สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 32
ตั้งสติ ทำไปตามขั้นตอนครับ
1 มีการปรับ 1000 บาท แล้ว แสดงว่าคันที่โดนปรับผิดอาญา คือคนทำผิดกฎหมายจราจร หลักฐานส่วนนี้ ไปเก็บมาก่อนเลยครับ ขอคัดสำเนาบันทึกประจำวัน ที่ สน. เกิดเหตุ ในบันทึกประจำวันจะมีเขียนไว้ ว่าได้ปรับใคร เป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ ในวันนั้น เอาไว้เป็นตัวชี้ว่า ใครทำละเมิด คนทำละเมิดต้องชดใช้ทางแพ่ง
2 การเรียกร้องกับประกันของคุณหมวดความเสียหายต่อตัวรถ จบแล้วเพราะคืนทุนประกัน แต่ถ้ามีคนบาดเจ็บ มีค่ารักษาเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ ยังเรียกค่ารักษาจากประกันของคุณในหมวดค่ารักษาพยาบาล กล่องที่ 3 ของตาราง กธ หรือ บจ กล่องที่ 1 ของตารางกธ ได้ ตามจริง
3 การเรียกร้อง อื่น เช่น ค่าชดเชยรายได้ ค่าทำขวัญ ค่ากระทบกระเทือนจิตใจอะไรพวกนี้เรียกได้หมด ตามกฎหมายแพ่ง ดูมาตรา 420 เรื่องละเมิด แต่จะได้หรือไม่อีกเรื่องนะครับ แต่ขอให้ปรึกษากับทนายจะดีกว่า ซึ่งก็ทำไปแล้ว
4 ส่วนเกินจากราคาตลาดของรถ - ทุนประกันที่ได้คืนจากประกันของคุณ ต้องเรียกกับผู้ละเมิด หรือประกันของผู้ละเมิดมารับช่วงจ่ายแทนผู้ละเมิด ใครคือผู้ละเมิดไปดู หลักฐานข้อ 1
5 จะเอายอดรวมไฟแนนซ์ มาลบกับ ทุนประกันที่ได้คืนจากประกัน แล้วบอกว่ามีส่วนต่าง เห็นว่าไม่เหมาะ ควรเอาราคาตลาดของรถมาลบ น่าจะดีกว่า เพราะ คุณไปเดินชนคนแล้วคนถูกชนทำเงินหล่นน้ำไป 1 บาท แต่เค้าเรียกคุณ 2 บาทบอกว่า เพราะเงินนั้นไปกู้มา รวมดอกเบี้ยแล้วต้องคืนเจ้าหนี้ 2 บาท จึงเรียก 2 บาท คุณคิดว่าเหมาะหรือไม่ เงินที่หล่นไปมีราคาตลาดแค่ 1 บาท (แต่ในกรณีของรถคุณยังเรียกร้องว่าไม่มีรถไปทำมาหากิน ขาดรายได้ เดือดร้อน )
6 การเรียกร้อง ไปยืนเป็นลายลักษณ์อักษรถูกแล้วตามคำแนะนำ เดินเข้าไปที่ สนง.ใหญ่ของประกันฝ่ายผิด บอกจะเอายอด รายละเอียด ตามนี้ หากไม่อนุมัติให้ตามนี้ ลงชื่อผู้มีอำนาจพิจารณามาในกระดาษใบนั้นเลย เขียนเหตุผลมาเลย เช่น ไม่สามารถให้ตามที่ร้องของมาได้ แต่ให้ได้แต่ กี่บาท แล้วให้คนนั้นเซ็นต์ชื่อ เอาต้นฉบับกลับมา ให้ประกันสำเนาไว้ จะได้ลัดขั้นตอนไม่ต้องยืดเยื้อรอพิจารณาหลายวัน
7 เอากระดาษใบที่ประกันลงชื่อนั้น ไปคปภ เข้าขั้นตอนเรียกไกล่เกลี่ย บอกว่าตามหลักฐาน ไปประกันมาแล้ว คุยแล้วตกลงยอดกันไม่ได้ ขอให้คปภ เรียกประกันมาไกล่เกลี่ย แล้วรอคปภ นัดทั้งคู่ไปคุย อีกที
