บ้าน 5 ศพ

กระทู้สนทนา
บ้าน 5 ศพ..
ราสส์ กิโลหก
       “ ขาย “  แผ่นป้ายกระดาษแข็งขนาด ไม่ใหญ่มากนัก มัดติดกับประตูรั้วบ้าน ซึ่งเป็นประตูเหล็ก      
       “พี่ ชะลอรถหน่อย ซิ “มาลีภรรยา พูดกับวินัย พร้อมชะโงกหน้า มองไปที่ ป้าย ขาย อย่างสนใจ...
       วินัยชะลอรถและตัดสินใจ จอดรถตรงกับป้ายหน้าบ้าน  พวกเขาเพ่งมองไปที่ตัวบ้าน เป็นบ้านไม้สองชั้น ครึ่งตึกครึ่งไม้ สภาพเก่า มีรั้วรอบขอบชิด  เป็นรั้วปูนซะด้วย รอบตัวบ้านรกคลื้มไปด้วยวัชพืช คงเพราะไม่มีใครอาศัยอยู่ เนื้อที่ประมาณ 100 ตารางวา ถือว่ากว้างขวางพอสมควร  
       สองสามีภรรยา คู่นี้อายุ ประมาณ 40 ปี ทั้งสองคน ยังไม่มีลูก และยังไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง มีอาชีพเป็นครูทั้งสองคน แต่อยู่คนละโรงเรียน วินัย สังกัดโรงเรียนรัฐบาล จึงมีสวัสดิการเรื่องที่พัก ส่วนมาลี เป็นครูโรงเรียนเอกชน และพักอาศัยอยู่กับวินัย ผู้เป็นสามี พวกเขาพบเห็นป้ายขายบ้านหลังนี้เนื่องจากเขา มาพบกับเพื่อครูที่มีบ้านอาศัยอยู่ในซอยนี้ ถนนภายในซอย มีแยกออกไปอีก หลายซอย บ้านเพื่อนวินัย อยู่ซอยถัดไปของบ้านหลังนี้ แต่ถนนสามารถทะลุติดต่อกันไปได้ เมื่อพบเพื่อน วินัยได้เอ่ยถึงบ้านหลังที่ปิดป้ายขาย เพื่อนไม่ได้โต้แย้งอะไร ยังเชียร์ให้วินัยซื้อเอาไว้ เพราะจะได้มาอยู่ใกล้ๆกัน แต่ติงว่าราคาอาจจะสูง เป็น ล้าน เพราะบ้านเรือนแถวๆนี้ ราคาแตะล้านทั้งนั้น
      วินัย พร้อมมาลี ขับรถย้อนกลับมาที่ บ้านหลังนั้นอีกครั้งเพราะมีความสนใจ อีกทั้งเพื่อนยังช่วยเสริมอีก  บ้านตั้งอยู่โดดเดี่ยว ไม่มีบ้านหลังอื่นอยู่ติดกัน มีบ้านบ้างแต่อยู่ห่างออกไป แต่ไม่ไกลนัก  อยู่ในเขตเทศบาล ออกไปทางชานเมือง แยกจากถนนหลักเข้าซอยประมาณ 1 กิโลเมตร ตลอดทางมีบ้านตั้งอยู่เป็นหย่อมๆ ถนนเป็นคอนกรีต ทุกเส้น กว้างประมาณ 5 เมตร
    พวกเขาตัดสินใจจะซื้อ
       “ฮัลโหล “ วินัย กดโทรศัพท์ จากเบอร์โทรที่ปรากฏที่ป้ายขายบ้าน..
