แผน ค.ศ.1 อาณาจักรโรมัน อยู่ในยุคของจักรพรรดิออกัสตัส ควบคุมดินแดนรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้เบ็ดเสร็จ เป็นช่วงเริ่มต้นยุคความมั่นคงและมั่งคั่งที่เรียกว่า "สันติภาพโรมัน" (Pax Romana)
เกาะอังกฤษ (Britannia): ยังเป็นอิสระ ปกครองโดยชนเผ่าเซลติกท้องถิ่น โรมันยังไม่ได้ยกทัพเข้ายึดครอง
ในช่วงเวลานี้ กรุงโรมมีประชากรแตะหลัก 1 ล้านคน ถือเป็นเมืองแรกในประวัติศาสตร์โลกที่ทำได้ และครองสถิตินี้ยาวนานเกือบ 1,800 ปี จนกระทั่งกรุงลอนดอนมาทำลายสถิติในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม
ที่มาของคำว่า "คนเถื่อน": โรมันเรียกชนเผ่าต่างๆ ที่อยู่นอกพรมแดน (พื้นที่สีขาวในแผนที่) ว่า "Barbarian" ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษากรีกที่ล้อเลียนเสียงพูดของคนต่างภาษาว่าฟังไม่ได้ศัพท์เหมือนเสียง "บาร์ บาร์" (Bar Bar)
วิกฤตผ้าไหม: แม้จะดูยิ่งใหญ่ แต่โรมันประสบปัญหาขาดดุลการค้าอย่างหนักกับโลกตะวันออก เพราะชนชั้นสูงในโรมคลั่งไคล้ "ผ้าไหม" จากจีนมาก ซึ่งต้องนำเข้าผ่านเส้นทางสายไหมที่ควบคุมโดยอาณาจักรพาร์เธีย (สีเขียว) ทำให้ทองคำโรมันไหลออกนอกประเทศจำนวนมหาศาล
ไม่มีปีที่ศูนย์: ในการนับเวลาทางประวัติศาสตร์ ไม่มีปี ค.ศ. 0 ปฏิทินจะกระโดดจาก 1 ปีก่อนคริสตกาล (1 B.C.) ข้ามมาเป็นปี ค.ศ. 1 (1 A.D.) ทันที
แผนที่ ค.ศ.100 แสดงถึง อาณาจักรโรมัน (Roman Empire) ในช่วงที่แผ่ขยายอำนาจไปอย่างกว้างขวางที่สุด ซึ่งตรงกับคริสต์ศตวรรษที่ 2 หรือในยุคของ จักรพรรดิไทรจัน (Trajan)
ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mare Internum): โรมันควบคุมชายฝั่งทั้งหมดรอบทะเลนี้ จนได้ฉายาว่า Mare Nostrum หรือ "ทะเลของเรา"
ทางตะวันออก Dacia (โรมาเนียปัจจุบัน) ในสมัยนั้นปกครองโดยกษัตริย์ผู้แข็งแกร่งนามว่า เดเซบาลุส (Decebalus) ดาเชียไม่ใช่เผ่าเร่ร่อนธรรมดา แต่เป็นอาณาจักรที่มีระบบระเบียบ มีป้อมปราการบนภูเขาที่ซับซ้อน และที่สำคัญที่สุดคือมี เหมืองทองคำและเงิน มหาศาล ซึ่งเป็นที่หมายปองของจักรวรรดิโรมัน
Osroenia และ Parthi พาร์เธียถือเป็น "คู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อ" ที่สุดของโรมันเลย พวกเขาไม่ได้เป็นแค่ชนเผ่า แต่เป็นจักรวรรดิที่รุ่งเรืองและมีกองทัพที่น่าเกรงขาม โดยเฉพาะ ทหารม้าธนู (Horse Archers) ที่มีความสามารถพิเศษในการยิงธนูใส่ศัตรูในขณะที่กำลังควบม้าหนี ซึ่งเรียกกันว่า "Parthian Shot" เทคนิคนี้ทำให้ทหารราบของโรมันที่เน้นการตั้งรับเป็นขบวนรบต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างมาก
แผนที่ ค.ศ.200 จักรวรรดิโรมัน อยู่ในจุดสูงสุดและเริ่มก้าวเข้าสู่ยุคเผด็จการทหาร คุมพื้นที่เบ็ดเสร็จรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mare Internum) โดยถือเป็น "ทะเลสาบส่วนตัว" ของโรม ปี 200 คือช่วงปลายของยุค Pax Romana (สันติภาพโรมัน) หลังจากนี้โรมันจะเริ่มเข้าสู่ยุควิกฤตการณ์ศตวรรษที่ 3 ที่มีการชิงอำนาจกันเองจนเกือบพินาศ