8 วันนัดไกล่เกลี่ย เดาว่าประกันน่าจะไม่ยอมเพิ่มยอดให้ และคุณไม่ยอดลดยอดลง มาถึงขั้นนี้ ไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ มี 2 ทางให้เลือกเดินต่อ คือ เข้าระบบอนุญาโตตุลาการ กับ ระบบศาลแพ่ง ก็แล้วแต่ว่าทนายคุณถนัดทางไหน แต่ทั้งสองทาง มีค่าใช้จ่าย และทางศาลนั้น ให้เวลานานหน่อยเพราะสู้หลายศาล
9 มีแนวโน้มว่า ประกันรถบรรทุก จะมีวงเงิน ในหมวดทรัพย์สินบุคคลภายนอกไม่พอ เพราะ เงินที่คุณได้คืนทุนประกัน. ประกัน สมค ก็จะยกยอดมาเบิกจาก หมวด ทส ของรถบรรทุกที่ผิดด้วย แล้วอีก 4 คันไม่รู้แต่ละคันเบิกค่าซ่อมเท่าไหร่. ปกติหมวด ทส นี้ ตัวเลขอยู่ที่ 6 แสน ถึง 2.5 ล้าน. ถ้าจะขอสำเนากธ รถบรรทุก ตอนนี้เค้าคงไม่ให้ดูว่าตัวเลขเขียนไว้เท่าไหร่
10 หากประกันรถบรรทุกจ่ายรอบวง เต็ม หมวด ทส ต่อครั้งไปแล้ว เข่น ครบ 6 แสนแล้ว ยังไม่พอ ต้องไปตามต่อที่ เจ้าของรถบรรทุก กรณีฟ้องร้องระหว่างบุคคล กับบุคคล ที่ไม่เกี่ยวกับสัญญาประกัน บริษัทประกัน แบบนี้ใช้ระบบอนุญาโต ไม่ได้ ต้องเดินสาย ศาลแพ่ง
11 ส่วนที่ตกลงกันไม่ได้แล้วเอาขึ้นศาล หรือ อนุญาโตตุลาการ หากคู่กรณีเป็นประกันยิ่งนาน ยิ่งดี ถ้าคุณใช้ชีวิตมีงานทำก็ทำงานไปตามปกติครับ
ดอกเบี้ยนับจากวันที่ยื่นเรื่องฟ้องศาล หรือยื่นอนุญาโต (ไม่ได้นับจากวันเกิดเหตุ หรือวันที่ไปยื่นขอที่ สนง ใหญ่ บริษัทประกัน หรือวันเริ่มไกล่เกลี่ยที่คปภ นะครับ ) คิดร้อยละ 15 ต่อปี อาจสงสัยว่าทำไมไม่ใช่ 7.5 เพราะ 7.5 ใช้ในกรณีไม่ได้ระบุว่าจะจ่ายดอกเท่าไหร่ แต่สัญญาประกันภัยระบุตัวเลขไว้ชัดเจนร้อยละ 15 และไม่ใช่จ่ายดอกร้อยละ 15 ให้ผู้เอาประกันที่เรียกร้อง เท่านั้น รวมไปถึงผู้เสียหายด้วย กรณีคุณเรียกผู้เสียหาย ไม่ใช่ผู้เอาประกัน ผู้เอาประกันคือบริษัทที่เป็นเจ้าของรถบรรทุก ลองอ่านหน้า 2 ใน https://www.viriyah.co.th/th/download/motor_document/Type1_AdditonalCoverage.pdf
ขอยกของวิริยะมาให้ดู เพราะประกันรถยนต์ ใช้เงื่อนไขที่เขียนเหมือนกันทุกบริษัท
ขอให้โชคดี คนละเมิดยังไงก็ต้องชดใช้ครับ
เราอยู่ของเราดีๆ มาสร้างความเดือนร้อน
1 มีการปรับ 1000 บาท แล้ว แสดงว่าคันที่โดนปรับผิดอาญา คือคนทำผิดกฎหมายจราจร หลักฐานส่วนนี้ ไปเก็บมาก่อนเลยครับ ขอคัดสำเนาบันทึกประจำวัน ที่ สน. เกิดเหตุ ในบันทึกประจำวันจะมีเขียนไว้ ว่าได้ปรับใคร เป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ ในวันนั้น เอาไว้เป็นตัวชี้ว่า ใครทำละเมิด คนทำละเมิดต้องชดใช้ทางแพ่ง
