนอยู่ที่เก้าอี้ไม้หน้าห้องพอดี ผมลองเอาแสงแฟลชส่องหน้าลุงแก ไม่พบการตอบสนองใด ๆ ลุงยังนอนหลับสนิท ผมเริ่มใจไม่ดีห้องครัวไม่มีประตู แถมลุงแกยังนอนอยู่หน้าห้องพอดี ถ้าแกตื่นมาล่ะ!
ผมใจเต้นตุบตับ หันรีหันขวางเข้าออกประตู เอาวะ! มาถึงขนาดนี้แล้ว เป็นไงเป็นกัน ผมย่องเข้าไปข้างในห้องครัว เมื่อเอาแฟลชส่องไฟรอบ ๆ พบว่าห้องยังดูปกติ มีดรูปร่างประหลาดที่ปักอยู่บนเขียงรูปสี่เหลี่ยม ครกสีเลือด กระบอกไม้ไผ่ สิ่งเหล่านั้นยังอยู่ที่เดิม ผมมองออกไปข้างนอกอีกครั้ง พบว่าลุงแกยังนอนอยู่ เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงเดินย่องไปยังหาชั้นวางขวดโหล ส่องแสงแฟลชค้นหาขวดโหลใบนั้น บรรดาขวดโหลมากมายนับสิบ ข้างในบรรจุสิ่งของน่าขยะแขยง ทั้งตะขาบ คางคก งู วางเรียงอยู่เต็มชั้น
ผมมองหาขวดโหลใบนั้นอยู่นาน...เอ๊ะ! มันไปไหนกันนะ ดูเหมือนว่า ขวดโหลที่มีผ้าสีแดงพันอยู่ ได้หายไปจากชั้นวางของนี้แล้ว!
ผมเงยหน้าขึ้นมองไปรอบ ๆ ห้อง มันเกิดอะไรขึ้น มันหายไปไหนกัน ผมพยายามข่มใจระงับความกลัว เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป ผมจึงคิดจะกลับห้อง แต่ขณะที่ส่องแสงแฟลชไปยังนอกห้องครัวก็พบว่า
ลุงสำรวยได้หายไปจากเก้าอี้ไม้!
ผมหันหน้ากลับเข้ามาในห้อง แนบแผ่นหลังชิดกับกำแพง ตายล่ะ! ลุงแกหายไปไหน
แสงแฟลช!...ใช่! ผมยังไม่ได้ปิดแสงแฟลช ถ้าลุงแกมาเห็นแสงเข้า ต้องเดินมาเจอผมแน่ ผมเลื่อนจอสมาร์ทโฟนอย่างทุลักทุเล มือไม้สั่นจนแทบจะควบคุมไม่อยู่
เมื่อปิดแสงแฟลชได้สำเร็จ จึงเงยหน้าขึ้นมองไปรอบ ๆ แต่ระหว่างนั้น!...สายตาของผมก็ไปสะดุดเข้าที่เขียงไม้ แม้ในห้องจะมืด แต่ผมก็พอจะมองออก มันมีบางอย่างผิดปกติ
มีดรูปร่างประหลาดได้หายไป!
โทรศัพท์ผมหล่นสู่พื้นดังตุ้บ ผมตกใจสุดขีด! ขนลุกไปทั้งร่าง ไม่รอช้า ผมโกยแนบออกจากห้องครัว วิ่งชนข้าวของกระจัดกระจาย รู้สึกว่าเท้าสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่าง จนเกือบล้ม ผมวิ่งต่อไปจนถึงห้องนอน
เปิดประตู...เข้าข้างใน...ปิดประตู...กระโดดขึ้นเตียง สองมือคว้าผ้านวมผืนโต สะบัดคลุมร่าง เอาเท้าหนีบที่ชายผ้า ก่อนจะดึงผืนผ้าคลุมมิดศรีษะ
ไม่น่าเลยกู...