พาร์เทีย (อิหร่าน/อิรักในปัจจุบัน) กำลังอ่อนแอลงจากการทำสงครามกับโรมัน และใกล้จะถูกราชวงศ์ซาสซานิดยึดอำนาจในอีกไม่กี่สิบปี
การขยายตัวสู่เมโสโปเตเมีย โรมันเพิ่งชนะพาร์เทียและยึดครองพื้นที่ตอนเหนือของแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรทีสได้ (พื้นที่แถบ Hatra ในรูป)
แนวรบแม่น้ำไรน์-ดานูบ เป็นเส้นแบ่งเขตแดนที่แน่นหนาที่สุด มีการตั้งป้อมปราการถาวร (Limes) เพื่อกันเผ่าเยอรมันอย่าง Alamanni และ Marcomanni
การเคลื่อนพลของชาวกอท (Goths) ในแผนที่เริ่มเห็นชื่อ Gothi ใกล้ทะเลดำ พวกเขาเริ่มอพยพลงใต้มาสร้างแรงกดดันให้พรมแดนโรมัน
เกาะอังกฤษ (Britannia) โรมันคุมพื้นที่ได้เกือบทั้งหมด ยกเว้นตอนเหนือ (สกอตแลนด์) ที่มีกำแพงเฮเดรียนกั้นไว้
แผนที่ ค.ศ.300 จักรวรรดิโรมันยังครองพื้นที่มหาศาลรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่เลิกขยายดินแดนแล้ว หันมาเน้นการป้องกันตามแนวชายแดนแม่น้ำไรน์และดานูบอย่างเข้มข้น
ช่วงเวลานี้ จักรพรรดิไดโอคลีเชียนมองว่าจักรวรรดิมันกว้างเกินกว่าคนเดียวจะดูแลทั่วถึง จึงเริ่มระบบแบ่งการปกครอง (Tetrarchy) มีจักรพรรดิร่วมช่วยกันดูแลทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก
ในยุคนี้โรมันตัดสินใจถอนทหารทิ้งมณฑล "ดาเชีย" (Dacia - พื้นที่โรมาเนียปัจจุบัน เหนือแม่น้ำดานูบ) เพราะกันพวกอนารยชนไม่ไหว ไม่คุ้มทุน
รูปแบบการปกครองของโรมันเปลี่ยนจากยุค "Principate" (จักรพรรดิคือพลเมืองหมายเลขหนึ่ง) มาเป็นยุค "Dominate" (จักรพรรดิคือเจ้านายผู้มีอำนาจเด็ดขาด) เพื่อกระชับอำนาจสู้กับวิกฤต
สมาพันธ์เผ่าเยอรมัน (ทางเหนือ) ภัยคุกคามเปลี่ยนรูปแบบจากเผ่าเล็กๆ กลายเป็นการรวมกลุ่มขนาดใหญ่ที่อันตรายกว่าเดิม ที่เห็นชัดในแผนที่คือ:
Franci (แฟรงก์) รวมตัวกันอยู่แถบปากแม่น้ำไรน์ (เนเธอร์แลนด์/เบลเยียมปัจจุบัน)
Alamanni (อลามานน์) กดดันอยู่แถบแม่น้ำไรน์ตอนบน (เยอรมนีใต้/สวิตเซอร์แลนด์)
คลื่นผู้อพยพใหม่ (ทางตะวันออก) กลุ่ม Gothi (กอท) และ Tervingi เคลื่อนย้ายลงมาประชิดพรมแดนโรมันแถบแม่น้ำดานูบตอนล่างและทะเลดำ เตรียมสร้างปัญหาใหญ่ในอนาคตอันใกล้
มหาอำนาจใหม่คู่แข่งโรมัน ทางตะวันออกไม่ใช่พาร์เทียแล้ว แต่คือ จักรวรรดิซาสซานิดเปอร์เซีย (Persia) ซึ่งมีความเข้มแข็งทางการทหารและการบริหารจัดการสูงมาก
เผ่า Hunni (ชาวฮัน) ในแผนที่ปรากฏตัวขึ้นที่ขอบด้านตะวันออกสุด พวกฮันจากเอเชียกลางในแผนที่นี้คือจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์โดมิโน โดยพวกเขาเข้ากดดันเผ่า Gothi และ Tervingi ทางทิศตะวันตก การรุกรานของพวกฮันบีบให้เผ่าอนารยชนอื่นๆ ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องอพยพหนีตายเข้าหาพรมแดนโรมันแถบทะเลดำ (Pontus Euxinus) และแม่น้ำดานูบ