2 การเรียกร้องกับประกันของคุณหมวดความเสียหายต่อตัวรถ จบแล้วเพราะคืนทุนประกัน แต่ถ้ามีคนบาดเจ็บ มีค่ารักษาเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ ยังเรียกค่ารักษาจากประกันของคุณในหมวดค่ารักษาพยาบาล กล่องที่ 3 ของตาราง กธ หรือ บจ กล่องที่ 1 ของตารางกธ ได้ ตามจริง
3 การเรียกร้อง อื่น เช่น ค่าชดเชยรายได้ ค่าทำขวัญ ค่ากระทบกระเทือนจิตใจอะไรพวกนี้เรียกได้หมด ตามกฎหมายแพ่ง ดูมาตรา 420 เรื่องละเมิด แต่จะได้หรือไม่อีกเรื่องนะครับ แต่ขอให้ปรึกษากับทนายจะดีกว่า ซึ่งก็ทำไปแล้ว
4 ส่วนเกินจากราคาตลาดของรถ - ทุนประกันที่ได้คืนจากประกันของคุณ ต้องเรียกกับผู้ละเมิด หรือประกันของผู้ละเมิดมารับช่วงจ่ายแทนผู้ละเมิด ใครคือผู้ละเมิดไปดู หลักฐานข้อ 1
5 จะเอายอดรวมไฟแนนซ์ มาลบกับ ทุนประกันที่ได้คืนจากประกัน แล้วบอกว่ามีส่วนต่าง เห็นว่าไม่เหมาะ ควรเอาราคาตลาดของรถมาลบ น่าจะดีกว่า เพราะ คุณไปเดินชนคนแล้วคนถูกชนทำเงินหล่นน้ำไป 1 บาท แต่เค้าเรียกคุณ 2 บาทบอกว่า เพราะเงินนั้นไปกู้มา รวมดอกเบี้ยแล้วต้องคืนเจ้าหนี้ 2 บาท จึงเรียก 2 บาท คุณคิดว่าเหมาะหรือไม่ เงินที่หล่นไปมีราคาตลาดแค่ 1 บาท (แต่ในกรณีของรถคุณยังเรียกร้องว่าไม่มีรถไปทำมาหากิน ขาดรายได้ เดือดร้อน )
6 การเรียกร้อง ไปยืนเป็นลายลักษณ์อักษรถูกแล้วตามคำแนะนำ เดินเข้าไปที่ สนง.ใหญ่ของประกันฝ่ายผิด บอกจะเอายอด รายละเอียด ตามนี้ หากไม่อนุมัติให้ตามนี้ ลงชื่อผู้มีอำนาจพิจารณามาในกระดาษใบนั้นเลย เขียนเหตุผลมาเลย เช่น ไม่สามารถให้ตามที่ร้องของมาได้ แต่ให้ได้แต่ กี่บาท แล้วให้คนนั้นเซ็นต์ชื่อ เอาต้นฉบับกลับมา ให้ประกันสำเนาไว้ จะได้ลัดขั้นตอนไม่ต้องยืดเยื้อรอพิจารณาหลายวัน
7 เอากระดาษใบที่ประกันลงชื่อนั้น ไปคปภ เข้าขั้นตอนเรียกไกล่เกลี่ย บอกว่าตามหลักฐาน ไปประกันมาแล้ว คุยแล้วตกลงยอดกันไม่ได้ ขอให้คปภ เรียกประกันมาไกล่เกลี่ย แล้วรอคปภ นัดทั้งคู่ไปคุย อีกที
8 วันนัดไกล่เกลี่ย เดาว่าประกันน่าจะไม่ยอมเพิ่มยอดให้ และคุณไม่ยอดลดยอดลง มาถึงขั้นนี้ ไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ มี 2 ทางให้เลือกเดินต่อ คือ เข้าระบบอนุญาโตตุลาการ กับ ระบบศาลแพ่ง ก็แล้วแต่ว่าทนายคุณถนัดทางไหน แต่ทั้งสองทาง มีค่าใช้จ่าย และทางศาลนั้น ให้เวลานานหน่อยเพราะสู้หลายศาล
