บ้าน 5 ศพ(ตอนจบ)

กระทู้สนทนา
                                              (ตอนจบ บ้าน 5 ศพ))
วันนี้วันอาทิตย์ มาลี จ้าง นางจิ๋ม กับ นางต้อย แม่ครัวที่โรงเรียนที่มาลีสอนอยู่ มาช่วยอีก 2 แรง เพราะวันจันทร์ต้องไปทำงานสอนนักเรียน หากไม่มีคนเพิ่มอาจจัดการเรื่องบ้านไม่เสร็จ
ทุกอย่างเรียบร้อย ประมาณ 5 โมงเย็น

“โอ้ โห้ ครู”  นางจิ๋มหันไปพูดกับมาลี ซึ่งกำลังเก็บสัมภาระส่วนตัว “บ้านหลังนี้เป็นไม้เนื้อแข็งทั้งหลัง ดูซิไม้พื้นแผ่นใหญ่กว้าง ตามร้านไม้ไม่มีขายหรอก แดงแปร๊ดเลย   ฝาบ้านก็ เป็นไม้เนื้อแข็ง ส่วนเสา ......” นางจิ๋มไม่ได้พูดอะไรต่อ หยุดไปเฉยๆ

นางจิ๋มอายุประมาณ 50 ปลายๆ แกอยู่กับป่ามาตั้งแต่เด็ก ซ้ำพ่อแกมีอาชีพเป็นช่างไม้ ก่อสร้างบ้าน ทำให้มีความรู้เรื่องไม้ในป่าเป็นอย่างดี
การหยุดพูด ทำให้มาลี ต้องหันหน้ามา..”เสาเป็นยังไง พี่ จิ๋ม”

“เสาเป็นไม้ตะเคียน” นางจิ๋มพูด  “แต่ก็คงไม่มีอะไรหรอกนะ ใครๆก็เอาเสาตะเคียนทำเสาบ้านแยะไป ปลวกกินไม่ลงอีก”
  
ดูๆแล้ว ทั้งวินัย และมาลี ไม่ได้สนใจอะไรกับเสานัก พวกเขากำลัง เห่อบ้านใหม่ ทั้งยังได้ราคาพิเศษอีกด้วย ตัวบ้าน รอบบ้าน หลังจากมีการทำความสะอาด เช็ดภู ถากถางเสร็จแล้ว ราศี ตัวบ้านก็เปล่งประกาย สวยหล่อเลยที่เดียว  จากหน้ามือเป็นหลังมือ ที่สำคัญไม่มีส่วนใหนของบ้านผุพังเลย

วินัย มีแผนที่จะย้ายเข้าบ้านใหม่ หลังจากไปดูฤกษ์ จากพระ ที่วัดแห่งหนึ่ง   ..โดยกำหนดวันทำบุญบ้านในวันนั้นเลย

วันทำบุญบ้าน มีเพื่อนครูและบุคคล ที่ทำงานที่เดียวกัน มาร่วมงานอย่างพร้อมเพียง แม้มีจำนวนไม่มากนัก แต่ก็มีส่วนทำให้บ้านไม้หลังนี้  ที่เคยเงียบเหงามานาน ได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง และหัวแรงสำคัญ คือ ลุงทุย ไปรับพระ ส่งพระ จัดสถานที่ และแน่นอนเรื่องอาหาร เป็นหน้าที ของ นางจิ๋ม กับนางต้อย งานทำบุญผ่านพ้นไปด้วยดี

“วินัย ดวงดี นะ ที่ได้บ้านหลังนี้มา ราคาถูกมาก ไม้ดีๆทั้งนั้นเลย เหมือนยกมาจากป่าโดยตรง ไม่ไกลจากตัวเมืองด้วย” ผ.อ. โรงเรียนกล่าวกับวินัย ก่อนเดินทางกลับไป

สำหรับ วินัยนั้น เป็นคนทางภาค อีสาน พ่อ-แม่ เสียชีวิตหมดแล้ว บ้านเดิมขายให้ คนอื่นไปหมดหลังจาก แม่ตาย ตามพ่อไป อีกอย่างวินัยสามารถสอบบรรจุ ครู ได้และมีคำสั่งย้ายไปประจำที่โรงเรียน จังหวัดทางภาคเหนือ จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องเก็บบ้านเดิมไว้