------------
ค่ำคืนผ่านไป ผมตื่นมาอีกทีตอนเจ็ดโมงเช้า โดยพ่อเป็นคนมาปลุก พร้อมกับถาม “จะกลับไหม”
เมื่อเก็บข้าวของเสร็จสรรพ ผมรีบตรงไปรอที่รถ รอพ่อที่ยืนกำลังคุยกับลุงสำรวย ผ่านไปซักพัก พ่อกับลุงก็เดินมาที่รถ พ่อบอกให้ผมบอกลาลุงสำรวย ผมยกมือไหว้เก่ ๆ กัง ๆ
เมื่อพ่อกับผมขึ้นรถเตรียมจะออกเดินทาง ลุงแกก็ทำทีเหมือนจะนึกอะไรออก แกหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋า สิ่งนั้นก็คือ โทรศัพท์ของผม นั่นเอง
พ่อหันมามองหน้า ผมแสรงตีมึน “อ้าว! หายไปตอนไหนเนี่ย”
ลุงแกคืนโทรศัพท์ให้ ผมยกมือไหว้ขอบคุณ ขณะที่รับโทรศัพท์สังเกตเห็นลุงสำรวยยิ้มอย่างมีเลศนัย
พ่อผมไม่รอช้าสตาร์ทรถ แล้วขับออกสู่ถนน ผมหันมองข้างหลังอย่างไม่ละสายตา ลุงแกยังยิ้มให้ผม
-------------
เวลาผ่านไปสามเดือน ในขณะที่ผมกำลังนั่งพิมพ์เรื่องสั้นอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์ผมก็ดังขึ้น กริ๊ง!...กริ๊ง!...กริ๊ง!...ผมนำโทรศัพท์ขึ้นมา หน้าจอปรากฏเบอร์ที่ไม่รู้จัก ผมกดรับสาย
“ฮัลโหล”
“...” ไม่มีเสียงตอบรับ
“โหลครับ”
“...” ไม่มีเสียงตอบรับ
ผมวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ แล้วกดเปิดลำโพง พบว่ามีเสียง “ซ่า..” ดังอยู่เบา ๆ แต่ยังไม่มีเสียงตอบรับ
ผมนั่งรอให้เกิดเสียงพูดอยู่นาน...ผ่านไปหนึ่งนาที...ผ่านไปสามนาที...ผ่านไปห้านาที...ก็ไม่มีเสียงใด ๆ นอกจากเสียง “ซ่า...” ผมจึงตัดสินใจกดตัดสาย
ผมนั่งจ้องมองโทรศัพท์ ใครกันนะที่โทรมา คนบ้าอะไรจะโทรมาเสียให้เงินเล่น หรือไมโครโฟนของเขาเสียจึงไม่ได้ยินเสียงพูด ไม่สิ! ถ้าไมค์พังแล้วเราจะได้ยินเสียง “ซ่า...” ได้ยังไง
ผมคิดว่ายังไงสิ่งที่โทรหาผมก็ไม่ใช้คน จริงสิ!...แมร่งเป็นผีแน่เลย ผีไม่น่าจะเสียค่าโทรศัพท์ มันถึงโทรมาหลอก แม่เคยผมบอกว่าผีมันชอบหลอกคน เรื่องผีตามอินเตอร์เน็ต ผีก็ชอบหลอกคนแบบไม่มีสาเหตุ
ไอ้*าเอ่ย! กูโดนผีหลอกแน่ ๆ เลย
----------
เขียนแล้วยังขนหัวลุกอยู่เลยครับ น่ากลัวจริง ๆ ยังไงก็ฝากแสดงความคิดเห็นติชมด้วยครับ ถ้าชอบก็กดไลค์ ชอบม๊ากก็กดแชร์...โอ๊ย! ขนลุก
ประสบการณ์โดนผีหลอก ครั้งแรกในชีวิต
สำหรับผู้ที่ขวัญอ่อน เป็นโรคหัวใจ หรือพวกจิตนการล่ำเลิศชอบมโน ผมแนะนำว่าคุณไม่ควรอ่าน เพราะคุณอาจเกิดอาการ ไม่สามารถเข้าห้องน้ำคนเดียวได้
คือเรื่องมันเริ่มมาจากตอนที่ผมกลับไปเยี่ยมญาติท่านหนึ่งที่ต่างจังหวัด...อ๋อ! ลืมบอกไปเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ผมประสบมาด้วยตัวเอง ไม่ได้มีการเติมไข่ใส่สีใด ๆ ทั้งสิ้น! เพราะฉะนั้น ไม่ต้องมาหวังหักมุมสามตลบแบบเรื่องอื่น ๆ ที่เคยอ่านกัน เพราะมันคือเรื่องจริง!
