💫🕛💫 "หลงกาล" Episode-40 : โซดอม เมืองคนบาป #4 💫🕛💫

กระทู้คำถาม


"ถ้ากลับไปแล้วปล่อยนายไป นายก็ต้องกลับไปหาพวกกองทัพเผด็จการ แล้วก็ต้องเป็นศัตรูกับพวกเราต่อไปอีก ถูกไหม ?" แซมถามพลางจ้องหน้าดอกเตอร์หนุ่มราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

สถาพรอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบ

"เรื่องนั้น มันช่วยไม่ได้!" เขาตอบ และมองหน้าคณะของกัปตันวันชนะทีละคนๆ "เมื่อผมกลับไปถึงเวลาปัจจุบันในปี พ.ศ.2699 ทันทีที่ไปถึง ชิพที่ฝังอยู่ในหัวของผมจะส่งสัญญาณให้ทางกองทัพจับได้ทันที พวกเขาก็จะทราบทันทีว่าผมกลับสู่ปัจจุบันแล้ว และหากตรวจพบคลื่นสมองส่วนความคิดว่าผมแปรพักตรเข้ากับพวกคุณ เขาก็จะสั่งให้ชิพในหัวผมระเบิดทันที!! ถ้าคุณเป็นผม คุณจะทำยังไง แซม ?"

คราวนี้เป็นทีของสถาพรจ้องหน้าแซมบ้าง และคำถามนี้ก็ทำให้น้องเขยฟาโรห์อึ้งไปเหมือนกัน รวมทั้งคนอื่นๆด้วย

"หึ!" สถาพรแค่นเสียงหัวเราะ กล่าวต่อไปเหมือนหมดอาลัยต่อชีวิต "ไอ้ผมน่ะ มันคือคนเดนตายครับ! เป็นคนที่เดินหน้าไปหาความตายได้ทุกเวลา! ตอนนี้อยู่ที่นี่ ผมอาจเป็นมิตรกับพวกคุณได้ อย่างน้อยก็วันชนะคนหนึ่งแน่ๆ ในฐานะที่เคยเป็นเพื่อนเก่า แต่เมื่อกลับสู่อนาคต ผมไม่อาจเป็นมิตรกับพวกคุณได้โดยเด็ดขาด!!"

"แล้ว...ถ้าเราสามารถถอดชิพที่ฝังอยู่ในหัวของนายออกมาได้ล่ะ ?" กัปตันวันชนะเอ่ยถามด้วยความหวัง "นาย จะสามารถอยู่ร่วมกับพวกเราได้ไหม ?"

"ไม่มีทางทำได้หรอก วันชนะ!" เกลอเก่าส่ายหน้า "มันถูกตั้งโปรแกรมไว้แล้ว หากถูกสะกิดเพื่อให้หลุดจากการเชื่อมต่อกับเส้นประสาทแม้แต่นิดเดียว มันจะระเบิดทันที! ติดตั้งแล้วติดตั้งเลย ไม่มีเผื่อสำหรับการถอดถอน ใครก็ทำไม่ได้!!"

"ฉันว่าพวกฉันทำได้!" เอ็มม่าพูดแทรกเข้ามาทันที

"พวกคุณ ? หมายถึง พวกคุณทุกคนในที่นี้น่ะหรือ ? ไม่มีทางหรอกครับ"

"ไม่ใช่พวกฉันที่อยู่ตรงนี้ ฉันหมายถึง พวก ของ ฉัน!!" คุณแม่ต่างดาวพูดพร้อมกับชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง

"ผมไม่เข้าใจครับ" สถาพรทำหน้างงๆ

"เราอธิบายให้นายฟังนะ" กัปตันวันชนะกล่าวกับเพื่อนเก่า "เอ็มม่า ไม่ใช่ชาวโลก เธอมาจากต่างดาว!"

สถาพรหันไปมองสาวชาวเนโอโซรอสด้วยความทึ่ง

เอ็มม่ากล่าวเสริม "ตอนที่คุณขับยาน The Fugitive มาถึงที่นี่ และพยายามเอายานลงจอด คุณต้องเจอปัญหากับภาษาบนแผงควบคุมหลายแห่งซึ่งคุณอ่านไม่ออก ใช่ไหม ?"

"เอ้อ...ใช่ครับ"

"ภาษาที่คุณอ่านไม่ออกเหล่านั้น คือภาษาของพวกฉัน!!"

