1. มนุษย์ครึ่งแพะแห่งลิบยา (The Libyan Satyrs: The Goat Men Of Africa)
หลายคนคงรู้จักเจ้าสัตว์ตำนานอย่าง เซเทอร์ ที่เป็นมนุษย์ครึ่งคนครึ่งแพะกันตามตำนานกรีกเป็นอย่างดี และเราก็รู้ด้วยว่า มันเป็นสัตว์ที่ไม่มีอยู่จริง แต่มีรายงานหลายฉบับ ที่มีคนออกมาอ้างว่าเห็นมนุษย์ครึ่งแพะที่นั่นที่นี่มากมาย คนแรกไม่ใช่ใครที่ไหน เฮโรโดตัสคนเดิม เขาเล่าว่าเคยเจอหนังสัตว์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเขาอ้างว่าเป็นของมนุษย์ครึ่งแพะ จนปัจจุบันมันกลายเป็นจุดดึงดูด ให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมกันที่แม่น้ำมิแอนเดอร์ บางคนอ้างอีกว่าเคยจับมันได้ และพามาที่โรม แต่ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดเหมือนเดิม...
2.ฟู่ซาง - อาณาจักรที่มีแต่สตรี (Fusang: The Kingdom Of Women)
เดาว่าในหัวทุกคนคงนึกไปถึงหนังเรื่อง Wonder Woman กันหมดแล้วแน่นอน ไม่ใช่ครับ คราวนี้เป็นเรื่องเล่าจากทางฝั่งเอเชียกันบ้าง มันเริ่มต้นขึ้นเมื่อปีคริสศักราช 500 มิสชันนารีชาวจีน ฮุ่ยเฉิน เดินทางไปยังตะวันออกไกลของประเทศจีน เพื่อค้นหาว่ามีอะไรอยู่ ณ ที่นั้น ก่อนเขาจะกลับมาพร้อมเรื่องเล่าสุดอัศจรรย์ เขาอ้างว่าเดินทางไปเจออาณาจักรหนึ่งชื่อ ฟู่ซาง เป็นอาณาจักรที่มีแต่ผู้หญิง ไม่มีผู้ชายเลยสักคน เขาเล่าว่าผู้หญิงในอาณาจักรนี้มีหน้าตาสวยงาม มีขนขึ้นตามตัวเต็มไปหมด เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า หากจะให้กำเนิดลูก พวกเธอเพียงแค่เดินลงไปในน้ำ ยืนอยู่สักพักจนเด็กค่อยๆก่อตัวขึ้นมาในมดลูกของพวกเธอ ใช้เวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น เด็กก็คลอดออกมา
3. เดอะ เบลมมีส์ - ชนเผ่าไร้หัวแห่งแอฟริกา (The Blemmyes: The Headless Men Of Africa)
ขอเริ่มต้นด้วยมนุษย์ตนนี้เลยครับ...เบลมไมส์ (Blemmyes) คนไร้หัว คือมีหน้าตาเหมือนคน ยกเว้นไม่มีหัว ดวงตาสองข้างไพล่ไปอยู่ที่อก ส่วนปากอ้ากว้างก็อยู่ทีที่พุง ที่แปลกกว่านั้นยังว่า เบลมไมส์ มีอีกชนิดหนึ่งที่มีตาอยู่บนไหล่
เบลมไมส์เกิดจากนักปราชญ์กรีกนามว่า เฮโรโดทัส โดยที่นักประวัติศาสตร์กรีกในศตวรรษที่ 5 คนนี้เล่าไว้ในหนังสือ ถึง “สฮิสตอรี่” ของเขาเมื่อ 2,500 ปีมาแล้วถึง “สิ่งมีชีวิตไร้หัว มีดวงตาอยู่บนอก”อาศัยอยู่ในแถบถิ่นห่างไกลจนไปแทบไม่ถึงคือ แถบตะวันตกของลิเบียซึ่งน่าจะเป็นส่วนพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเนินเขาและป่าไม้หนาแน่น มีจำนวนอยู่มากมาย เฮโรโดทัสเชื่อว่าพวกเบลมไมส์มีอยู่จริงแถมต่อมานักปราชญ์อย่าง สตราโบ และ พลีนี ก็ยังเชื่อเช่นนั้นตามไปอีกต่างหากสิ่งที่ผมแปลกใจมากกว่าก็คือ เรื่องความเชื่อเกี่ยวกับมนุษย์ไร้หัวเบลมไมส์ แพร่ไปยังอินเดียและจีนด้วยในอินเดียและจีนก็มีมนุษย์ไร้หัวเหมือนกันเด๊ะทีเดียว โดยที่เขาเรียกว่า กบัณฑา (Kabandha) และ ซิงเทียน (Xingtian)