วันนั้น “พ่อ” พาผมไปเยี่ยมญาติคนหนึ่งที่ต่างจังหวัด แกชื่อ "ลุงสำรวย" ลุงแกอายุมากกว่าพ่อผมไม่กี่ปี เดาจากใบหน้าก็ซักประมาณ 62-63 ปี พ่อบอกผมว่าแกเป็นเพื่อนสมัยหนุ่ม ๆ แต่เนื่องจากเมียลุงสำรวยต้องย้ายไปทำธุรกิจที่บ้านเกิด ลุงแกจึงจำเป็นต้องย้ายตามเมียไป ซึ่งเวลาก็ผ่านมากว่า 40 ปี อยู่มาวันหนึ่ง พ่อผมที่กำลังอยู่ในช่วงหัดเล่นเฟสบุ๊ก ไม่รู้ไปทำอีท่าไหน ดันไปเจอเฟสของลุงสำรวยเข้า นั่นแหละครับที่ทำให้พ่อผมกับลุงแกก็ได้หวนมาเจอกันอีกครั้ง
ซึ่งหลังจากพ่อผมเจอเพื่อนเก่าได้ไม่ถึงอาทิตย์ พ่อก็ไม่รอช้ารีบพาผมขึ้นรถตรงไปหาแกทันที ซึ่งในตอนแรกไอ้ผมก็ไม่เข้าใจหรอก ว่าทำไมต้องพาผมไปด้วย แต่เมื่อพ่อบอกผมว่า "ลุงแกมีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง อายุไล่เลี่ยกับผม" เท่านั้นแหละครับ ผมกระโดดขึ้นรถตามพ่อไปทันที
พ่อขับรถจากบ้านตั้งแต่ตีห้า ระยะทางกว่าร้อยกิโล ระหว่างทางก็มีหลงไปโน้นนี่ตามประสาคนไม่รู้ทาง ต้องโทรถามทางลุงสำรวยทุกสิบนาที ยังโชคดีที่ตำรวจไม่จับ เวลาผ่านไปจนเกือบเที่ยงพ่อผมก็ได้ขับรถมาถึงจุดหมาย บ้านของลุงสำรวจเป็นบ้านไม้เก่า ๆ มีสังกะสีผุ ๆ ทำเป็นรั้วล้อมรอบตัวบ้าน ข้างในมีต้นมะม่วง ต้นมะขาม ต้นกล้วย ปลูกกระจัดกระจายเต็มไปหมด ผมขอไม่บอกนะครับ ว่าบ้านลุงแกอยู่ส่วนไหนของโลก เพราะอาจส่งผลกระทบต่อพวกชาวบ้านในท้องถิ่น
ผมเปิดประตูก้าวเท้าออกมาจากรถ ครั้งแรกที่เท้าสัมผัสกับพื้นดิน ผมรู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้ ใจผมหวั่นอยู่เล็ก ๆ แต่ความรู้สึกนั้นก็หายไปเมื่อได้ยินเสียงคุยระหว่างพ่อผมกับลุงสำรวย ทั้งคู่คุยกันเสียงดังลั่น ตามประสาคนไม่เคยคุยกันมาสี่สิบปี ผมยกมือไหว้ลุงแกตามประสา ลุงสำรวยหันมายิ้มรับ ถามโน้นเรื่องนั้นเรื่องนี้สารพัด ผมก็ตอบแกยิ้ม ๆ ตามมารยาท
หลังจากยืนให้สัมภาษณ์อยู่สิบนาที ลุงสำรวยก็ได้เชิญผมกับพ่อเข้าไปข้างใน ผมเดินนำเข้าไปในบ้าน รู้สึกเหมือนเดินอยู่คนเดียว เมื่อหันหลังกลับไปพบว่าพ่อกับลุงสำรวยยังยืนคุยกันอยู่ ผมละสายตาจากชายแก่ทั้งสอง ข้างในบ้านของลุงสำรวยดูลึกลับน่าค้นหา ผมเริ่มอยากจะเดินสำรวจตามประสาคนอยู่ไม่สุข ผมหันกลับไปอีกครั้ง พ่อกับลุงแกยังคุยกันไม่เลิก เมื่อเห็นเช่นนั้นผมจึงเริ่มเดินสำรวจบ้านโดยไม่รอคำอนุญาต