"เข้าใจว่า ขณะที่นายกำลังงงกับภาษาต่างดาว เอายานลงจอดไม่ได้ นายคงกดปุ่มอะไรต่อมิอะไรมั่วซั่วไปหมด จนไปโดนปุ่มคำสั่งลงจอดเข้าโดยบังเอิญ ยานถึงลงจอด แต่ก็เทพวกเราทุกคนลงมาด้วย และนายก็กลับเข้าไปในยานไม่ได้เพราะประตูยานปิดโดยอัตโนมัติ" กัปตันวันชนะกล่าวคาดคะเนเหตุการณ์ที่ผ่านมา

"ใช่...เป็นอย่างนั้น" สถาพรพยักหน้าตอบ

"ถ้าประตูยานไม่ปิด ป่านนี้ นายคงขับยานหนีไปแล้ว และพวกเราทุกคนก็จะต้องตายในเมืองคนบาปแห่งนี้ เมื่อถึงวันที่พระเจ้าทำลายล้าง!" แซมกล่าวด้วยน้ำเสียงเครียด

สถาพรก้มหน้ามองพื้น

"เอาเถอะ เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ให้แล้วกันไป มาว่ากันเรื่องปัจจุบันตอนนี้ดีกว่า" กัปตันวันชนะกล่าวตัดบท "นายได้ยินแฟนเราบอกแล้ว ว่าพวกเขาช่วยนายได้ เราก็เชื่อว่าด้วยเทคโนโลยีต่างดาวซึ่งก้าวหน้ากว่าพวกเรานับร้อยเท่า พวกเขาสามารถช่วยเอาชิพระเบิดออกมาจากหัวของนายได้ นายจะว่าไง ?"

สถาพรนิ่งเงียบ และนึกในใจ ถ้าเขาให้พวกของเอ็มม่าช่วยเอาชิพออกจากหัวไปได้ เขาก็เป็นอิสระ แต่นั่นคือการที่ต้องตกเป็นหนี้บุญคุณของพวกเขา ซึ่งก็จะหมายรวมถึงพวกกัปตันวันชนะด้วยเช่นกัน และเมื่อเป็นอย่างนั้น เขาก็ต้องลำบากใจกับการที่ต้องเป็นมิตรกับคนเหล่านี้ ซึ่งอยู่ข้างฝ่าย "พวกกบฏ" ที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างจากตน และตนก็ทำใจไม่ได้ที่จะ "แปรพักตร" ทรยศต่อฝ่ายรัฐบาลที่ตนสวามิภักดิ์อย่างเหนียวแน่น

ในที่สุด เขาก็ให้คำตอบ "เรา...ไม่รู้ว่ะ วันชนะ ขอเราคิดดูก่อนก็แล้วกัน" ตอบแล้วก็ก้มหน้ามองดิน

"อืม....งั้นก็แล้วแต่นายละกัน ตัดสินใจได้เมื่อไรก็บอก" กัปตันวันชนะกล่าวแล้วตบบ่าเพื่อนเก่าเบาๆ

ฝ่ายล็อต และสตรีอีกสามนาง ซึ่งยืนรอดูพวกอาคันตุกะต่างแดนทั้งหลายพูดคุยกันอยู่ เมื่อเห็นการสนทนาหยุดลง จึงเอ่ยขึ้น

"พวกท่านสนทนากันจบแล้วกระมัง รีบไปยังบ้านของข้าเถิด ขืนอยู่ที่นี่นาน เกรงว่าพวกชาวเมืองจะมาพบเข้าอีก ไปพักผ่อนและหลบอยู่ที่บ้านของข้าก่อนสักระยะหนึ่งเถิด พวกเราไม่เป็นเหมือนพวกเขา เพราะพวกเราเคารพบูชาพระเจ้า ไม่กระทำเรื่องใดที่ผิดศีลธรรม"

เอ็มม่าแปลคำพูดนั้นให้ทุกคนได้ฟัง จากนั้นกัปตันวันชนะจึงตัดสินใจชวนทุกคน

"เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราจงตามชายผู้นี้ไปพักอยู่ที่บ้านของเขากันเถิด"

ดังนั้น กัปตันวันชนะและคณะ กับสถาพรอีกคนหนึ่ง จึงเดินทางไปยังบ้านของล็อตและครอบครัว พร้อมกับพวกเขา โดยรถม้าซึ่งจอดรออยู่ ครั้นไปถึงหน้าบ้านของล็อตแล้ว อาคันตุกะผู้มาจากแดนไกลทุกคนลงจากรถม้า...