        ”ผมสมใจจะขอซื้อบ้านที่อยู่ในซอย....ครับ”
        คนที่รับสายเป็นหลานเจ้าของบ้าน โดยมีฐานะเป็นทายาท ตามพินัยกรรม นั่นคือเจ้าของบ้านเดิมได้เสียชีวิตไปแล้ว มีการต่อรองราคา  ตามหลักการซื้อขายทั่วๆไป
        วินัย และ มาลี รู้สึกแปลกใจ ปนดีใจ เพราะราคาบ้าน ไม่แพงอย่างที่คิด เหมือนเจ้าของบ้าน ร้อนเงิน และอยากขาย จนตัวสั่น เขามีความรู้สึกแบบนั้น
       ”ห้าแสนแล้วกัน นัดโอนได้เลย”
     
       วินัยเร่งรีบไปทำเรื่องขอกู้เงิน จากสหกรณ์ครู เขาต้องรีบหาเงินไปซื้อโดนด่วน เพราะพอแจ้งบอกราคาบ้านเพื่อนไป เพื่อนครูของวินัย รู้สึกตกใจกับราคาบ้าน จึงรีบบอกวินัยให้รีบซื้อโดยด่วน เดี๋ยวคนอื่นจะแย่งซื้อไป
      เขาจึงไม่ได้สนใจ เกี่ยวกับตัวบ้านสภาพบ้าน ใจของเขานั้นมีเพียงต้องการหาเงินมาให้ได้เร็วที่สุด เพราะเขาถูกใจมาก  เขาต้องรีบโอนให้เร็วที่สุด       
     ไม่นานนัก ก็ได้รับอนุมัติให้กู้ได้  การโอนบ้านและที่ดินเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ณ สำนักงานที่ดินในจังหวัดนั้น ทายาทเจ้าของเดิมอายุไม่มากอย่างที่คิด
      วินัย ได้รับ กุญแจบ้าน และ เล่มทะเบียนบ้าน พร้อมโฉนดที่ดิน กลับมา
      วันเสาร์ หยุดราชการ ลุงทุย ภารโรง โรงเรียนที่ วินัยสอนอยู่ รับอาสามาทำความสะอาดบ้าน แกหวังค่าแรงจากวินัยเพื่อ  เอาไว้ซื้อเหล้าขาว ของโปรด
      กว่าจะหาซื้ออุปกรณ์ ที่ตลาดจนครบถ้วนเวลาก็เกือบ บ่ายโมง และยังแวะกิน ข้าวเที่ยงกันด้วย
     ทั้งสามคนพร้อม อุปกรณ์ทำความสะอาดหลายอย่าง มาถึงหน้าบ้าน  เจ้าของบ้านคนใหม่ เพิ่งได้รับสิทธิ์ความเป็นเจ้าของมาไม่กี่วัน เอื้อมมือดึงป้าย ขาย ที่ติดไว้ออกมา
       “ โครม ! “ เสียงดัง มาจากภายในบ้าน ทั้งสามคนหันหน้ามามองกันเอง  ด้วยความตกใจ จากนั้นมีเสียงบานหน้าต่างแบบเก่าที่เป็นบานพับ  เปิดออกมาจนกระทบกับไม้ฝาบ้านเสียง ดังบ๊าป มีสิ่งหนึ่งที่กระโจนออกมาจากหน้าต่าง   ไปเกาะที่รั้วคอนกรีต ด้านข้างๆ ด้วยความชำนาญ มันคือแมวดำตัวเขื่อง
      บ้า เอ๊ย ! ตกใจหมดเลย ไอ้แมวเปรต ! ลุง ทุย พูดออกมา..เสียงดัง
      แต่ที่ทำเอาทั้งสามคน ถึงกับ ใจหายวาบๆ เจ้าแมวดำเหมือนได้ยินลุงทุยตะโกนด่า  มันหยุดเดิน แล้วหันหน้ามาช้าๆ หน้าตาเฉยเมย มองมาที่กลุ่มคน เหมือนมีจุดประสงค์อะไรบางอย่าง..แต่ไม่กี่อึดใจ มันก็หันกลับและเดินช้าๆออกไปทางหลังบ้าน กระโจนลงกำแพงรั้วหายไป.