ในบ้านของแกให้ความรู้สึกแปลก ๆ มีกลิ่นฉุนที่ผมไม่รู้จักลอยตลบอบอวลทั่วบ้าน ผมเดินมาหยุดตรงจุดที่น่าจะเรียกว่า “ห้องครัว” มันเป็นห้องที่ให้ความรู้สึกแปลก ๆ ชวนให้ผมอยากเข้าไป เมื่อเข้าไปในห้องนั้นก็ได้พบกับเครื่องครัวแปลก ๆ เช่นมีดรูปร่างประหลาดที่ปักอยู่บนเขียงไม้ ครกสีแดงคล้ายเลือด กระบอกไม้ไผ่ที่ไม่รู้เอาไว้ทำอะไร แต่สิ่งที่สะดุดตาผมที่สุดก็น่าจะเป็นชั้นวางขวดโหลที่เต็มไปด้วยบรรดาโหลแก้ว ที่ข้างในบรรจุซากสัตว์ ทั้งงู กบ ตะขาบ ผมสังเกตเห็นโหลใบหนึ่งดูแปลกจากโหลใบอื่น เพราะมันมีผ้าสีแดงลงอักขระแปลกประหลาด พันคลุมไว้รอบโถ บดบังไม่ให้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน
ด้วยความสงสัย ผมจึงหยิบโหลแกวใบนั้นขึ้นมา แต่ทว่า!...ในตอนนั้นเอง มีเสียงพ่อกับลุงสำรวยดังมาจากในบ้าน ผมรู้ทันที ทั้งสองเข้ามาข้างในแล้ว ผมจึงระงับความอยากรู้อยากเห็นของตนเอง แล้ววางโหลใบนั้นลงที่เดิม ก่อนจะเดินออกมาจากห้องครัว
เมื่อออกมาก็ได้พบเข้ากับพ่อและลุงรำรวยนั่งพูดคุยกันอยู่บนโซฟา ลุงแกมองผมด้วยสายตาแปลก ๆ พร้อมถาม “ไปไหนมา”
ผมโกหกแกไป “เดินหาห้องน้ำ”
เมื่อลุงสำรวยได้ยินเช่นนั้นจึงบอกทางให้ ผมแสร้งทำทีปวดฉี่เดินออกมา แต่ไม่รู้ทำไม ผมรู้สึกว่าลุงแกไม่เชื่อคำโกหกของผม
เวลาผ่านไปจนค่ำ ผมไม่มีโอกาสแม้แต่จะเฉียดไปห้องครัวนั้นอีก ภาพโหลแก้วคุมด้วยผ้าสีแดง ยังลอยไปมาอยู่ในหัว ผมนั่งดูละครหลังข่าวน้ำเน่าโดยมีเสียงพ่อกับลุงแกคุยกับเจี๊ยวจ๊าวดังมาเป็นพื้นหลัง
ในตอนที่พ่อกับลุงสำรวยคุยกัน ผมก็ได้ความคร่าว ๆ ว่า เมียของลุงแกตายไปเมื่อสองปีก่อน ตอนนี้แกอยู่กับลูกสาวแค่สองคน แต่สิ่งที่ทำให้ผมหงุดหงิดมาก ๆ ก็คือ ลูกสาวของลุงแกได้ทุนไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่ปีที่แล้ว กว่าจะกลับก็อีกตั้งสามเดือนหน้า
แล้วผมมาเพื่ออะไรวะเนี่ย
----------
ในคืนนั้นเอง ลุงสำรวยจัดให้ผมกับพ่อนอนห้องเดียวกัน เมื่ออยู่กับพ่อสองต่อสอง ผมพยายามรบเร้าให้พ่อพาผมกลับบ้านในวันรุ้งขึ้น จากเดิมที่มีแผนจะอยู่ถึงสามวัน ซึ่งในตอนแรกก็เถียงกันอยู่นาน แต่ท้ายที่สุดพ่อก็ยอมตอบตกลง ว่าจะกลับวันพรุ่งนี้
พ่อนอนหลับสนิท แต่ตัวผมยังนอนบิดไปบิดมา ในหัวนึกถึงแต่ภาพขวดโหลพันผ้าสีแดง ผมเริ่มทนความอยากรู้อยากเห็นของตนไม่ไหว จึงลุกขึ้นจากเตียง แล้วเริ่มค้นหาความลับอีกครั้ง
ผมก้าวเท้าออกจากห้อง พบว่าภายในบ้านมืดสนิท จึงล้วงโทรศัพท์ในกระเป๋าออกมาเปิดแสงแฟลช แล้วเดินย่องไปตามทาง เมื่อมาถึงหน้าห้องครัว ผมพบว่าลุงสำรวยกำลังนอนอยู่ที่เก้าอี้ไม้หน้าห้องพอดี ผมลองเอาแสงแฟลชส่องหน้าลุงแก ไม่พบการตอบสนองใด ๆ ลุงยังนอนหลับสนิท ผมเริ่มใจไม่ดีห้องครัวไม่มีประตู แถมลุงแกยังนอนอยู่หน้าห้องพอดี ถ้าแกตื่นมาล่ะ!