หนูน้อยแอนนาซึ่งตื่นขึ้นมาแล้ว รวบรวมพลังจิตให้เข้มแข็งอีกครั้ง แล้วเดินไปบอกพวกสารถีด้วยการสะกดจิตเป็นครั้งสุดท้าย

"พวกเจ้าจงกลับบ้านของตนๆไป และเมื่อกลับถึงบ้านแล้ว พวกเจ้าจะจำไม่ได้เลยว่าไปทำอะไรที่ไหนมา ไปได้แล้ว!"

สารถีทั้งสี่นาย ขับรถม้าทั้งสี่คันออกไปตามคำสั่งนั้นทันที ในใจของแต่ละคนคิดอยู่อย่างเดียว...กลับบ้าน...กลับบ้าน...กลับบ้าน

===============================================================


บ้านของล็อต เป็นบ้านขนาดกลางๆไม่ใหญ่ไม่เล็ก อยู่ห่างจากประตูเมืองทางทิศตะวันออกราวสิบกิโลเมตร ผนังกำแพงแข็งแกร่งด้วยก้อนหิน ประตูบานไม้ขนาดใหญ่หน้าบ้านปิดสนิท เมื่อทุกคนไปถึง ล็อตสั่งให้บริวารข้างในบ้านเปิดประตู และเมื่อทุกคนเข้าไปข้างในแล้วเขาก็สั่งให้ปิดประตูลั่นดาลอย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันผู้บุกรุก

ทั้งล็อตผู้เป็นเจ้าของบ้าน และภรรยากับลูกสาวสองคนต่างปฏิบัติตนด้วยกิริยามรรยาทเรียบร้อย ผิดแผกแตกต่างจากพวกชาวเมืองโซดอมอย่างสิ้นเชิง ซึ่งสร้างความแปลกประหลาดใจให้แก่กัปตันวันชนะและคณะ พวกเขาบอกว่าเป็นญาติของ "อับราฮัม" และวงศ์วานของพวกเขาคือ "ลูกๆของพระเจ้า"

"พวกเราไม่มีพฤติกรรมหยาบช้าอันเป็นบาปชั่ว เหมือนอย่างชาวเมืองโซดอม และโกโมร่าห์" ล็อตกล่าวขณะที่นั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกับอาคันตุกะทุกคน หลังจากที่เขาและคนในครอบครัวช่วยกันจัดห้องที่พักให้แก่พวกเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว "ข้าทราบมาว่า พระเจ้าทรงรังเกียจคนพวกนั้นเป็นอันมาก และจะมีสักวันหนึ่ง พระองค์จะทรงทำลายล้างเมืองทั้งสอง!"

"ท่านทราบหรือไม่ ว่าจะเป็นเมื่อไร ?" เอ็มม่ากล่าวถาม

"ยังไม่ทราบแน่ชัดดอก ท่านหญิง แต่ว่าจะมี 'หมายสำคัญ' มาให้เรารู้ ก่อนจะเกิดภัยพิบัติ อับราฮัมเคยกล่าวไว้"

"หมายสำคัญ ? หมายถึงอะไรคะ ?"

"ก็ อาจจะเป็น การปรากฏของบางสิ่งบางอย่าง อาจเป็นทูตสวรรค์ หรือแม้กระทั่งองค์พระผู้เป็นเจ้าเอง ก็อาจเป็นได้ ถึงเวลา พวกเราจะได้รู้ได้เห็นเอง"

เอ็มม่าแปลคำพูดซึ่งเป็นภาษาสุเมเรียนให้กัปตันและคณะฟัง

สาวจอย ซึ่งเป็นคริสเตียนทำตาโต แล้วกล่าว "โห...ไม่แน่นะคะ พวกเราอาจได้เห็น ANGEL ตัวจริง มาหาล็อตกับครอบครัว ตามเรื่องเล่าในพระคัมภีร์บอกว่า มีทูตสวรรค์สององค์มาหาด้วยอะค่ะ"

"แล้วพวกเค้าจะมีปีกนกขนาดใหญ่ที่กลางหลังแบบที่เคยเห็นในภาพวาด รูปปั้น หรือในหนังไหมอะตัว ?" สาวเล็กถาม