เรื่องราวของเบลมไมส์มีมาถึงยุคกลาง แต่เปลี่ยนโฉมไปนิดหน่อย อยู่ในงานของ เซอร์จอห์น มานเดวิลล์ นักเดินทางในศตวรรษที่ 14 เขาเขียนไว้ในหนังสือ “The Travels of Sir John Mandeville” กล่าวถึง “สิ่งมีชีวิตไร้หัว” แม้จะไม่ใช้ชื่อเบลมไมส์แต่รูปร่างไม่ผิดกันเท่าไหร่ ด้วยว่า ““เป็นคนน่าเกลียดร้ายกาจเพราะไม่มีหัว ดวงตาของพวกเขาอยู่บนไหล่ทั้งสองข้าง ปากกว้างกลมเหมือนเกือกม้าอยู่ที่กลางอก” มานเดวิลล์ว่าพวกนี้ไม่ได้อยู่ในแอฟริกา แต่อยู่บนเกาะใหญ่ Dundeya (หมู่เกาะอันดามัน) ระหว่างอินเดียและพม่าในเอเชียแทน แถมยังว่าในส่วนอื่นๆของเกาะก็มีมนุษย์ไร้หัวที่มีดวงตาและปากอยู่ที่หลังด้วย ตกมาถึงศตวรรษที่ 16-17 นักสำรวจ เซอร์วอลเตอร์ ราเลย์ (Sir Walter Raleigh) อาจกลัวน้อยหน้า เลยเล่าถึง เอไวพาโนมา (Ewaipanoma)
สิ่งมีชีวิตไร้หัว มีตาอยู่บนไหล่ ปากอยู่ตรงอก ผมยาวงอกย้อนหลังบนไหล่ ราเลย์บอกว่าพวกนี้อยู่ในกิอานา-ทวีปอเมริกาใต้(หมายเหตุ : แม้ว่าราเลย์บอกไว้ว่าไม่ได้เห็นเอไวพาโนมาด้วยตัวเอง แต่เขายืนยันความเชื่อว่าพวกนี้มีจริง)
4 .คาลลิสทรี - เผ่าคนหัวสุนัขแห่งอินเดีย (The Calystrii: The Dog-Headed Men Of India)

ช่วงศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล นักฟิสิกส์ชาวกรีกชื่อ ทีเชียส ได้เดินทางไปยังอินเดียเพื่อออกสำรวจ ก่อนจะกลับมาบ้านเกิดพร้อมเรื่องเล่าสุดบ้าคลั่ง เขาอ้างว่า ลึกเข้าไปในภูเขา เขาพบกับกลุ่มคาลลิสทรี ชนเผ่าที่ท่อนล่างเป็นคน แต่ส่วนหัวเป็นสุนัขแทน! "พวกเขาพูดไม่เป็นภาษามนุษย์เลย เอาแต่เห่าใส่กัน ผมคุยกับพวกเขาไม่รู้เรื่อง เลยต้องเห่าตอบไป ไม่ก็ใช้ภาษามือ และดูเหมือนพวกเขาจะมีจำนวนมากไม่ใช่เล่น ราว 120,000 คนเห็นจะได้" ผมเชื่อแน่นอนว่าทุกท่านต้องคิดแบบผม "ขี้โม้รึเปล่าลุง" ใช่ไหมล่ะครับ? แต่เชื่อหรือไม่ว่าชนเผ่าหัวสุนัขนี้ กลับมีรายงานคนพบเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ประมาณ 200 ปีต่อมา ชายนาม เมกัสทีนนีส เดินทางตามรอยทีเชียสลึกเข้าไปในหุบเขาอินเดีย และเขาก็ออกมาพูดกับสาธารณชนว่า "คาลลิสทรีมีจริง ผมเห็นมาเต็มสองตาผมเลย" ไม่ใช่แค่ชาวกรีที่พูดถึงเท่านั้น นักเขียนชาวอินเดีย รวมถึงนัดเขียนชาวจีนที่อยู่ในช่วงราชวงศ์ถังก็มีการบันทึกพบเห็นมนุษย์หัวสุนัขเช่นกัน อ้างว่าพวกเขาอาศัยอยู่ในหุบเขา ใกล้กับทิเบต แต่ที่โด่งดังมากที่สุด คงจะเป็นการที่ "มาร์โค โปโล" ออกมาอ้างเช่นกันว่าพบเจอมนุษย์หัวสุนัขจริง "ผมรับรองได้เลยว่า มันมีชนเผ่าที่มีหัวเป็นสุนัขอยู่จริง"
5 .เดอะ สกีโพดส์ - เผ่าพื้นเมือง ที่มีเท้าใหญ่เท่าร่มกันฝน (The Sciopodes: The Umbrella-Footed Men)
นอกจากมนุษย์หัวสุนัขแล้ว ทีเชียสคนเดิมยังอ้างอีกว่าเขาเจอเข้ากับกลุ่มคนที่สุดแสนประหลาด เพราะพวกเขามีขาข้างเดียว และมีเท้าใหญ่โตมโหฬาร ชนิดเอามากางเป็นร่มได้ เคลื่อนที่ไปมาด้วยวิธีการกระโดด ฟังดูน่าตลกมากกว่าจะเป็นเรื่องจริง แต่พอ 2,000 ปีต่อมา อีซีโดโรแห่งเซบียา บาทหลวงโรมันคาทอลิกชาวสเปน ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าพวกเขามีอยู่จริง ถึงขั้นนำไปบรรจุไว้ในสารานุกรมสัตว์ในตำนาน พร้อมเขียนแผนที่บอกตำแหน่งพวกเขาว่าอยู่ตรงไหนในอินเดียด้วย แต่แผนที่ดังกล่าวมีอันต้องสูญสลายตามกาลเวล