ผมใจเต้นตุบตับ หันรีหันขวางเข้าออกประตู เอาวะ! มาถึงขนาดนี้แล้ว เป็นไงเป็นกัน ผมย่องเข้าไปข้างในห้องครัว เมื่อเอาแฟลชส่องไฟรอบ ๆ พบว่าห้องยังดูปกติ มีดรูปร่างประหลาดที่ปักอยู่บนเขียงรูปสี่เหลี่ยม ครกสีเลือด กระบอกไม้ไผ่ สิ่งเหล่านั้นยังอยู่ที่เดิม ผมมองออกไปข้างนอกอีกครั้ง พบว่าลุงแกยังนอนอยู่ เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงเดินย่องไปยังหาชั้นวางขวดโหล ส่องแสงแฟลชค้นหาขวดโหลใบนั้น บรรดาขวดโหลมากมายนับสิบ ข้างในบรรจุสิ่งของน่าขยะแขยง ทั้งตะขาบ คางคก งู วางเรียงอยู่เต็มชั้น
ผมมองหาขวดโหลใบนั้นอยู่นาน...เอ๊ะ! มันไปไหนกันนะ ดูเหมือนว่า ขวดโหลที่มีผ้าสีแดงพันอยู่ ได้หายไปจากชั้นวางของนี้แล้ว!
ผมเงยหน้าขึ้นมองไปรอบ ๆ ห้อง มันเกิดอะไรขึ้น มันหายไปไหนกัน ผมพยายามข่มใจระงับความกลัว เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป ผมจึงคิดจะกลับห้อง แต่ขณะที่ส่องแสงแฟลชไปยังนอกห้องครัวก็พบว่า
ลุงสำรวยได้หายไปจากเก้าอี้ไม้!
ผมหันหน้ากลับเข้ามาในห้อง แนบแผ่นหลังชิดกับกำแพง ตายล่ะ! ลุงแกหายไปไหน
แสงแฟลช!...ใช่! ผมยังไม่ได้ปิดแสงแฟลช ถ้าลุงแกมาเห็นแสงเข้า ต้องเดินมาเจอผมแน่ ผมเลื่อนจอสมาร์ทโฟนอย่างทุลักทุเล มือไม้สั่นจนแทบจะควบคุมไม่อยู่
เมื่อปิดแสงแฟลชได้สำเร็จ จึงเงยหน้าขึ้นมองไปรอบ ๆ แต่ระหว่างนั้น!...สายตาของผมก็ไปสะดุดเข้าที่เขียงไม้ แม้ในห้องจะมืด แต่ผมก็พอจะมองออก มันมีบางอย่างผิดปกติ
มีดรูปร่างประหลาดได้หายไป!