     วินัย เอากุญแจ ไขประตูรั้ว แล้วพากันขนสัมภาระ เข้าไปในบริเวณบ้าน..เดินไปที่ประตูบ้าน สามารถเปิดประตูออกได้เพราะมันเปิดอ้าอยู่แล้ว..ขยับดึงประตูออกมา เสียง เอียดๆๆด้วยความฝืด พอบานประตูเปิด กลิ่นเหม็นสาป เหมือนหนูตายโชยออกมา จนแทบอาเจียน..
   เสาบ้านด้านล่างเป็นเสาปูน พื้นบ้านเป็นซีเมนต์ขัดมัน ห้องน้ำอยู่ตรงมุมบ้านทางซ้ายมือของตัวบ้าน หน้าต่างแบบบานพับมีหลายบาน มีประตูออกด้านหลังบ้านเพื่อซักล้าง พื้นที่ในบ้านว่างเปล่าไม่มีสิ่งของอะไรเลย มีแต่ฝุ่นหนาเตอะ ใยแมงมุม ชักใยกันแทบเต็มพื้นที่
   ทุกคนช่วยกันเปิดหน้าต่าง เอาขอสับเพื่อล๊อคบานไว้ วินัย เดินไปตรวจสอบที่สะพานไฟ ซึ่งอยู่ตรงมุมเสา ซึ่งเปิดอ้าอยู่ในตำแหน่งยกไว้ไม่ให้ไฟผ่าน เขากดลงมา เพื่อให้กระแสไฟผ่านเข้ามา จากนั้นไปเปิดสวิตไฟทุกดวง ซึ่งพบว่าสว่างทุกดวง
   “เดี๋ยวผม ออกไปดู วาวล์ น้ำ”  ลุง ทุย เดินออกไป
  ทั้งน้ำประปาและ ไฟฟ้าใช้ได้ ปกติ
        เมื่อทั้งประตูและหน้าต่างเปิดออก บรรยากาศ ผ่อนคลายขึ้น กลิ่นเหม็นสาบเบาบางลง จากนั้นต่างช่วยกันปัดกวาดทำความสะอาด
        “ลุง  ไปข้างบน ไปเปิดหน้าต่างทุกบานเลยนะ” วินัยพูดขึ้น
ลุงทุย รับปากแล้วเดินขึ้นบันได เสียงอิ๊ดๆ ของบันใด ตามการก้าวเดิน ของลุงทุย เมื่อเสียงเดินพ้นบันใดไป เสียงลั่นของพื้นไม้ บนชั้นสองของบ้านดังตามการเดินเหยียบลงไป เสียงเปิดหน้าต่าง เสียงสับขอ ดังเป็นระยะๆ
       ลุงทุย รีบเดินลงมาเมื่อทำตามที่วินัยบอกเสร็จแล้ว เขาเดินไปที่วินัย ซึ่งกำลังขนเศษฝุ่นออกไปทิ้ง
       “ครู เสาไม้บนชั้น 2 เป็นเสาไม้ตะเคียน” ลุงพูดกับวินัย เบาๆ
      วินัย หันมามองหน้า “แล้วเป็นยังไง”
      “ไม่ยังไง หรอก ครู  มันตกน้ำมัน เป็นหยดๆเยิ้มเลย”
     บ้านหลังนี้คะเนแล้ว สร้างมาไม่ต่ำกว่า 10-20 ปี เสาควรแห้งได้แล้ว และไม่ควรมีน้ำมันหลงเหลืออยู่ นอกจากเสียว่า ?  เป็นความคิดของลุงทุย น่าจะมีอะไรไม่ดีแน่ๆ
    วินัย ได้ยินที่ลุงทุย พูด..เขาชะงักเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร เสาตกน้ำมันเป็นเรื่องธรรมชาติ
    พื้นด้านล่างสะอาดดีแล้ว เวลาล่วงเลยมาจนเย็นแก่ๆ
“ครู ผมขอเบิกค่าแรง จะไปซื้อเหล้าที่ปากซอย สัก ขวด คืนนี้ผมจะนอนเฝ้าบ้านให้เอง ยังเหลือที่จะต้องทำอีก วันนี้ไม่เสร็จแน่” เสียงลุงทุย สั่นๆน้ำลายท่วมปาก เหมือนได้เวลาของแกแล้ว
    เมื่อครู สองคนผัวเมีย เดินทางกลับที่พักไปแล้ว แสงสว่างสุดท้ายก็หรี่แสงลง นั่นคือพระอาทิตย์ตกดินหายไปแล้ว ความมืดเข้ามาเยือน แต่สำหรับลุงทุย มันคือบรรยากาศ ที่แสนจะสุดยอด สมัยนั้น ยังไม่มีเสาไฟริมถนน นอกจากไฟ เป็นดวงๆตามบ้าน เหตุจากมีบ้านไม่หนาแน่นนัก ความสว่างจึงเหมือนแสงเทียนที่แอบซ่อนอยู่ตามซอกถ้ำ..