9 มีแนวโน้มว่า ประกันรถบรรทุก จะมีวงเงิน ในหมวดทรัพย์สินบุคคลภายนอกไม่พอ เพราะ เงินที่คุณได้คืนทุนประกัน. ประกัน สมค ก็จะยกยอดมาเบิกจาก หมวด ทส ของรถบรรทุกที่ผิดด้วย แล้วอีก 4 คันไม่รู้แต่ละคันเบิกค่าซ่อมเท่าไหร่. ปกติหมวด ทส นี้ ตัวเลขอยู่ที่ 6 แสน ถึง 2.5 ล้าน. ถ้าจะขอสำเนากธ รถบรรทุก ตอนนี้เค้าคงไม่ให้ดูว่าตัวเลขเขียนไว้เท่าไหร่
10 หากประกันรถบรรทุกจ่ายรอบวง เต็ม หมวด ทส ต่อครั้งไปแล้ว เข่น ครบ 6 แสนแล้ว ยังไม่พอ ต้องไปตามต่อที่ เจ้าของรถบรรทุก กรณีฟ้องร้องระหว่างบุคคล กับบุคคล ที่ไม่เกี่ยวกับสัญญาประกัน บริษัทประกัน แบบนี้ใช้ระบบอนุญาโต ไม่ได้ ต้องเดินสาย ศาลแพ่ง
11 ส่วนที่ตกลงกันไม่ได้แล้วเอาขึ้นศาล หรือ อนุญาโตตุลาการ หากคู่กรณีเป็นประกันยิ่งนาน ยิ่งดี ถ้าคุณใช้ชีวิตมีงานทำก็ทำงานไปตามปกติครับ
ดอกเบี้ยนับจากวันที่ยื่นเรื่องฟ้องศาล หรือยื่นอนุญาโต (ไม่ได้นับจากวันเกิดเหตุ หรือวันที่ไปยื่นขอที่ สนง ใหญ่ บริษัทประกัน หรือวันเริ่มไกล่เกลี่ยที่คปภ นะครับ ) คิดร้อยละ 15 ต่อปี อาจสงสัยว่าทำไมไม่ใช่ 7.5 เพราะ 7.5 ใช้ในกรณีไม่ได้ระบุว่าจะจ่ายดอกเท่าไหร่ แต่สัญญาประกันภัยระบุตัวเลขไว้ชัดเจนร้อยละ 15 และไม่ใช่จ่ายดอกร้อยละ 15 ให้ผู้เอาประกันที่เรียกร้อง เท่านั้น รวมไปถึงผู้เสียหายด้วย กรณีคุณเรียกผู้เสียหาย ไม่ใช่ผู้เอาประกัน ผู้เอาประกันคือบริษัทที่เป็นเจ้าของรถบรรทุก ลองอ่านหน้า 2 ใน https://www.viriyah.co.th/th/download/motor_document/Type1_AdditonalCoverage.pdf
ขอยกของวิริยะมาให้ดู เพราะประกันรถยนต์ ใช้เงื่อนไขที่เขียนเหมือนกันทุกบริษัท
ขอให้โชคดี คนละเมิดยังไงก็ต้องชดใช้ครับ
เราอยู่ของเราดีๆ มาสร้างความเดือนร้อน
แสดงความคิดเห็น
โดนรถสิบล้อชนท้าย อัดก็อปปี้กับคันหน้า รถพังทั้งคัน บริษัทประกันและคู่กรณีไม่จ่ายเอาเปรียบผู้เสียหายสุดๆ
คือ เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน 61 รถเราจอดติดไฟแดงอยู่ดีๆ เข้าเกียร์ไม่ P ก็ N ค่ะ คือจอดนิ่งสนิท อยู่เลนขวาสุดค่ะ
จู่ๆก็มีเสียง โครม!!! รถสิบล้อ บรรทุกเหล็กวิ่งมาด้วยความเร็วสูง ชนท้ายรถเราเข้าอย่างแรง ชนและชนและชน ประมาณ 3 รอบ กว่าจะหยุด
รถเรากระเด็นไปชนกับคันหน้า และคันหน้าก็ชนต่อไปอีก สรุปคือ ชนทั้งหมด 5 คัน โดยที่คันของเราเป็นคันแรกที่โดนแรงที่สุด
รถเราพังเสียหายทั้งคันค่ะ ยับทั้งหน้าและท้ายรถ ยังเหลือความโชคดีที่ไม่โดนบริเวณห้องโดยสาร เป็นที่เดียวของรถที่ไม่โดนชน คนในรถเลยปลอดภัย แต่สิ่งที่ตามมาคือ ความวุ่นวาย การต้องมาเดินเรื่องเองทั้งหมด ไม่จบไม่สิ้น ไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ จนเวลาล่วงเลยมาจนถึงวันนี้ (ประมาณ 3 เดือนแล้ว) เรายังไม่ได้รับการชดใช้ใดๆเลยค่ะ โดยเรื่องเป็นดังนี้