ในสายตาชาวโรมันยุคนั้น พวกฮันถูกมองว่าเป็น "ปีศาจ" มากกว่ามนุษย์ เพราะพวกเขามีทักษะการขี่ม้าที่น่าทึ่งจนดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย และแทบไม่ยอมลงเดินบนพื้นดินเลย
พวกเขาใช้คันธนูแบบประกอบ (Composite Bow) ที่สั้นและคล่องตัวแต่มีแรงดีดมหาศาล ทำให้สามารถยิงธนูจากหลังม้าได้รอบทิศทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทหารราบโรมันรับมือได้ยากมาก
นักรบฮันมีธรรมเนียมการใช้มีดกรีดแก้มเด็กทารกเพื่อให้เกิดแผลเป็นขู่ขวัญศัตรู และเพื่อป้องกันไม่ให้หนวดเคราขึ้นรกใบหน้า
ฮันกำลังเริ่มรุกรานเผ่า Alani ที่อยู่คั่นกลาง และกำลังจะเข้าปะทะกับอาณาจักรของพวกกอทอย่างรุนแรงในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า เมื่อพวกฮันบุกมาถึง พวกเขาทำลายอาณาจักร "เกรุทุงกี" (กอทตะวันออก) จนพินาศ ส่งผลให้พวก Tervingi ที่เห็นในแผนที่ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องหนีตายลงใต้เข้าหาพรมแดนโรมัน และบีบให้พวก Gothi ต้องเบียดเสียดกันอยู่แถบชายฝั่งทะเลดำ (Pontus Euxinus)
โดยในอีก 76 ปีต่อมา (A.D. 376) พวกกอทนับแสนจะข้ามแม่น้ำดานูบเพื่อขอลี้ภัยในโรมเพราะกลัวพวกฮัน
คำว่า "Goth" ในยุคนั้นอาจถูกใช้โดยชาวโรมันในเชิงดูถูกว่า "อนารยชน" การกลายเป็นคำด่าในยุคเรเนสซองส์ (Renaissance) นักปราชญ์อิตาลีมองว่าพวกกอทคือ "อนารยชน" ที่มาทำลายศิลปวิทยาการของโรมัน จึงเรียกศิลปะยุคกลางที่ดูดำ ทะมึน น่ากลัวว่า "ศิลปะแบบโกธิค (Gothic)" เพื่อจะสื่อว่ามัน "เถื่อน" เหมือนพวกกอทนั่นเอง
แผนที่ ค.ศ.400 โรมันแตกเป็นสองส่วนถาวรแล้ว (ตั้งแต่ ค.ศ. 395) คือ โรมันตะวันตก (ศูนย์กลางที่มิลาน กำลังจะย้ายไป "ราเวนนา" (Ravenna) เพราะราเวนนามีชัยภูมิเป็นหนองน้ำ ป้องกันพวกอนารยชนได้ดีกว่า และ โรมันตะวันออก (ไบแซนไทน์ ศูนย์กลางที่คอนสแตนติโนเปิล) ทั้งสองฝ่ายมักขัดแย้งกันเองเรื่องดินแดนและการเมือง
วิกฤตการอพยพครั้งใหญ่ (The Great Migration) คือประเด็นสำคัญที่สุดในแผนที่พวกฮัน ได้ผลักดันชนเผ่าเยอรมันและเผ่าอื่นๆ ให้หนีตายทะลักเข้ามาประชิดชายแดนจักรวรรดิโรมัน:
อะลามานนิ (Alamanni), แซกซัน (Saxones) และอื่นๆ: เพิ่มแรงกดดันที่แนวแม่น้ำไรน์ (ชายแดนโรมันตะวันตก)
คู่แข่งทางตะวันออก จักรวรรดิซาสซานิด (Persia) ยังคงเป็นมหาอำนาจคู่ปรับตลอดกาลของโรมันตะวันออก คอยคุมเชิงอยู่ในพื้นที่อิรัก/อิหร่านปัจจุบัน
พื้นที่พิพาท (Illyricum): ดินแดนคาบสมุทรบอลข่านนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่โรมันตะวันตกและตะวันออกแย่งชิงอิทธิพลกันอย่างหนักในช่วงเวลานี้