"จะไปรู้เหรอตัว ? เค้าก็ไม่เคยเห็นแองเจิ้ลตัวเป็นๆนี่นา" เพื่อนสาวตอบยิ้มๆ

"ถ้ามีมาแบบนั้น จะเป็นอีกหนึ่งสิ่งมหัศจรรย์ที่เราจะได้เห็นเชียวหละครับ" กัปตันเอ่ยขึ้นบ้าง "หลังจากที่พวกเราเคยเห็นเทวดาเข้ามาหาท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีถึงในห้องนอนมาแล้ว"

"ผมว่า พวกเขาคงอยู่ในภพ หรือมิติที่ต่างจากโลกที่เราอาศัยอยู่นะครับ แต่มีช่องทางที่จะสามารถเข้ามาติดต่อสื่อสารกันได้" เอกให้ความเห็น

"หรือไม่งั้นก็อาจเป็นมนุษย์ต่างดาว!" แซมให้ความเห็นไปอีกทาง "ได้ยินว่าทูตสวรรค์ที่มาหาล็อต มีแสงสว่างรอบตัวด้วยใช่ไหม จอย ?"

"ใช่ค่ะ" พระกนิษฐาแห่งฟาโรห์พยักหน้าตอบ "อาจเป็นอย่างที่คุณว่าก็ได้ ไม่มีใครรู้แน่หรอก รอดูกันต่อไปดีกว่า"

"ถ้าเขามาเมื่อไร ก็ถึงเวลาที่พวกเราต้องไปกันเมื่อนั้นหละนะ" สถาพรซึ่งนั่งฟังอยู่ห่างๆเอ่ยขึ้น

แซมอ้าปาก ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรออกมา แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ หุบปาก เงียบไปเสียดื้อๆ

สถาพรสังเกตเห็นอากับกิริยานั้น เขาแค่นยิ้มนิดหนึ่งแล้วกล่าว

"ทำไม แซม ? จะบอกว่า ผมควรจะถูกทิ้งให้อยู่ที่นี่ ใช่ไหม ?" ถามเสร็จแล้วมองหน้าน้องเขยฟาโรห์อย่างท้าทาย "บอกเลย ทิ้งผมไว้ก็ได้ ผมไม่อาลัยอาวรณ์อะไรในชีวิตนี้อีกแล้วหละ บอกแล้วว่าไอ้ผมมันคนเดนตายคนหนึ่งเท่านั้น!"

"กัปตันไม่มีวันทิ้งนายหรอก" แซมกล่าวตอบพลางเหลือบแลเจ้านาย

สาวจอยเห็นว่าบรรยากาศชักเริ่มเครียด จึงชวนเปลี่ยนเรื่องคุยโดยหันมาบอกกับเอ็มม่าให้สอบถามถึงเรื่องราวที่ล็อตได้รับรู้มา

"คุณเอ็มม่าคะ ลองถามล็อตดูสิคะ ว่าตอนที่อับราฮัมพบกับพระเจ้า แล้วพระองค์ตรัสถึงการจะทรงทำลายล้างเมือง เป็นอย่างไรบ้าง"

"ได้ค่ะ เดี๋ยวจะลองถามเขาดู อ้อ, น้องจอยคะ" สาวต่างดาวกล่าวด้วยความพยายามสนิทสนม

"คะ ?"

"ต่อไปอย่าเรียกพี่ว่า 'คุณเอ็มม่า' อีกเลย เรียกว่าพี่เถอะนะจ๊ะ เล็กอีกคนนึงด้วยนะ"

"ค่ะ!!" สองสาวตอบพร้อมกันพร้อมกับยิ้มแป้น

"ดีจ้ะ!" เอ็มม่ายิ้มตอบทั้งสองสาว ก่อนจะหันไปถามเรื่องราวตามที่มีในไบเบิ้ลกับล็อต

"ท่านล็อต ท่านพอจะเล่าให้พวกเราฟังได้ไหมคะ ถึงเรื่องราวของอับราฮัมตอนที่พบกับพระเจ้า แล้วพระองค์ตรัสว่าจะทรงทำลายเมืองโซดอม"

"ได้สิ ท่านหญิง ข้าจะเล่าให้ฟัง...." ล็อตตอบรับคำขอ แล้วเริ่มเล่าเรื่องของอับราฮัม