6. พานอตติ - ชนเผ่าที่ได้ยินทุกสรรพสิ่ง (The Panotti: The Men Of All-Ears Island)
มีรายงานชิ้นหนึ่งของ พลินีผู้อาวุโส บันทึกเอาไว้ว่า ลึกเข้าไปในแผ่นดินซิทเธีย บังเกิดชนเผ่ากลุ่มหนึ่งชื่อ พานอตติ ชนเผ่ากลุ่มนี้จะมีใบหูที่ใหญ่มาก ใหญ่ถึงขนาดที่พวกเขาเอามันมาห่มตัวแทนเสื้อผ้าได้เลย เพราะงี้เพวกเขาเลยไม่ใส่เสื้อผ้า หรือปิดบังร่างกายกัน ฟังดูโอเวอร์สุดๆ แต่พานอตติก็เคยถูกกล่าวภึงในงานเขียนร่วมสมัยของ ปอมโปเนียส เมล่า ยืนยันว่าพลินีพูดความจริง มีชนเผ่าพานอตตินี้อยู่จริงๆ ในงานเขียนของเมล่ากล่าวว่า ชนเผ่าพานอตติอาศัยอยู่บนเกาะออร์กนีย์ หรือบริเวณสก็อตแลนด์ในปัจจุบัน
7. อริมาสโปอิ - มนุษย์ภูเขาตาเดียว (The Arimaspoi: The One-Eyed Mountain Men)
ในแผ่นดินซิทเธีย ลึกเข้าไปในหุบเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะหนาชื่อริเปียน ยังมีชนเผ่ากลุ่มหนึ่งชื่อ อริมาสโปอิ ผู้มีดวงตาเพียงข้างเดียว ตามบันทึกของชาวกรีกโบราณเล่าว่า เพราะชนเป่ากลุ่มนี้ แผ่นดินซิทเธียถึงมั่งคั่ง ร่ำรวย ตรงจุดนี้เฮโรโดตัสอธิบายไว้ว่า พวกเขาหากินดำรงชีพด้วยการขโมยทองคำพวกกริฟฟิน (ห๊ะ??) เพราะอริมาสโปอิอาศัยอยู่ใกล้ๆรังของกริฟฟิน สัตว์ในตำนานที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความโลภ คอยฉกทองจากนักเดินทางคนอื่นๆ เอามากกไว้ที่รังของตัวเอง มีเพียงอริมาสโปอิเท่านั้น ที่หาญกล้าไปฉกกลับมาได้ เรียกได้ว่าเรื่องนี้ ค่อนข้างจะอภินิหารมากที่สุดเลย เค้าความจริงมีน้อยมาก แต่ก็ม่นักโบราณคดีจำนวนไม่น้อย ที่เชื่อว่าพวกเขาอาจจะมีอยู่จริง
8. อบาริมอน - ชนเผ่าเท้ากลับด้าน (The Abarimon: The Tribe With Backward Feet)
มีเรื่องเล่าบันทึกไว้ว่า ขณะที่อเล็กซานเดอร์มหาราช เตรียมกำลังพลจะบุกแดนตะวันออก พระองค์ได้ว่าจ้างชายคนหนึ่งนามว่า ไบทอน เข้าไปสืบราชการลับในอินเดีย เมื่อไบทอนกลับมารายงานให้พระองค์ฟัง เรื่องราวของชนเผ่าที่มีเท้ากลับด้านก็เริ่มต้นขึ้น เขาเล่าว่าลึกเข้าไปในหุบเขาหิมาลัย มีชนเผ่าแปลกประหลาดกลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่ เรียกว่าเผ่าอบาริมอน ปลายเท้าของพวกเขาจะหันกลับไปทางด้านหลัง ซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้พวกเขาเดินลำบากแม้แต่น้อย เพราะไบทอนอ้างว่าเขาแอบไปเห็นอบาริมอนวิ่งไล่กวางตัวหนึ่ง ชนิดตีคู่กันสูสีมาก ซึ่งไบทอนบอกว่าเขาเกือบจะเอากลับมาให้อเล็กซานเดอร์มหาราชดูด้วยซ้ำ แต่เหมือนว่าปอดของพวกเขาจะรับมือกับสภาพอากาศภายนอกไม่ได้ เพราะทันทีที่อบาริมอนออกจากถิ่นที่อยู่ เขาก็เกิดสำลัก ขาดอากาศหายใจขึ้นมาทันที นอกจากไบทอนจะเล่าได้กำกวมจนยากที่จะเชื่อแล้ว เมกัสทีนนีส์ก็เข้ามาผสมโรงด้วยเช่นกัน อ้างว่าเขาก็เห็นพวกอบาริมอนด้วย ตกลงจะเชื่อใครดีเนี่ย?