แผนที่ ค.ศ.500 จักรวรรดิโรมันตะวันตกไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว" (ล่มสลายไปเมื่อ ค.ศ. 476) ดินแดนยุโรปตะวันตกทั้งหมดถูกแบ่งเค้กตั้งเป็นอาณาจักรของกลุ่มอนารยชนเผ่าเยอรมัน (Germanic tribes) ส่วนโรมันตะวันออกยังคงอยู่รอด
สาเหตุเพราะเมื่อเผ่าอนารยชนข้ามพรมแดนเข้ามา มาทำงานที่ชาวโรมันไม่ทำจนวันหนึ่งชาวโรมันเริ่มกวาดล้างผู้อพยพ จนกลุ่มผู้อพยพที่หนีตายรวมตัวลุกขึ้นมาฆ่าผู้ปกครองชาวโรมัน
ขุมกำลังที่เข้ามาแทนที่ (ตามแผนที่):
Italia (อาณาจักรออสโตรกอธ - สีเหลืองอ่อน) เข้ายึดครองอิตาลีซึ่งเป็นไข่แดงเดิมของโรมัน รวมถึงชายฝั่งทะเลเดรียติก
Tolosa (อาณาจักรวิซิกอธ - สีส้ม) เป็นมหาอำนาจในคาบสมุทรไอบีเรีย (สเปน/โปรตุเกสปัจจุบัน) และตอนใต้ของฝรั่งเศส โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองตูลูส (Tolosa)
Franci (อาณาจักรแฟรงก์ - สีชมพูเข้ม) กำลังผงาดขึ้นมาครอบครองพื้นที่ฝรั่งเศสตอนเหนือและเบลเยียม ผู้นำเผ่าแฟรงก์คือ "กษัตริย์โคลวิสที่ 1" (Clovis I) เขาเป็นผู้นำอนารยชนคนแรกๆ ที่เปลี่ยนมารับศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก ทำให้ได้ใจชาวเมืองเดิมและศาสนจักร อาณาจักรของเขาคือรากฐานของประเทศ "ฝรั่งเศส" (France ดินแดนของชาว Frank) ในปัจจุบัน
Vandali et Alani (อาณาจักรแวนดัล - สีน้ำตาลด้านล่าง) ข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปยึดแอฟริกาเหนือ (อู่ข้าวอู่น้ำเดิมของโรมัน) รวมถึงเกาะคอร์ซิกาและซาร์ดิเนีย และยกทัพเรือไปปล้นสะดมทำลายล้างกรุงโรมอย่างหนักหน่วงในปี 455 จนชื่อเผ่าของพวกเขาถูกนำมาบัญญัติเป็นคำศัพท์ภาษาอังกฤษว่า "Vandalism" ที่แปลว่าการลักลอบทำลายทรัพย์สินสาธารณะ
การล่มสลายของโรมันตะวันตกในปี 476 มักถูกนักประวัติศาสตร์ใช้เป็นจุดตัดจบ "ยุคโบราณ" (Antiquity) และก้าวเข้าสู่ "ยุคกลาง" (Middle Ages) หรือยุคมืดของยุโรปอย่างเป็นทางการ
ในแผนที่คุณจะเห็นเผ่า Angli และ Saxones อยู่ตอนเหนือของยุโรป ตอนนี้ทหารโรมันถอนกำลังทิ้งเกาะอังกฤษ (Britannia) ไปหมดแล้ว เผ่าเหล่านี้กำลังเริ่มอพยพข้ามทะเลไปตั้งรกรากบนเกาะอังกฤษ กลายเป็นบรรพบุรุษของชาวอังกฤษปัจจุบันนั่นเอง
จักรวรรดิฮัน (Hunnic Empire) ที่เคยกว้างใหญ่ไพศาล อาละวาดไปทั่วยุโรป ล่มสลายลงอย่างรวดเร็วในช่วงกลางศตวรรษที่ 5 สาเหตุเพราะฮันแผ่อำนาจถึงขีดสุดภายใต้การนำของราชา "อัตติลา" (Attila the Hun) แต่ในปี ค.ศ. 453 อัตติลาดันเสียชีวิตกะทันหัน พอพ่อตาย ลูกชายหลายคนของอัตติลาก็เปิดศึกสายเลือดแย่งชิงบัลลังก์กันเอง ทำให้จักรวรรดิที่เคยเป็นปึกแผ่นเกิดรอยร้าวและอ่อนแอลงทันที สุดท้ายก็ถูกกลืนชาติผสมปนเปไปกับชนเผ่าเร่ร่อนกลุ่มใหม่ๆ จนชื่อของ "ฮัน" หายไปจากแผนที่การเมืองยุโรปในที่สุด