มาลี เป็นคนทางภาคเหนือ ได้พบ วินัย บ่อยๆเพราะ กิจกรรมเกี่ยวกับการศึกษาภายในจังหวัด แม้มาลี จะเป็นครูโรงเรียนเอกชนก็ตาม แต่โรงเรียนนี้ก็มีชื่อเสียงและใหญ่โต พอสมควร

บ้านหลังนี้ ตั้งอยู่เกือบสุดซอย แม้จะสามารถทะลุไปยังซอยอื่นๆได้ แต่ก็มีผู้คนผ่านไปมาไม่มากนัก นอกจากคนที่มีบ้านอยู่ท้ายซอย ซึ่งมีอยู่ประมาณ 10 หลังคาเรือน หรือไม่ก็พวกที่มาตามหาเพื่อนและหลงซอยเข้ามา

วินัย มีแค่รถกระบะ กลางเก่ากลางใหม่ กิจวัตรประจำวัน  เช้าขับไปส่ง มาลี แล้วก็กลับเข้าโรงเรียนที่เขาสอนอยู่  เป็นกิจวัตร์ ประจำทุกวันจันทร์ ถึง ศุกร์ ส่วน

วันหยุดก็แล้วแต่เหตุการณ์

การมีบ้านใหม่ จากเงินของตนเอง แม้จะต้องเป็นหนี้ต่อไปอีกเป็น 10 ปี แต่ก็ตื่นเต้นและภาคภูมิใจ พวกเขาจึงทำทุกอย่างในบ้านโดยไม่เหน็ดเหนื่อย ไม่ว่าวันหยุดหรือวันไหน ถ้าไม่มีธุระสำคัญที่อื่น พวกเขาจะไม่ไปไหนเลย

บางครั้งถ้ามีกิจกรรมที่จำเป็นต้องอาศัยแรงงานมากๆ ..ลุง ทุย จะถูกจ้างวานมา..

เช้าวันเสาร์   ลุงทุยกำลังถากถางต้นไม้ใบหญ้า ที่บริเวณรั้วหน้าบ้านริมถนน

ยายแก่หัวขาว ที่ลุงทุยเคยคุยกับแก เมื่อหลายคืนก่อน เดินออกมาจากทางท้ายซอย

 “ออกไปไหน ยาย แต่เช้า” ลุงทุยหันมาทัก

“มาอยู่หลายวันแล้ว ซิ เห็นมีพระมาสวด”

“ครูแกย้ายเข้ามา ในวันทำบุญ บ้านที่ พระมาสวด นั่น แหละ”

“เออดี แล้ว จะได้อยู่เย็นเป็นสุข และทำบุญไว้แยะๆด้วย อย่าให้บาปมันแซงบุญ นะ” แล้วแกก็เดินจากไป

ยายคนนี้  พูดแต่ละอย่าง ไม่เป็นมงคลเลย ไม่รู้ แกจะตายเมื่อไหร่  ลุงทุย แช่งส่งไปเลย

ไม่นานก็มีเหตุการณ์แปลกๆเกิดขึ้น

วินัย กำลังจัดกระถางต้นไม้อยู่ช้างบ้าน หางตาเหมือนมีคนเดินอยู่ตรงมุมด้านหลังบ้าน พอหันไปดู ก็เห็นหลังไวๆหายไปทางหลังบ้าน

“มาลีๆๆ ไปทำอะไรอยู่หลัง บ้าน”วินัยตะโกนเรียก

ไม่ถึงอึดใจ มาลี โผล่หน้ามาทางหน้าบ้าน

“มีอะไรๆๆๆ”

“อ้าว เฮ้ย ! ใครเข้าบ้านเรา” แล้วคนที่เห็นเป็นใคร เขาวิ่งไปที่หลังบ้านโดยเร็ว เดินหาจนรอบบ้านก็ไม่เจอใคร.