9. มาร์กคิลลิส - ชนเผ่าที่เป็นกะเทยหมดทุกคน (The Makhlyes: The Tribe Of Hermaphrodites)
ตามคำบอกเล่าของชาวโรมัน ในเอธิโอเปียยังมีชนชาติหนึ่งเรียกว่า มาร์กคิลลิส ดินแดนที่ประชากรทุกคน "เป็นกะเทย" กันหมด แต่กับชาวกรีก ผู้ซึ่งเข้ามาติดต่อสมาคมกับมาร์กคิลลิสเป็นชนชาติแรก และเป็นชนชาติที่ให้เกียรติผู้หญิงแล้ว พวกเขาไม่เห็นว่าพวกมาร์กคิลลิสเป็นกะเทยอะไรเลย ซึ่งมีหรือเฮโรโดตัสจะไม่พลาด เขาได้บันทึกเรื่องราวของพวกเขาลงสมุด เล่าว่ากลุ่มมาร์กคิลลิสบูชาเทพธิดาแห่งสงคราม และเฉลิฉลองให้แก่เทพของพวกตน โดยการจับผู้หญิงมาต่อสู้กัน ให้อาวุธเพียงแค่ท่อนไม้และก้อนหิน เฮโรโดตัสไม่ได้พูดถึงอวัยวะเพศของพวกเขา เล่าแต่เพียงว่าพวกมาร์กคิลลิส จะมีเต้านมเหมือนกับของผู้หญิงอยู่ข้างซ้าย
10. แอสโตมอย -ชนเผ่าอินเดียที่กิน "กลิ่นหอม" เป็นอาหาร (The Astomoi: The Indian Tribe That Eats Odors)
ช่วงที่เมกัสทินนีส์เดินทางไปอินเดีย เขาได้พบเจอชนเผ่าประหลาดมากมายตามที่เล่าไปข้างต้น แต่มีอยู่เผ่าหนึ่ง ที่เขายกให้เป็น "ที่สุดของชนเผ่าประหลาด" นั่นคือเผ่าแอสโตมอย เป็นชนเผ่าพื้นเมืองชายที่มีขนยาวรุงรังเต็มร่างกาย สวมชุดทำจากสำลี และพวกเขาไม่มีปาก!!! นั่นทำให้วิธีกินอาหารของพวกเขาสุดแสนจะพิสดาร เมกัสทินนีส์อ้างว่า ชนเผ่าแอสโตมอยจะใช้วิธี "ดมกลิ่น" ในการกินอาหาร สูดเอาสารอาหารและความอร่อยเข้าทางโพรงจมูก ให้สารอาหารที่สูดเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย แต่พวกเขาก็ต้องระวังการดมกลิ่นไว้ด้วย เพราะถ้าไปดมอะไรผิดสำแดงมา นั่นอาจทำให้พวกเขาถึงตายได้!! นักสำรวจช่วงยุคกลางอ้างว่าเคยพบชาวแอสโตมอย เล่าว่าพวกเขาอาศัยอยู่แถวต้นทางของแม่น้ำคงคา หนึ่งในคณะสำรวจ จอห์น แมนเดอวิลล์ เป็นคนที่เล่าเรื่องราวของชาวแอสโตมอยได้ฉะฉาน รู้เรื่องมากที่สุด เหมือนเป็นการย้ำให้ทุกคนเชื่อว่าเขาไปเจอมาจริงๆ ตามคำบอกเล่าของจอห์น เขาเล่าว่าแอสโตมอยไม่ต่างอะไรกับพวกเผ่าปิกมี สื่อสารกันโดยใช้เสียงนาสิก หรือเสียงขึ้นจมูกพูดคุยกัน
ขอบคุณที่มาจาก มิติที่6 ด้วยนะครับ
เปิดปมชนเผ่าปริศนา ที่ถูกบันทึกไว้ว่ามีจริงจากนักประวัติศาสตร์โลกโบราณ
หลายคนคงรู้จักเจ้าสัตว์ตำนานอย่าง เซเทอร์ ที่เป็นมนุษย์ครึ่งคนครึ่งแพะกันตามตำนานกรีกเป็นอย่างดี และเราก็รู้ด้วยว่า มันเป็นสัตว์ที่ไม่มีอยู่จริง แต่มีรายงานหลายฉบับ ที่มีคนออกมาอ้างว่าเห็นมนุษย์ครึ่งแพะที่นั่นที่นี่มากมาย คนแรกไม่ใช่ใครที่ไหน เฮโรโดตัสคนเดิม เขาเล่าว่าเคยเจอหนังสัตว์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเขาอ้างว่าเป็นของมนุษย์ครึ่งแพะ จนปัจจุบันมันกลายเป็นจุดดึงดูด ให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมกันที่แม่น้ำมิแอนเดอร์ บางคนอ้างอีกว่าเคยจับมันได้ และพามาที่โรม แต่ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดเหมือนเดิม...