Roma (จักรวรรดิโรมันตะวันออก/ไบแซนไทน์ - สีชมพูขวา): ยืนหยัดเป็นจักรวรรดิโรมันเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ คุมพื้นที่ตั้งแต่คาบสมุทรบอลข่านไปจนถึงอียิปต์
แผนที่ยุโรปทุก 100 ปี
แผน ค.ศ.1 อาณาจักรโรมัน อยู่ในยุคของจักรพรรดิออกัสตัส ควบคุมดินแดนรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้เบ็ดเสร็จ เป็นช่วงเริ่มต้นยุคความมั่นคงและมั่งคั่งที่เรียกว่า "สันติภาพโรมัน" (Pax Romana)
เกาะอังกฤษ (Britannia): ยังเป็นอิสระ ปกครองโดยชนเผ่าเซลติกท้องถิ่น โรมันยังไม่ได้ยกทัพเข้ายึดครอง
ในช่วงเวลานี้ กรุงโรมมีประชากรแตะหลัก 1 ล้านคน ถือเป็นเมืองแรกในประวัติศาสตร์โลกที่ทำได้ และครองสถิตินี้ยาวนานเกือบ 1,800 ปี จนกระทั่งกรุงลอนดอนมาทำลายสถิติในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม
ที่มาของคำว่า "คนเถื่อน": โรมันเรียกชนเผ่าต่างๆ ที่อยู่นอกพรมแดน (พื้นที่สีขาวในแผนที่) ว่า "Barbarian" ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษากรีกที่ล้อเลียนเสียงพูดของคนต่างภาษาว่าฟังไม่ได้ศัพท์เหมือนเสียง "บาร์ บาร์" (Bar Bar)
วิกฤตผ้าไหม: แม้จะดูยิ่งใหญ่ แต่โรมันประสบปัญหาขาดดุลการค้าอย่างหนักกับโลกตะวันออก เพราะชนชั้นสูงในโรมคลั่งไคล้ "ผ้าไหม" จากจีนมาก ซึ่งต้องนำเข้าผ่านเส้นทางสายไหมที่ควบคุมโดยอาณาจักรพาร์เธีย (สีเขียว) ทำให้ทองคำโรมันไหลออกนอกประเทศจำนวนมหาศาล
ไม่มีปีที่ศูนย์: ในการนับเวลาทางประวัติศาสตร์ ไม่มีปี ค.ศ. 0 ปฏิทินจะกระโดดจาก 1 ปีก่อนคริสตกาล (1 B.C.) ข้ามมาเป็นปี ค.ศ. 1 (1 A.D.) ทันที
แผนที่ ค.ศ.100 แสดงถึง อาณาจักรโรมัน (Roman Empire) ในช่วงที่แผ่ขยายอำนาจไปอย่างกว้างขวางที่สุด ซึ่งตรงกับคริสต์ศตวรรษที่ 2 หรือในยุคของ จักรพรรดิไทรจัน (Trajan)
ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mare Internum): โรมันควบคุมชายฝั่งทั้งหมดรอบทะเลนี้ จนได้ฉายาว่า Mare Nostrum หรือ "ทะเลของเรา"
ทางตะวันออก Dacia (โรมาเนียปัจจุบัน) ในสมัยนั้นปกครองโดยกษัตริย์ผู้แข็งแกร่งนามว่า เดเซบาลุส (Decebalus) ดาเชียไม่ใช่เผ่าเร่ร่อนธรรมดา แต่เป็นอาณาจักรที่มีระบบระเบียบ มีป้อมปราการบนภูเขาที่ซับซ้อน และที่สำคัญที่สุดคือมี เหมืองทองคำและเงิน มหาศาล ซึ่งเป็นที่หมายปองของจักรวรรดิโรมัน
Osroenia และ Parthi พาร์เธียถือเป็น "คู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อ" ที่สุดของโรมันเลย พวกเขาไม่ได้เป็นแค่ชนเผ่า แต่เป็นจักรวรรดิที่รุ่งเรืองและมีกองทัพที่น่าเกรงขาม โดยเฉพาะ ทหารม้าธนู (Horse Archers) ที่มีความสามารถพิเศษในการยิงธนูใส่ศัตรูในขณะที่กำลังควบม้าหนี ซึ่งเรียกกันว่า "Parthian Shot" เทคนิคนี้ทำให้ทหารราบของโรมันที่เน้นการตั้งรับเป็นขบวนรบต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างมาก