หลังจากชนกันเสร็จ ต่างคนต่างเรียกประกันของตัวเองมา รถของเราเป็นประกันชั้น 1 ของ (ส.ม.ค.) ค่ะ รถชนประมาณช่วงเที่ยง ประกันของทุกฝ่ายมาครบหมดแล้ว เหลือเพียงประกันของคู่กรณี(อ.อ.จ) ซึ่งกว่าจะมาคือประมาณบ่าย 2 ซึ่งทุกคนก็ต้องรอ และไปที่โรงพัก ในวันนั้นร้อยเวรก็เทียบปรับรถบรรทุก ข้อหาขับรถประมาทไปจำนวน 1,000 บาท และลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน โดยมีพนักงานของทางบริษัทเหล็กเข้ามาร่วมฟัง และได้กล่าววาจาว่าค่าเสียหายทางแพ่ง จะชดใช้ให้กับผู้เสียหายทั้งหมด ร้อยเวรก็ได้ลงถ้อยคำนี้ลงในบันทึกประจำวัน และทางบริษัทรถบรรทุกก็แจ้งว่าอีก 2 วันจะเป็นฝ่ายติดต่อมา ซึ่งตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ไม่เคยติดต่อมาค่ะ เราต้องเป็นฝ่ายตามเรื่องเอง ติดต่อเอง ทางนั้นก็บ่ายเบี่ยงให้คุยกับประกันอย่างเดียวเลย เดี๋ยวเราจะมาลงรายละเอียดเรื่องนี้ต่อนะคะ
ในวันนั้นคุณแม่ของเรานั่งรถไปด้วย เรากำลังจะพาคุณแม่ไปไหว้หลวงพ่อโสธร คุณแม่อายุ 60 นั่งเบาะหลัง โชคดีมากๆที่ท่านคาดเข็มขัดนิรภัย ทำให้พวกเราทุกคนปลอดภัยกันหมด แต่สิ่งที่ตามมา คือสภาพจิตใจที่ยากจะเยียวยา ตอนนี้คุณแม่ไม่กล้านั่งรถเดินทางไปไหนเลยค่ะ อยู่แต่บ้าน ไม่ยอมไปไหน พอจำเป็นต้องไป นั่งเกร็ง สั่นตลอดทาง จนต้องไปพบจิตแพทย์ แต่ตอนนี้อาการก็ยังไม่ดีขึ้นค่ะ ส่วนตัวเราเอง หลังจากเกิดเรื่อง ก็โทษตัวเอง ว่าพาคุณแม่ไปเจอเรื่องแย่ๆแบบนี้ เรากลายเป็นคนเก็บตัว ไม่อยากพูดคุยกับใคร ไม่อยากเจอคน ตกใจง่าย นอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวนง่าย สัปดาห์ที่แล้ว เราเลยไปพบจิตแพทย์ที่โรงพยาบาลศิริราช คุณหมอเลยบอกว่า เราป่วยเป็นโรค PTSD (POST-TRAUMATIC STRESS DISORDER) คือ อาการความเครียดหลังจากเกิดเหตุสะเทือนใจ หรือเหตุร้ายแรงค่ะ
กลับมาที่เรื่องของรถนะคะ รถของเราเป็นประกันชั้น 1 ซึ่งประกันฝ่ายของเรา ก็แจ้งมาว่า รถต้องคืนทุนประกัน คือ ไม่สามารถซ่อมได้ ซึ่งสภาพก็ประจักษ์อยู่แล้วว่าสภาพซ่อมไม่ได้อยู่แล้ว แต่ปัญหาคือ รถเราขับมา ผ่อนมา 18 เดือน ทุนประกัน หักลบกับยอดปิดไฟแนนซ์ แทบไม่เหลืออะไร และประกันของเราไม่เคยให้คำแนะนำใดๆว่าเราจะต้องทำอย่างไร เราจะเรียกร้องค่าเสียหายอะไรกับใครได้บ้าง