2.ฟู่ซาง - อาณาจักรที่มีแต่สตรี (Fusang: The Kingdom Of Women)
เดาว่าในหัวทุกคนคงนึกไปถึงหนังเรื่อง Wonder Woman กันหมดแล้วแน่นอน ไม่ใช่ครับ คราวนี้เป็นเรื่องเล่าจากทางฝั่งเอเชียกันบ้าง มันเริ่มต้นขึ้นเมื่อปีคริสศักราช 500 มิสชันนารีชาวจีน ฮุ่ยเฉิน เดินทางไปยังตะวันออกไกลของประเทศจีน เพื่อค้นหาว่ามีอะไรอยู่ ณ ที่นั้น ก่อนเขาจะกลับมาพร้อมเรื่องเล่าสุดอัศจรรย์ เขาอ้างว่าเดินทางไปเจออาณาจักรหนึ่งชื่อ ฟู่ซาง เป็นอาณาจักรที่มีแต่ผู้หญิง ไม่มีผู้ชายเลยสักคน เขาเล่าว่าผู้หญิงในอาณาจักรนี้มีหน้าตาสวยงาม มีขนขึ้นตามตัวเต็มไปหมด เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า หากจะให้กำเนิดลูก พวกเธอเพียงแค่เดินลงไปในน้ำ ยืนอยู่สักพักจนเด็กค่อยๆก่อตัวขึ้นมาในมดลูกของพวกเธอ ใช้เวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น เด็กก็คลอดออกมา
3. เดอะ เบลมมีส์ - ชนเผ่าไร้หัวแห่งแอฟริกา (The Blemmyes: The Headless Men Of Africa)
ขอเริ่มต้นด้วยมนุษย์ตนนี้เลยครับ...เบลมไมส์ (Blemmyes) คนไร้หัว คือมีหน้าตาเหมือนคน ยกเว้นไม่มีหัว ดวงตาสองข้างไพล่ไปอยู่ที่อก ส่วนปากอ้ากว้างก็อยู่ทีที่พุง ที่แปลกกว่านั้นยังว่า เบลมไมส์ มีอีกชนิดหนึ่งที่มีตาอยู่บนไหล่
เบลมไมส์เกิดจากนักปราชญ์กรีกนามว่า เฮโรโดทัส โดยที่นักประวัติศาสตร์กรีกในศตวรรษที่ 5 คนนี้เล่าไว้ในหนังสือ ถึง “สฮิสตอรี่” ของเขาเมื่อ 2,500 ปีมาแล้วถึง “สิ่งมีชีวิตไร้หัว มีดวงตาอยู่บนอก”อาศัยอยู่ในแถบถิ่นห่างไกลจนไปแทบไม่ถึงคือ แถบตะวันตกของลิเบียซึ่งน่าจะเป็นส่วนพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเนินเขาและป่าไม้หนาแน่น มีจำนวนอยู่มากมาย เฮโรโดทัสเชื่อว่าพวกเบลมไมส์มีอยู่จริงแถมต่อมานักปราชญ์อย่าง สตราโบ และ พลีนี ก็ยังเชื่อเช่นนั้นตามไปอีกต่างหากสิ่งที่ผมแปลกใจมากกว่าก็คือ เรื่องความเชื่อเกี่ยวกับมนุษย์ไร้หัวเบลมไมส์ แพร่ไปยังอินเดียและจีนด้วยในอินเดียและจีนก็มีมนุษย์ไร้หัวเหมือนกันเด๊ะทีเดียว โดยที่เขาเรียกว่า กบัณฑา (Kabandha) และ ซิงเทียน (Xingtian)
เรื่องราวของเบลมไมส์มีมาถึงยุคกลาง แต่เปลี่ยนโฉมไปนิดหน่อย อยู่ในงานของ เซอร์จอห์น มานเดวิลล์ นักเดินทางในศตวรรษที่ 14 เขาเขียนไว้ในหนังสือ “The Travels of Sir John Mandeville” กล่าวถึง “สิ่งมีชีวิตไร้หัว” แม้จะไม่ใช้ชื่อเบลมไมส์แต่รูปร่างไม่ผิดกันเท่าไหร่ ด้วยว่า ““เป็นคนน่าเกลียดร้ายกาจเพราะไม่มีหัว ดวงตาของพวกเขาอยู่บนไหล่ทั้งสองข้าง ปากกว้างกลมเหมือนเกือกม้าอยู่ที่กลางอก” มานเดวิลล์ว่าพวกนี้ไม่ได้อยู่ในแอฟริกา แต่อยู่บนเกาะใหญ่ Dundeya (หมู่เกาะอันดามัน) ระหว่างอินเดียและพม่าในเอเชียแทน แถมยังว่าในส่วนอื่นๆของเกาะก็มีมนุษย์ไร้หัวที่มีดวงตาและปากอยู่ที่หลังด้วย ตกมาถึงศตวรรษที่ 16-17 นักสำรวจ เซอร์วอลเตอร์ ราเลย์ (Sir Walter Raleigh) อาจกลัวน้อยหน้า เลยเล่าถึง เอไวพาโนมา (Ewaipanoma)