แรกๆก็ไม่คิดอะไร  แต่ก็ยังเกิดขึ้นอีก บ่อยๆ ในยามค่ำคืน เสียงแมวร้อง เสียงคนคลุกข้าว เสียงคนเปิดน้ำในห้องน้ำ พอลงมาดูก็เป็นปกติ  บางครั้งกลางวันแสก วิทยุที่เปิดไว้เสียงดังฟังสบาย อยู่ๆเสียงก็หรี่ลง เหมือนมีใครมาบิด
วันหนึ่งเจอกับ มาลี จังๆ
ประมาณ สักเที่ยงคืน วันนี้ วินัย ติดงานเลี้ยงรับ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มาตรวจงาน ยังไม่กลับบ้าน มาลีอยู่คนเดียวนอนอยู่ชั้นบนของบ้าน  ยังไม่หลับดี เพราะห่วงว่าจะต้องลงไปเปิดประตูบ้านให้ ถ้าวินัยกลับมาบ้าน
มีเสียงเหมือนประตูห้องน้ำ ปิดดังปัง จากนั้นมีเสียง ซ่าๆ เป็นเสียงน้ำที่พ่นออกมาจากฝักบัวที่ใช้อาบน้ำ หรือก๊อกน้ำรั่ว มาลีคิดในทางที่ดี ไม่เท่านั้นมีเสียง แมวร้อง เหมือนร้องอ้อนจะขอกิน เสียงคลุกข้าวในชามดังก๊องๆแก๊งๆๆ
ทำไงดี เธอยังไม่กล้าออกมาจากห้องนอน ไม่นานมีเสียงเอียดๆๆของลูกบันใด นั่นคือ ต้องมีคนกำลังเดินขึ้นบันใดมา หรือ วินัย กลับมาแล้ว แต่ไม่น่าใช่เพราะประตูบ้านใส่กลอนอยู่ ต่อมามีเสียงเดินบนพื้นบ้าน เสียงนี้ รู้สึกได้ชัดเจน เพราะอยู่ใกล้ๆหน้าห้องนอน..
“ขะโมย ” ใจมาลีสั่นระรัว นึกถึงโทรศัพท์  แต่มันไม่ได้อยู่ในห้องนอน มันอยู่ที่โต๊ะห้องโถง..
เสียงเดินบนพื้นบ้านเดินวนไปวนมา เหมือนจะหาอะไรสักอย่าง
โครม ! โครม !...เสียงเขย่า ประตูห้องนอน...
มาลีสะดุ้งสุด ตัว ความกลัวถึงขีดสุด ถ้าเป็นขะโมย  เธอจะต้องหนีออกทางหน้าต่าง ความสูงของชั้น 2 ประมาณ 2.50 เมตร
“มาตายแทน กรู ด้วย  มาตายแทนกรูด้วยๆๆๆๆ” เสียงแหบแห้งเหมือนคน ไม่ได้กินน้ำ...
ผี..ผี   ผีหลอก มาลีตะโกนสุดเสียงด้วยความกลัว ขนหัวลุกจนเหมือนจะพองออกมา. วิ่งไปที่หน้าต่างเปิดบานมุ้งลวดออก  ยังไงก็ต้องออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด พอเงยหน้าตรงหน้าต่าง ที่ถนนมีแสงไฟของรถยนต์ กำลังแล่นเข้ามาในซอย..
“ช่วยด้วยๆๆๆๆๆๆ”  มาลีแหกปากตะโกน ออกไปจนสุดเสียงที่มี  ตะโกน ซ้ำๆๆเหมือนคนบ้า..
แสงไฟมาหยุดตรงประตูรั้วหน้าบ้าน มีเสียงเปิดประตูรถออกมา เขาคงได้ยินเสียงตะโกน ของมาลี..
คนที่ลงรถมา เป็นวินัย นั่นเอง เขากลับมาจากงานเลี้ยง เสียงร้องมาลี ทำให้เขารีบลงจากรถ เปิดประตูรั้ว แล้ววิ่งไปตรงหน้าต่างชั้น 2 ที่มาลีกำลังตะโกนอย่าง บ้าคลั่ง...

มาลีขวัญเสียอย่างหนัก วันรุ่งขึ้นพวกเขาลางาน และไปรดน้ำมนต์กับหลวงพ่อ ที่วัด และถือโอกาสปรึกษาหลวงพ่อ เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้..
เดี๋ยววันเสาร์นี้อาตมา จะไปช่วยดูให้..