แผนที่ ค.ศ.200 จักรวรรดิโรมัน อยู่ในจุดสูงสุดและเริ่มก้าวเข้าสู่ยุคเผด็จการทหาร คุมพื้นที่เบ็ดเสร็จรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mare Internum) โดยถือเป็น "ทะเลสาบส่วนตัว" ของโรม ปี 200 คือช่วงปลายของยุค Pax Romana (สันติภาพโรมัน) หลังจากนี้โรมันจะเริ่มเข้าสู่ยุควิกฤตการณ์ศตวรรษที่ 3 ที่มีการชิงอำนาจกันเองจนเกือบพินาศ
พาร์เทีย (อิหร่าน/อิรักในปัจจุบัน) กำลังอ่อนแอลงจากการทำสงครามกับโรมัน และใกล้จะถูกราชวงศ์ซาสซานิดยึดอำนาจในอีกไม่กี่สิบปี
การขยายตัวสู่เมโสโปเตเมีย โรมันเพิ่งชนะพาร์เทียและยึดครองพื้นที่ตอนเหนือของแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรทีสได้ (พื้นที่แถบ Hatra ในรูป)
แนวรบแม่น้ำไรน์-ดานูบ เป็นเส้นแบ่งเขตแดนที่แน่นหนาที่สุด มีการตั้งป้อมปราการถาวร (Limes) เพื่อกันเผ่าเยอรมันอย่าง Alamanni และ Marcomanni
การเคลื่อนพลของชาวกอท (Goths) ในแผนที่เริ่มเห็นชื่อ Gothi ใกล้ทะเลดำ พวกเขาเริ่มอพยพลงใต้มาสร้างแรงกดดันให้พรมแดนโรมัน
เกาะอังกฤษ (Britannia) โรมันคุมพื้นที่ได้เกือบทั้งหมด ยกเว้นตอนเหนือ (สกอตแลนด์) ที่มีกำแพงเฮเดรียนกั้นไว้
แผนที่ ค.ศ.300 จักรวรรดิโรมันยังครองพื้นที่มหาศาลรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่เลิกขยายดินแดนแล้ว หันมาเน้นการป้องกันตามแนวชายแดนแม่น้ำไรน์และดานูบอย่างเข้มข้น
ช่วงเวลานี้ จักรพรรดิไดโอคลีเชียนมองว่าจักรวรรดิมันกว้างเกินกว่าคนเดียวจะดูแลทั่วถึง จึงเริ่มระบบแบ่งการปกครอง (Tetrarchy) มีจักรพรรดิร่วมช่วยกันดูแลทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก
ในยุคนี้โรมันตัดสินใจถอนทหารทิ้งมณฑล "ดาเชีย" (Dacia - พื้นที่โรมาเนียปัจจุบัน เหนือแม่น้ำดานูบ) เพราะกันพวกอนารยชนไม่ไหว ไม่คุ้มทุน
รูปแบบการปกครองของโรมันเปลี่ยนจากยุค "Principate" (จักรพรรดิคือพลเมืองหมายเลขหนึ่ง) มาเป็นยุค "Dominate" (จักรพรรดิคือเจ้านายผู้มีอำนาจเด็ดขาด) เพื่อกระชับอำนาจสู้กับวิกฤต
สมาพันธ์เผ่าเยอรมัน (ทางเหนือ) ภัยคุกคามเปลี่ยนรูปแบบจากเผ่าเล็กๆ กลายเป็นการรวมกลุ่มขนาดใหญ่ที่อันตรายกว่าเดิม ที่เห็นชัดในแผนที่คือ:
Franci (แฟรงก์) รวมตัวกันอยู่แถบปากแม่น้ำไรน์ (เนเธอร์แลนด์/เบลเยียมปัจจุบัน)
Alamanni (อลามานน์) กดดันอยู่แถบแม่น้ำไรน์ตอนบน (เยอรมนีใต้/สวิตเซอร์แลนด์)
คลื่นผู้อพยพใหม่ (ทางตะวันออก) กลุ่ม Gothi (กอท) และ Tervingi เคลื่อนย้ายลงมาประชิดพรมแดนโรมันแถบแม่น้ำดานูบตอนล่างและทะเลดำ เตรียมสร้างปัญหาใหญ่ในอนาคตอันใกล้
มหาอำนาจใหม่คู่แข่งโรมัน ทางตะวันออกไม่ใช่พาร์เทียแล้ว แต่คือ จักรวรรดิซาสซานิดเปอร์เซีย (Persia) ซึ่งมีความเข้มแข็งทางการทหารและการบริหารจัดการสูงมาก