"อับราฮัม เดิมชื่อ อับราม มีพี่น้องสองคนคือ นาโฮร์ และฮารานผู้เป็นพ่อของข้าซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว"

"ถ้าเช่นนั้น อับราฮัมก็คือลุงของท่าน"

"ใช่แล้ว ท่านหญิง พ่อของเขาคือเทราห์ ได้พาเขากับข้า และนางซารายภรรยาของเขาออกจากเมืองเออร์ของชาวเคลเดีย เพื่อจะเข้าไปยังแผ่นดินคานาอัน เมื่อถึงเมืองฮารานแล้วก็อาศัยอยู่ที่นั่น เทราห์ได้สิ้นชีวิตที่นั่นโดยมีอายุได้ 205 ปี

ครั้งแรกพระเจ้าได้ตรัสบอกให้อับรามว่า "เจ้าจงออกไปจากประเทศของเจ้า จากญาติพี่น้องของเจ้า และจากบ้านบิดาของเจ้า ไปยังแผ่นดินที่เราจะชี้ให้เจ้าเห็น เราจะทำให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ชนชาติหนึ่ง เราจะอวยพรเจ้า ทำให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โต และเจ้าจะเป็นแหล่งพระพร เราจะอวยพรผู้ที่อวยพรเจ้า และสาปแช่งผู้ที่สาปแช่งเจ้า บรรดาครอบครัวทั่วแผ่นดินโลกจะได้รับพระพรเพราะเจ้า'

ดังนั้นอับรามจึงออกไปตามพระบัญชาของพระเจ้า และข้าก็ไปกับท่านและนางซารายผู้เป็นภรรยา ตอนที่ออกจากเมืองฮารานท่านมีอายุ 75 ปี ทิ้งทรัพย์สิ่งของต่างๆและข้าทาสบริวารทั้งหลายไว้ที่เมืองฮารานแล้วออกไปสู่แผ่นดินคานาอัน ผ่านแผ่นดินนั้นจนถึงที่ราบโมเรห์แห่งเมืองเชเคม ตอนนั้นชาวคานาอันยังอยู่ในแผ่นดินนั้น แล้วพระเจ้าทรงปรากฏแก่ท่านและตรัสว่า 'เราจะให้แผ่นดินนี้แก่เชื้อสายของเจ้า' อับรามจึงสร้างแท่นบูชาที่นั่นถวายแด่พระเจ้า

จากนั้น ท่านย้ายไปจากที่นั่น มาถึงภูเขาลูกหนึ่งทางทิศตะวันออกของเมืองเบธเอลแล้วตั้งเต็นท์ของท่าน โดยเมืองเบธเอลอยู่ทางทิศตะวันตกและเมืองอัยอยู่ทางทิศตะวันออก ณ ที่นั่นท่านสร้างแท่นบูชาแด่พระเจ้าอีก ร้องออกพระนามของพระองค์ และเดินทางเรื่อยไปทางทิศใต้

ปรากฏว่าเกิดความอดอยากยากแค้น กันดารอาหารทั้งแผ่นดิน อับรามจึงเดินทางลงไปยังอียิปต์เพื่ออาศัยอยู่ที่นั่น  เมื่อท่านใกล้จะเข้าอียิปต์ ท่านพูดกับนางซารายภรรยาของท่านว่า 'คอยดูเถิด เจ้าเป็นหญิงงาม น่าชม ฉะนั้น ต่อไปเมื่อคนอียิปต์มองเห็นเจ้าก็จะบอกว่านี่คือภรรยาของเขา และจะสังหารข้าเสีย แต่จะไว้ชีวิตเจ้า ดังนั้นโปรดบอกว่าเจ้าเป็นน้องสาวของข้า ข้าจะได้อยู่อย่างสุขสบายเพราะเห็นแก่เจ้า และข้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ก็เพราะเจ้า'

ต่อมา เมื่ออับราบเข้าไปในอียิปต์แล้ว คนอียิปต์เห็นว่านางซารายภรรยาของท่านมีรูปงามยิ่งนัก พวกเจ้าใหญ่นายโตในวังของฟาโรห์ก็เห็นนางด้วยเช่นกัน และทูลชมนางต่อพระพักตร์ฟาโรห์ นางจึงถูกนำตัวเข้าไปอยู่ในวังของฟาโรห์

(มีต่อครับ)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่