โทรศัพท์ผมหล่นสู่พื้นดังตุ้บ ผมตกใจสุดขีด! ขนลุกไปทั้งร่าง ไม่รอช้า ผมโกยแนบออกจากห้องครัว วิ่งชนข้าวของกระจัดกระจาย รู้สึกว่าเท้าสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่าง จนเกือบล้ม ผมวิ่งต่อไปจนถึงห้องนอน
เปิดประตู...เข้าข้างใน...ปิดประตู...กระโดดขึ้นเตียง สองมือคว้าผ้านวมผืนโต สะบัดคลุมร่าง เอาเท้าหนีบที่ชายผ้า ก่อนจะดึงผืนผ้าคลุมมิดศรีษะ
ไม่น่าเลยกู...
------------
ค่ำคืนผ่านไป ผมตื่นมาอีกทีตอนเจ็ดโมงเช้า โดยพ่อเป็นคนมาปลุก พร้อมกับถาม “จะกลับไหม”
เมื่อเก็บข้าวของเสร็จสรรพ ผมรีบตรงไปรอที่รถ รอพ่อที่ยืนกำลังคุยกับลุงสำรวย ผ่านไปซักพัก พ่อกับลุงก็เดินมาที่รถ พ่อบอกให้ผมบอกลาลุงสำรวย ผมยกมือไหว้เก่ ๆ กัง ๆ
เมื่อพ่อกับผมขึ้นรถเตรียมจะออกเดินทาง ลุงแกก็ทำทีเหมือนจะนึกอะไรออก แกหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋า สิ่งนั้นก็คือ โทรศัพท์ของผม นั่นเอง
พ่อหันมามองหน้า ผมแสรงตีมึน “อ้าว! หายไปตอนไหนเนี่ย”
ลุงแกคืนโทรศัพท์ให้ ผมยกมือไหว้ขอบคุณ ขณะที่รับโทรศัพท์สังเกตเห็นลุงสำรวยยิ้มอย่างมีเลศนัย
พ่อผมไม่รอช้าสตาร์ทรถ แล้วขับออกสู่ถนน ผมหันมองข้างหลังอย่างไม่ละสายตา ลุงแกยังยิ้มให้ผม
-------------
เวลาผ่านไปสามเดือน ในขณะที่ผมกำลังนั่งพิมพ์เรื่องสั้นอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์ผมก็ดังขึ้น กริ๊ง!...กริ๊ง!...กริ๊ง!...ผมนำโทรศัพท์ขึ้นมา หน้าจอปรากฏเบอร์ที่ไม่รู้จัก ผมกดรับสาย
“ฮัลโหล”
“...” ไม่มีเสียงตอบรับ
“โหลครับ”
“...” ไม่มีเสียงตอบรับ
ผมวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ แล้วกดเปิดลำโพง พบว่ามีเสียง “ซ่า..” ดังอยู่เบา ๆ แต่ยังไม่มีเสียงตอบรับ
ผมนั่งรอให้เกิดเสียงพูดอยู่นาน...ผ่านไปหนึ่งนาที...ผ่านไปสามนาที...ผ่านไปห้านาที...ก็ไม่มีเสียงใด ๆ นอกจากเสียง “ซ่า...” ผมจึงตัดสินใจกดตัดสาย
ผมนั่งจ้องมองโทรศัพท์ ใครกันนะที่โทรมา คนบ้าอะไรจะโทรมาเสียให้เงินเล่น หรือไมโครโฟนของเขาเสียจึงไม่ได้ยินเสียงพูด ไม่สิ! ถ้าไมค์พังแล้วเราจะได้ยินเสียง “ซ่า...” ได้ยังไง
ผมคิดว่ายังไงสิ่งที่โทรหาผมก็ไม่ใช้คน จริงสิ!...แมร่งเป็นผีแน่เลย ผีไม่น่าจะเสียค่าโทรศัพท์ มันถึงโทรมาหลอก แม่เคยผมบอกว่าผีมันชอบหลอกคน เรื่องผีตามอินเตอร์เน็ต ผีก็ชอบหลอกคนแบบไม่มีสาเหตุ
ไอ้*าเอ่ย! กูโดนผีหลอกแน่ ๆ เลย
----------
เขียนแล้วยังขนหัวลุกอยู่เลยครับ น่ากลัวจริง ๆ ยังไงก็ฝากแสดงความคิดเห็นติชมด้วยครับ ถ้าชอบก็กดไลค์ ชอบม๊ากก็กดแชร์...โอ๊ย! ขนลุก