ขั้นตอนวิธีการต้องทำอย่างไร ทั้งหมดคือเราต้องหาข้อมูลเอง ทั้ง search ทั้งถามคนรู้จัก ทนาย ทุกทางที่เราสามารถหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ เพราะเราไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เลย พอประกันของเรา คืนทุนประกันมา เราก็ดำเนินเรื่องการปิดไฟแนนซ์ให้จบในส่วนประกันของเราไป โดยที่เราไม่เหลืออะไรเลย แต่สิ่งที่ค้างคาคือ ค่าเสียหาย ที่เราดาวน์รถไป ผ่อนรถไปแล้ว และเราไม่มีรถใช้ เราทำธุรกิจส่วนตัว วิ่งพบลูกค้า เสนอขายของ ขับรถส่งของให้ลูกค้า รถจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการทำงานของเรามากๆ ในเดือนแรกที่เกิดเหตุ เราต้องเช่ารถเป็นรายเดือนมาใช้ พอครบเดือนเรื่องยังไม่คืบหน้าไปถึงไหน คือเราไม่สามารถสำรองจ่ายค่าใช้จ่ายทุกอย่างไปได้แล้ว จึงเปลี่ยนเป็นเช่าแบบรายวัน ซึ่งราคาแพงกว่า แต่เราหาเช้ากินค่ำ ความสามาถในการจ่ายของเราคือได้แบบนี้ ถ้าให้จ่ายเป็นเงินก้อนรายเดือนทุกเดือนเราจ่ายไม่ไหว
ตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ เราพยายามรอทางคู่กรณีที่บอกว่าจะติดต่อมา ก็ไม่ติดต่อมา เราจึงเป็นฝ่ายติดต่อไป ทางนั้นก็บ่ายเบี่ยงให้ไปคุยกับประกันตลอด
สัปดาห์ต่อมา เราเข้าไปติดต่อที่บริษัทประกันฝ่ายคู่กรณี เจ้าหน้าที่ที่นั่น พูดจากับเราแย่มาก พูดกับเราเหมือนเราเป็นขยะมูลฝอย เราถามค่าเสียหายอะไรก็บอกว่า ไม่ได้อย่างเดียว เราทั้งร้องไห้ ทั้งรู้สึกแย่กว่าเดิม
พอเรากลับออกมา เราเลยรู้แล้ว ว่าสิ่งที่เขาพูดที่โรงพักว่าจะชดใช้ค่าเสียหายทุกอย่าง มันไม่ได้เป็นตามนั้น เราเลยเริ่มหาข้อมูล ปรึกษาทนาย ทนายจึงแนะนำให้เราทำเป็นหนังสือเรียกร้องให้ชดใช้ แจกแจงรายละเอียดออกมา แล้วส่งไปให้ทั้งทางบริษัทคู่กรณี และบริษัทประกัน และระบุข้อความในหนังสือว่า ให้ชดใช้ภายใน 10 วัน หลังจากนั้นก็เงียบกริบ ไม่ได้รับการติดต่อใดๆ สิ่งที่เราเรียกร้องทุกอย่างมีใบเสร็จ และเป็นสิ่งที่เราเสียหายจริง หลักฐานทุกอย่างมีครบค่ะ แต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือเลย พอระยะเวลาผ่านมา อีกประมาณ 1 เดือน เรากำลังปรึกษาทนายเรื่องฟ้องแพ่ง ทางบริษัทเหล็ก ก็ติดต่อมาว่าจะให้คุยกับทาง ผจก.สินไหม ของบ.