เผ่า Hunni (ชาวฮัน) ในแผนที่ปรากฏตัวขึ้นที่ขอบด้านตะวันออกสุด พวกฮันจากเอเชียกลางในแผนที่นี้คือจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์โดมิโน โดยพวกเขาเข้ากดดันเผ่า Gothi และ Tervingi ทางทิศตะวันตก การรุกรานของพวกฮันบีบให้เผ่าอนารยชนอื่นๆ ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องอพยพหนีตายเข้าหาพรมแดนโรมันแถบทะเลดำ (Pontus Euxinus) และแม่น้ำดานูบ
ในสายตาชาวโรมันยุคนั้น พวกฮันถูกมองว่าเป็น "ปีศาจ" มากกว่ามนุษย์ เพราะพวกเขามีทักษะการขี่ม้าที่น่าทึ่งจนดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย และแทบไม่ยอมลงเดินบนพื้นดินเลย
พวกเขาใช้คันธนูแบบประกอบ (Composite Bow) ที่สั้นและคล่องตัวแต่มีแรงดีดมหาศาล ทำให้สามารถยิงธนูจากหลังม้าได้รอบทิศทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทหารราบโรมันรับมือได้ยากมาก
นักรบฮันมีธรรมเนียมการใช้มีดกรีดแก้มเด็กทารกเพื่อให้เกิดแผลเป็นขู่ขวัญศัตรู และเพื่อป้องกันไม่ให้หนวดเคราขึ้นรกใบหน้า
ฮันกำลังเริ่มรุกรานเผ่า Alani ที่อยู่คั่นกลาง และกำลังจะเข้าปะทะกับอาณาจักรของพวกกอทอย่างรุนแรงในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า เมื่อพวกฮันบุกมาถึง พวกเขาทำลายอาณาจักร "เกรุทุงกี" (กอทตะวันออก) จนพินาศ ส่งผลให้พวก Tervingi ที่เห็นในแผนที่ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องหนีตายลงใต้เข้าหาพรมแดนโรมัน และบีบให้พวก Gothi ต้องเบียดเสียดกันอยู่แถบชายฝั่งทะเลดำ (Pontus Euxinus)
โดยในอีก 76 ปีต่อมา (A.D. 376) พวกกอทนับแสนจะข้ามแม่น้ำดานูบเพื่อขอลี้ภัยในโรมเพราะกลัวพวกฮัน
คำว่า "Goth" ในยุคนั้นอาจถูกใช้โดยชาวโรมันในเชิงดูถูกว่า "อนารยชน" การกลายเป็นคำด่าในยุคเรเนสซองส์ (Renaissance) นักปราชญ์อิตาลีมองว่าพวกกอทคือ "อนารยชน" ที่มาทำลายศิลปวิทยาการของโรมัน จึงเรียกศิลปะยุคกลางที่ดูดำ ทะมึน น่ากลัวว่า "ศิลปะแบบโกธิค (Gothic)" เพื่อจะสื่อว่ามัน "เถื่อน" เหมือนพวกกอทนั่นเอง
แผนที่ ค.ศ.400 โรมันแตกเป็นสองส่วนถาวรแล้ว (ตั้งแต่ ค.ศ. 395) คือ โรมันตะวันตก (ศูนย์กลางที่มิลาน กำลังจะย้ายไป "ราเวนนา" (Ravenna) เพราะราเวนนามีชัยภูมิเป็นหนองน้ำ ป้องกันพวกอนารยชนได้ดีกว่า และ โรมันตะวันออก (ไบแซนไทน์ ศูนย์กลางที่คอนสแตนติโนเปิล) ทั้งสองฝ่ายมักขัดแย้งกันเองเรื่องดินแดนและการเมือง
วิกฤตการอพยพครั้งใหญ่ (The Great Migration) คือประเด็นสำคัญที่สุดในแผนที่พวกฮัน ได้ผลักดันชนเผ่าเยอรมันและเผ่าอื่นๆ ให้หนีตายทะลักเข้ามาประชิดชายแดนจักรวรรดิโรมัน:
อะลามานนิ (Alamanni), แซกซัน (Saxones) และอื่นๆ: เพิ่มแรงกดดันที่แนวแม่น้ำไรน์ (ชายแดนโรมันตะวันตก)
คู่แข่งทางตะวันออก จักรวรรดิซาสซานิด (Persia) ยังคงเป็นมหาอำนาจคู่ปรับตลอดกาลของโรมันตะวันออก คอยคุมเชิงอยู่ในพื้นที่อิรัก/อิหร่านปัจจุบัน