    ภารโรง ขี้เหล้า เลือกเอาพื้นที่ บริเวณหน้าบ้าน ใกล้ๆกับประตูรั้ว เป็นตำแหน่งที่แกจะนั่งละเลียดน้ำโปรดของแก ด้านนอกเงียบกริบ ไม่มีเสียงอะไรเลย ลมพัดมาเอื่อยๆเย็นสบาย นึกฝันว่าถ้ามีเด็กเสริฟเอาะๆมานั่งรินเหล้าให้สักหน่อย สวรรค์คงเป็นของ ไอ้ ทุย  ฮาฮาฮาฮา......
    “เมี้ยวๆๆๆๆๆ”  เสียงแมวดังมาจากภายในบ้าน เสียงก้องอยู่ในบ้านเพราะบรรยากาศรอบๆตัวมันเงียบ
ลุงทุยไม่ได้ตกใจอะไร แกนึกถึงแมวตัวดำที่เจอเมื่อตอนบ่าย...มัยคงกลับมา เพราะคงติดว่าที่นี่เป็นบ้านของมัน 
   เสียงแมวยังร้องอยู่เรื่อยๆ เหมือนมันร้องอ้อน  แต่สิ่งที่ทำให้ ลุงทุย ต้องเงี่ยหูฟัง ท่ามกลางเสียงร้องของแมว มีเสียงอื่นแทรกเข้ามาคือ เสียงช้อนกระทบจานสังกะสี เหมือนมีการคลุกข้าวในจาน สักพักเสียงแมวก็เงียบไป
   แกซัดเหล้าชาวดีกรีสูง เข้าปาก ดัง ซวบ..วางแก้ว เอาหลังมือเช็ดปาก ลุกขึ้นเดินเข้าไปในบ้าน เพื่อไปดูเจ้าแมวดำตัวนั้น ปรากฏไม่มีอะไรปรากฏให้เห็น ลมเย็นพัดซู่เข้ามาตามหน้าต่าง
  “เร็วนักนะ” สายตามองไปที่หน้าต่างที่ลมพัดเข้ามา
เหล้าหมดไปค่อนขวด เวลาขณะนี้ เกือบ 3 ทุ่ม....