ประกัน ซึ่งให้เราเป็นฝ่ายติดต่อไปเอง กว่าจะติดต่อ กว่าจะนัดได้ ก็ยากเย็น ติดต่อยากมาก พอติดต่อได้แล้ว เขาบอกว่าเราเรียกร้องสูงเกินไป เราจึงชี้แจงว่า สิ่งที่เราเรียกร้อง คือ ค่าดาวน์รถ ผ่อนรถ ค่าเช่ารถ ค่าเสียหายที่เราจ่ายตามจริง มีใบเสร็จทุกอย่าง มันไม่ได้เยอะไปหรอก ถ้าเทียบกับสิ่งที่เราสูญเสียจริง เราเกือบเสียชีวิต เราเสียการเสียงาน คุณแม่เราบาดเจ็บทางจิตใจ เราเสียรถไปทั้งคัน ผจก.สินไหมจึงให้เรานำเอกสารหลักฐานทั้งหมดที่ประกอบการเรียกร้อง เอาเข้าไปให้ที่ สนง.ใหญ่ เราก็ถ่ายเอกสารทุกอย่างเอาเข้าไปให้ และรอมาอีกประมาณ 2 สัปดาห์ มีเจ้าหน้าที่ของบริษัทประกันอีกคนหนึ่ง โทรมาหาเรา บอกว่าขอเอกสารหลักฐาน ซึ่งเราบอกว่า เราเอาเข้าไปให้ ผจก.สินไหมแล้ว เขาบอกให้เราเอาเข้าไปให้ใหม่ เราเลยแจ้งไปว่า พวกคุณไม่ประสานงานกันหรือ? เอกสารที่คุณขอคือสิ่งที่เราให้ไปหมดแล้ว เขาก็วางสายไป แล้วเราก็รอต่อไปอีก ทางบริษัทเหล็กก็บ่ายเบี่ยงให้คุยกับประกันของเขาให้จบก่อนเท่านั้น
คือตอนนี้เรารู้สึก ไร้จุดหมาย ไม่จบไม่สิ้น ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงต่อ เราไม่เข้าใจระบบของประกันเลย คือ ใครอดทนในการยื้อเรื่องได้นานที่สุดเป็นผู้ชนะเหรอ หรือเขาจะต้องทำให้เราอดทน จนหมดความอดทนแล้วยอมแพ้ไปเอง เราต้องก้มหน้ารับความเสียหายทุกอย่าง ทั้งๆที่เราไม่ได้ทำอะไรผิดเหรอคะ เราจอดติดไฟแดงของเราอยู่ดีๆ ทำไมไม่มีกฏออกมาว่า ทำผิดแบบนี้ ต้องชดใช้แบบนี้ ผิดก็ว่าไปตามผิด ใครเสียหายก็ต้องเยียวยา ไม่ใช่ว่าให้มาเผชิญเอง แล้วแต่ความอดทน กับการหาข้อมูล ว่าจะทนคุยกับประกันได้นานแค่ไหน ถ้าไม่ได้ให้คิดว่าฟาดเคราะห์ เราว่ามันควรจะหยุดเรื่องแบบนี้ได้แล้ว ผู้เสียหายควรได้รับการชดใช้ ผู้กระทำความผิดควรได้รับโทษคราวต่อไปจะได้ไม่ประมาทแบบนี้อีก บริษัทประกันคุณควรทำตามนโยบายที่คุณโฆษณาไว้ด้วย ไม่ใช่มาพูดจาเหมือนเราเป็นขยะมูลฝอย ต่อรองราคาแบบไม่ได้ดูถึงเหตุและผล รู้แค่ว่าจ่ายให้น้อยที่สุด ได้ผลงานดีสุด แบบนี้นึกถึงจิตใจของผู้เสียหายด้วยค่ะ
ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ อาจจะข้ามไปข้ามมา หรือว่าเข้าใจยากบ้างนะคะ เราเล่าเรื่องไม่เก่ง และสภาพจิตใจตอนนี้แย่มาก ขอคำปรึกษาเพื่อนๆและผู้รู้ด้วย ว่าเราจะทำอย่างไรต่อกับเหตุการณ์นี้ดีคะ เราแค่อยากได้สิ่งที่เราเสียหายไปกลับคืน เพื่อเราจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ค่ะ ตอนนี้เราเหมือนคนที่ไม่เหลืออะไรเลย รู้สึกท้อมากๆค่ะ รบกวนขอคำปรึกษาด้วยนะคะ หากพิมพ์อะไรผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ
ปล.แก้ไขคำผิดค่ะ