สิ่งมีชีวิตไร้หัว มีตาอยู่บนไหล่ ปากอยู่ตรงอก ผมยาวงอกย้อนหลังบนไหล่ ราเลย์บอกว่าพวกนี้อยู่ในกิอานา-ทวีปอเมริกาใต้(หมายเหตุ : แม้ว่าราเลย์บอกไว้ว่าไม่ได้เห็นเอไวพาโนมาด้วยตัวเอง แต่เขายืนยันความเชื่อว่าพวกนี้มีจริง)
4 .คาลลิสทรี - เผ่าคนหัวสุนัขแห่งอินเดีย (The Calystrii: The Dog-Headed Men Of India)
ช่วงศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล นักฟิสิกส์ชาวกรีกชื่อ ทีเชียส ได้เดินทางไปยังอินเดียเพื่อออกสำรวจ ก่อนจะกลับมาบ้านเกิดพร้อมเรื่องเล่าสุดบ้าคลั่ง เขาอ้างว่า ลึกเข้าไปในภูเขา เขาพบกับกลุ่มคาลลิสทรี ชนเผ่าที่ท่อนล่างเป็นคน แต่ส่วนหัวเป็นสุนัขแทน! "พวกเขาพูดไม่เป็นภาษามนุษย์เลย เอาแต่เห่าใส่กัน ผมคุยกับพวกเขาไม่รู้เรื่อง เลยต้องเห่าตอบไป ไม่ก็ใช้ภาษามือ และดูเหมือนพวกเขาจะมีจำนวนมากไม่ใช่เล่น ราว 120,000 คนเห็นจะได้" ผมเชื่อแน่นอนว่าทุกท่านต้องคิดแบบผม "ขี้โม้รึเปล่าลุง" ใช่ไหมล่ะครับ? แต่เชื่อหรือไม่ว่าชนเผ่าหัวสุนัขนี้ กลับมีรายงานคนพบเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ประมาณ 200 ปีต่อมา ชายนาม เมกัสทีนนีส เดินทางตามรอยทีเชียสลึกเข้าไปในหุบเขาอินเดีย และเขาก็ออกมาพูดกับสาธารณชนว่า "คาลลิสทรีมีจริง ผมเห็นมาเต็มสองตาผมเลย" ไม่ใช่แค่ชาวกรีที่พูดถึงเท่านั้น นักเขียนชาวอินเดีย รวมถึงนัดเขียนชาวจีนที่อยู่ในช่วงราชวงศ์ถังก็มีการบันทึกพบเห็นมนุษย์หัวสุนัขเช่นกัน อ้างว่าพวกเขาอาศัยอยู่ในหุบเขา ใกล้กับทิเบต แต่ที่โด่งดังมากที่สุด คงจะเป็นการที่ "มาร์โค โปโล" ออกมาอ้างเช่นกันว่าพบเจอมนุษย์หัวสุนัขจริง "ผมรับรองได้เลยว่า มันมีชนเผ่าที่มีหัวเป็นสุนัขอยู่จริง"
5 .เดอะ สกีโพดส์ - เผ่าพื้นเมือง ที่มีเท้าใหญ่เท่าร่มกันฝน (The Sciopodes: The Umbrella-Footed Men)
นอกจากมนุษย์หัวสุนัขแล้ว ทีเชียสคนเดิมยังอ้างอีกว่าเขาเจอเข้ากับกลุ่มคนที่สุดแสนประหลาด เพราะพวกเขามีขาข้างเดียว และมีเท้าใหญ่โตมโหฬาร ชนิดเอามากางเป็นร่มได้ เคลื่อนที่ไปมาด้วยวิธีการกระโดด ฟังดูน่าตลกมากกว่าจะเป็นเรื่องจริง แต่พอ 2,000 ปีต่อมา อีซีโดโรแห่งเซบียา บาทหลวงโรมันคาทอลิกชาวสเปน ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าพวกเขามีอยู่จริง ถึงขั้นนำไปบรรจุไว้ในสารานุกรมสัตว์ในตำนาน พร้อมเขียนแผนที่บอกตำแหน่งพวกเขาว่าอยู่ตรงไหนในอินเดียด้วย แต่แผนที่ดังกล่าวมีอันต้องสูญสลายตามกาลเวล
6. พานอตติ - ชนเผ่าที่ได้ยินทุกสรรพสิ่ง (The Panotti: The Men Of All-Ears Island)