ตอนสาย สองคนผัวเมียกลับเข้าบ้าน ไปขนของที่จำเป็นออกมา โชคดี ที่บ้านพักครูเดิมยังไม่มีใครเข้าไปอยู่ จึงขออนุญาต ผ.อ. กลับเขามาพักอย่างเดิม โดยให้เหตุผลว่า จะปรับปรุงบ้านใหม่..

เรื่องถูก ผีหลอก เขาไม่ยอมเล่าให้ใคร ฟัง  กลัวถูกหาว่า เพ้อเจ้อ...ไร้สาระ

เหมือนเคย  ลุงทุย เป็นธุระในการไปจัดการต่างๆ เพื่อเตรียมการ ตามกำหนดนัดหมายกับหลวงพ่อ เพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ต่างๆตามความเชื่อถือในวันเสาร์ที่จะถึงนี้

วันศุกร์ตอนเย็น ลุงทุยจึงอาสาไปจัดการเตรียมการ ต่างๆที่บ้าน ของวินัย และคิดว่าจะค้างคืนที่นั่นเลย เพื่อความสะดวก ครั้งนี้  วินัย ให้เงินค่าจ้างมากว่าปกติ จนลุงทุย นึกแปลกใจนิดๆ  แต่ก็ไม่ขัดข้อง

วันนี้จึงเป็นวันพิเศษ แกสั่งเหล้า 2 ขวด กับแกล้มอีกจำนวนหนึ่ง...กะซัดให้เต็มที่..

จัดการปัดกวาด ทำความสะอาด เตรียม สิ่งของต่างๆตามที่วินัยสั่งการไว้ ให้เรียบร้อย

ที่เก่าเวลาเดิม  หน้าบ้านริมรั้ว 1 ทุ่มเศษๆ เหล้าหมดไปค่อนกลม กำลังได้ที่เลยที่เดียว

เสียง เกะๆๆๆ มาตามถนน จนเจ้าของเสียงเดิน มาหยุดตรงประตูรั้ว หน้าบ้าน เป็นหญิงแก่ หัวขาว  ที่เคยทักทายกับลุง ทุย เมื่อหลายวันก่อน

ลุงทุย มองเห็นพอดี

“ไปไหนมา ยาย ค่ำๆมืด”

“เอ็ง ยังอยู่ หรือ”

“อ้าว ยาย !”  ลุงทุยร้องลั่น นึกในใจ อีแก่นี่ ปากคอร้ายนัก

“เจ้าของบ้าน ไปไหน ไม่เคยเห็นหน้าเลย” ยายถามด้วยความสงสัย

ด้วยความคึกคะนอง และจะแกล้ง ยายแก่ เล่นๆ ลุงทุยลุกขึ้น เดินไปหาใกล้ๆยายแก่

“บ้านผมเอง ไม่ใช่ของ ครู ...”

เม๊ยวๆๆๆๆเสียงดังมาจากหลังคาบ้าน...แมวสีดำร้องจนเสียงดังก้องในความมืด..

ยายแก่ กวาดสายตา  ไปที่หลังคา และ ภายในบริเวณ บ้าน เหมือนมองเห็นอะไร...

ตอนสายวันรุ่งขึ้น มีการแจ้งเหตุคนเสียชีวิต

“แกชื่อ ลุงทุย เป็นภารโรงที่โรงเรียน” วินัย และกลุ่มครู บางส่วน ที่ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ ให้การกับตำรวจ

“เมื่อคืน ข้า เดินผ่านมา เห็นแกนั่งกินเหล้า กับเพื่อน 5 คน ยังมีเสียง แมว ร้องที่หลังคา แกคงไปไล่แมว แล้วตกลงมาหรือไม่ก็ ทะเลาะกันเอง” ยายแก่ ให้การเพิ่มเติม
 
ผลการชันสูตร พลิกศพ คอหัก คือสาเหตุการตาย..
 
ประสิทธิ์และ สมใจ ขับรถมาหาเพื่อน และหลงซอยเข้ามา จนผ่านมาตรงหน้าบ้านไม้สองชั้น ครึ่งตึกครึ่งไม้

“พี่ ฃะลอรถหน่อย ซิ” สมใจพูดกับประสิทธิ์ พร้อม ชะโงกหน้า มองป้าย มีข้อความที่น่าสนใจ
 
                                “ขายด่วน ราคาถูก โทร....................”
 
 
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่