     ท่ามกลางความมืดและเงียบ มีเสียงหนึ่งดังมาตามถนน เป็นเสียงคนเดิน เกะๆๆๆจนเสียงนั้น ผ่านมาถึงหน้าประตูรั้วบ้าน จากแสงไฟดวงเล็กหน้าบ้าน เป็นหญิงแก่ ผมขาวโพลน ใส่เสื้อคอกระเช้า นุ่งผ้าถุง สีน้ำหมาก รองเท้าแตะในมือถือถุงพลาสติก  แกเดินมาจากทางปากซอย บ้านชองแกคงอยู่เลยบ้านหลังนี้ไปทางท้ายซอย แต่ที่แปลกคือ แกมาเดินอะไรตอนมืดตอนค่ำ
   “ยาย !”  ลุงทุยตะโกนทักทาย พร้อมเดินออกไปที่ริมประตู
คนถูกร้องทัก หยุดเดินแล้วหันมา แกมองลุงทุยแบบ งง ๆ อาจเป็นเพราะไม่คิดว่า จะมีคนมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ เพราะสภาพบ้านก่อนหน้านั้น รกร้างมาก และคงจะรกร้างมานานแล้ว
   “เออๆๆๆ” ยายขานรับ “เอ็ง มาทำอะไร มา เช่า หรือ มาซื้อ”
แกเดินใกล้เข้ามา จนห่างจากลุงทุย ไม่มาก “แต่ดู สารรูปแล้ว เอ็งคงมารับจ้าง ทำความสะอาด ละ ซิ”
ก็สารรูปลุงทุย ไม่สวมเสื้อ นุ่งผ้าขะม้า ตัวลายพร้อย จากการสักยันต์ และยังนั่งกับพื้น ข้างขวดเหล้าขาว
   อืม  !  อีแก่นี่ ปากหมาไม่เบา  แกนึกในใจ
“ใช่ๆๆผมมารับจ้างเขา เจ้านายคนที่ซื้อ เป็นครู และผมเป็นภารโรง โรงเรียนเดียวกัน เพิ่งโอนกันเมื่อไม่กี่วัน นี่แหละ”
   ยายเดินเขยิบ เข้ามาจนชิดประตูรั้ว แล้วเอ่ย  เบาๆว่า
“ครูเป็นคนที่ไหน หรือเพิ่ง ย้ายมา “
“ทำไมหรือ ยาย”
ยายเขยิบ เข้ามาอีก เหมือนสิ่งที่แกจะพูดจะได้ยินไปที่อื่น
  “บ้าน หลังนี้ มันเป็นบ้าน ผีสิง หลังจากเจ้าของบ้าน คนที่ปลูกบ้านคนแรก ตายไปเมื่อ 10 ปีก่อน พอสร้างบ้านเสร็จอยู่ไม่นานแก ก็ ตกบ้านตาย “
  ลุงทุยไม่ได้แปลกใจอะไร...เพราะการตายก็เป็นเรื่องธรรมดา
“ก็ไม่เห็นแปลกอะไรนี่ ยาย”
“เอ็ง ฟังนะ บ้านหลังนี้ ปลูกเรือนคล่อมตอ ถึง 3 ตอ เป็นต้นไม้ใหญ่ ไม่ยอมขุดตอออก ตัดเฉพาะตัวต้น แล้วให้   
   ช่างสร้างทับเลย ช่างยังท้วงให้เอาตอออก เจ้าของยังบอกว่า เสียเวลา เสียเงิน ด้วย ตัดต้นแล้ว สร้างทับแล้ว มันก็เน่าตายไปเอง”
  แกเห็นลุงทุย ไม่ค่อยสนใจสิ่งที่แกพูด
ก่อนเดินจากไป...
  “ เอ็งรู้ไว้ด้วย หลังจากนั้นมา คนที่มาซื้อบ้าน หลังนี้ ตายโหง ตายห่า ทุกคน ตายไปแล้ว ห้า คน ระวังครู เจ้านายแก จะเป็นคนที่ หก” คราวนี้ไม่กระซิบแต่พูดด้วยความโมโห
   ลุงทุย มองตามหลังแกไป จนหายลับไปทางท้ายซอย...
เสาตกน้ำมัน แกนึกถึงสิ่งนี้ขึ้นมา ทันที...และคิดว่าเรื่องบ้าน ห้า ศพ ตามที่ยายแก่บอกมา คงไม่เอาไปเล่าให้ครู วินัย ฟัง เพราะยังไงบ้านก็โอนซื้อมาแล้ว คงแก้ไขอะไรไม่ได้ ดีไม่ดี จะโดน ครูด่าเอาอีก.......(ตอน 2 เร็วนี้  จร้า)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่