มีรายงานชิ้นหนึ่งของ พลินีผู้อาวุโส บันทึกเอาไว้ว่า ลึกเข้าไปในแผ่นดินซิทเธีย บังเกิดชนเผ่ากลุ่มหนึ่งชื่อ พานอตติ ชนเผ่ากลุ่มนี้จะมีใบหูที่ใหญ่มาก ใหญ่ถึงขนาดที่พวกเขาเอามันมาห่มตัวแทนเสื้อผ้าได้เลย เพราะงี้เพวกเขาเลยไม่ใส่เสื้อผ้า หรือปิดบังร่างกายกัน ฟังดูโอเวอร์สุดๆ แต่พานอตติก็เคยถูกกล่าวภึงในงานเขียนร่วมสมัยของ ปอมโปเนียส เมล่า ยืนยันว่าพลินีพูดความจริง มีชนเผ่าพานอตตินี้อยู่จริงๆ ในงานเขียนของเมล่ากล่าวว่า ชนเผ่าพานอตติอาศัยอยู่บนเกาะออร์กนีย์ หรือบริเวณสก็อตแลนด์ในปัจจุบัน
7. อริมาสโปอิ - มนุษย์ภูเขาตาเดียว (The Arimaspoi: The One-Eyed Mountain Men)
ในแผ่นดินซิทเธีย ลึกเข้าไปในหุบเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะหนาชื่อริเปียน ยังมีชนเผ่ากลุ่มหนึ่งชื่อ อริมาสโปอิ ผู้มีดวงตาเพียงข้างเดียว ตามบันทึกของชาวกรีกโบราณเล่าว่า เพราะชนเป่ากลุ่มนี้ แผ่นดินซิทเธียถึงมั่งคั่ง ร่ำรวย ตรงจุดนี้เฮโรโดตัสอธิบายไว้ว่า พวกเขาหากินดำรงชีพด้วยการขโมยทองคำพวกกริฟฟิน (ห๊ะ??) เพราะอริมาสโปอิอาศัยอยู่ใกล้ๆรังของกริฟฟิน สัตว์ในตำนานที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความโลภ คอยฉกทองจากนักเดินทางคนอื่นๆ เอามากกไว้ที่รังของตัวเอง มีเพียงอริมาสโปอิเท่านั้น ที่หาญกล้าไปฉกกลับมาได้ เรียกได้ว่าเรื่องนี้ ค่อนข้างจะอภินิหารมากที่สุดเลย เค้าความจริงมีน้อยมาก แต่ก็ม่นักโบราณคดีจำนวนไม่น้อย ที่เชื่อว่าพวกเขาอาจจะมีอยู่จริง
8. อบาริมอน - ชนเผ่าเท้ากลับด้าน (The Abarimon: The Tribe With Backward Feet)
มีเรื่องเล่าบันทึกไว้ว่า ขณะที่อเล็กซานเดอร์มหาราช เตรียมกำลังพลจะบุกแดนตะวันออก พระองค์ได้ว่าจ้างชายคนหนึ่งนามว่า ไบทอน เข้าไปสืบราชการลับในอินเดีย เมื่อไบทอนกลับมารายงานให้พระองค์ฟัง เรื่องราวของชนเผ่าที่มีเท้ากลับด้านก็เริ่มต้นขึ้น เขาเล่าว่าลึกเข้าไปในหุบเขาหิมาลัย มีชนเผ่าแปลกประหลาดกลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่ เรียกว่าเผ่าอบาริมอน ปลายเท้าของพวกเขาจะหันกลับไปทางด้านหลัง ซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้พวกเขาเดินลำบากแม้แต่น้อย เพราะไบทอนอ้างว่าเขาแอบไปเห็นอบาริมอนวิ่งไล่กวางตัวหนึ่ง ชนิดตีคู่กันสูสีมาก ซึ่งไบทอนบอกว่าเขาเกือบจะเอากลับมาให้อเล็กซานเดอร์มหาราชดูด้วยซ้ำ แต่เหมือนว่าปอดของพวกเขาจะรับมือกับสภาพอากาศภายนอกไม่ได้ เพราะทันทีที่อบาริมอนออกจากถิ่นที่อยู่ เขาก็เกิดสำลัก ขาดอากาศหายใจขึ้นมาทันที นอกจากไบทอนจะเล่าได้กำกวมจนยากที่จะเชื่อแล้ว เมกัสทีนนีส์ก็เข้ามาผสมโรงด้วยเช่นกัน อ้างว่าเขาก็เห็นพวกอบาริมอนด้วย ตกลงจะเชื่อใครดีเนี่ย?
9. มาร์กคิลลิส - ชนเผ่าที่เป็นกะเทยหมดทุกคน (The Makhlyes: The Tribe Of Hermaphrodites)
ตามคำบอกเล่าของชาวโรมัน ในเอธิโอเปียยังมีชนชาติหนึ่งเรียกว่า มาร์กคิลลิส ดินแดนที่ประชากรทุกคน "เป็นกะเทย" กันหมด แต่กับชาวกรีก ผู้ซึ่งเข้ามาติดต่อสมาคมกับมาร์กคิลลิสเป็นชนชาติแรก และเป็นชนชาติที่ให้เกียรติผู้หญิงแล้ว พวกเขาไม่เห็นว่าพวกมาร์กคิลลิสเป็นกะเทยอะไรเลย ซึ่งมีหรือเฮโรโดตัสจะไม่พลาด เขาได้บันทึกเรื่องราวของพวกเขาลงสมุด เล่าว่ากลุ่มมาร์กคิลลิสบูชาเทพธิดาแห่งสงคราม และเฉลิฉลองให้แก่เทพของพวกตน โดยการจับผู้หญิงมาต่อสู้กัน ให้อาวุธเพียงแค่ท่อนไม้และก้อนหิน เฮโรโดตัสไม่ได้พูดถึงอวัยวะเพศของพวกเขา เล่าแต่เพียงว่าพวกมาร์กคิลลิส จะมีเต้านมเหมือนกับของผู้หญิงอยู่ข้างซ้าย
10. แอสโตมอย -ชนเผ่าอินเดียที่กิน "กลิ่นหอม" เป็นอาหาร (The Astomoi: The Indian Tribe That Eats Odors)
ช่วงที่เมกัสทินนีส์เดินทางไปอินเดีย เขาได้พบเจอชนเผ่าประหลาดมากมายตามที่เล่าไปข้างต้น แต่มีอยู่เผ่าหนึ่ง ที่เขายกให้เป็น "ที่สุดของชนเผ่าประหลาด" นั่นคือเผ่าแอสโตมอย เป็นชนเผ่าพื้นเมืองชายที่มีขนยาวรุงรังเต็มร่างกาย สวมชุดทำจากสำลี และพวกเขาไม่มีปาก!!! นั่นทำให้วิธีกินอาหารของพวกเขาสุดแสนจะพิสดาร เมกัสทินนีส์อ้างว่า ชนเผ่าแอสโตมอยจะใช้วิธี "ดมกลิ่น" ในการกินอาหาร สูดเอาสารอาหารและความอร่อยเข้าทางโพรงจมูก ให้สารอาหารที่สูดเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย แต่พวกเขาก็ต้องระวังการดมกลิ่นไว้ด้วย เพราะถ้าไปดมอะไรผิดสำแดงมา นั่นอาจทำให้พวกเขาถึงตายได้!! นักสำรวจช่วงยุคกลางอ้างว่าเคยพบชาวแอสโตมอย เล่าว่าพวกเขาอาศัยอยู่แถวต้นทางของแม่น้ำคงคา หนึ่งในคณะสำรวจ จอห์น แมนเดอวิลล์ เป็นคนที่เล่าเรื่องราวของชาวแอสโตมอยได้ฉะฉาน รู้เรื่องมากที่สุด เหมือนเป็นการย้ำให้ทุกคนเชื่อว่าเขาไปเจอมาจริงๆ ตามคำบอกเล่าของจอห์น เขาเล่าว่าแอสโตมอยไม่ต่างอะไรกับพวกเผ่าปิกมี สื่อสารกันโดยใช้เสียงนาสิก หรือเสียงขึ้นจมูกพูดคุยกัน
ขอบคุณที่มาจาก มิติที่6 ด้วยนะครับ