พื้นที่พิพาท (Illyricum): ดินแดนคาบสมุทรบอลข่านนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่โรมันตะวันตกและตะวันออกแย่งชิงอิทธิพลกันอย่างหนักในช่วงเวลานี้
แผนที่ ค.ศ.500 จักรวรรดิโรมันตะวันตกไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว" (ล่มสลายไปเมื่อ ค.ศ. 476) ดินแดนยุโรปตะวันตกทั้งหมดถูกแบ่งเค้กตั้งเป็นอาณาจักรของกลุ่มอนารยชนเผ่าเยอรมัน (Germanic tribes) ส่วนโรมันตะวันออกยังคงอยู่รอด
สาเหตุเพราะเมื่อเผ่าอนารยชนข้ามพรมแดนเข้ามา มาทำงานที่ชาวโรมันไม่ทำจนวันหนึ่งชาวโรมันเริ่มกวาดล้างผู้อพยพ จนกลุ่มผู้อพยพที่หนีตายรวมตัวลุกขึ้นมาฆ่าผู้ปกครองชาวโรมัน
ขุมกำลังที่เข้ามาแทนที่ (ตามแผนที่):
Italia (อาณาจักรออสโตรกอธ - สีเหลืองอ่อน) เข้ายึดครองอิตาลีซึ่งเป็นไข่แดงเดิมของโรมัน รวมถึงชายฝั่งทะเลเดรียติก
Tolosa (อาณาจักรวิซิกอธ - สีส้ม) เป็นมหาอำนาจในคาบสมุทรไอบีเรีย (สเปน/โปรตุเกสปัจจุบัน) และตอนใต้ของฝรั่งเศส โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองตูลูส (Tolosa)
Franci (อาณาจักรแฟรงก์ - สีชมพูเข้ม) กำลังผงาดขึ้นมาครอบครองพื้นที่ฝรั่งเศสตอนเหนือและเบลเยียม ผู้นำเผ่าแฟรงก์คือ "กษัตริย์โคลวิสที่ 1" (Clovis I) เขาเป็นผู้นำอนารยชนคนแรกๆ ที่เปลี่ยนมารับศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก ทำให้ได้ใจชาวเมืองเดิมและศาสนจักร อาณาจักรของเขาคือรากฐานของประเทศ "ฝรั่งเศส" (France ดินแดนของชาว Frank) ในปัจจุบัน
Vandali et Alani (อาณาจักรแวนดัล - สีน้ำตาลด้านล่าง) ข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปยึดแอฟริกาเหนือ (อู่ข้าวอู่น้ำเดิมของโรมัน) รวมถึงเกาะคอร์ซิกาและซาร์ดิเนีย และยกทัพเรือไปปล้นสะดมทำลายล้างกรุงโรมอย่างหนักหน่วงในปี 455 จนชื่อเผ่าของพวกเขาถูกนำมาบัญญัติเป็นคำศัพท์ภาษาอังกฤษว่า "Vandalism" ที่แปลว่าการลักลอบทำลายทรัพย์สินสาธารณะ
การล่มสลายของโรมันตะวันตกในปี 476 มักถูกนักประวัติศาสตร์ใช้เป็นจุดตัดจบ "ยุคโบราณ" (Antiquity) และก้าวเข้าสู่ "ยุคกลาง" (Middle Ages) หรือยุคมืดของยุโรปอย่างเป็นทางการ
ในแผนที่คุณจะเห็นเผ่า Angli และ Saxones อยู่ตอนเหนือของยุโรป ตอนนี้ทหารโรมันถอนกำลังทิ้งเกาะอังกฤษ (Britannia) ไปหมดแล้ว เผ่าเหล่านี้กำลังเริ่มอพยพข้ามทะเลไปตั้งรกรากบนเกาะอังกฤษ กลายเป็นบรรพบุรุษของชาวอังกฤษปัจจุบันนั่นเอง
จักรวรรดิฮัน (Hunnic Empire) ที่เคยกว้างใหญ่ไพศาล อาละวาดไปทั่วยุโรป ล่มสลายลงอย่างรวดเร็วในช่วงกลางศตวรรษที่ 5 สาเหตุเพราะฮันแผ่อำนาจถึงขีดสุดภายใต้การนำของราชา "อัตติลา" (Attila the Hun) แต่ในปี ค.ศ. 453 อัตติลาดันเสียชีวิตกะทันหัน พอพ่อตาย ลูกชายหลายคนของอัตติลาก็เปิดศึกสายเลือดแย่งชิงบัลลังก์กันเอง ทำให้จักรวรรดิที่เคยเป็นปึกแผ่นเกิดรอยร้าวและอ่อนแอลงทันที สุดท้ายก็ถูกกลืนชาติผสมปนเปไปกับชนเผ่าเร่ร่อนกลุ่มใหม่ๆ จนชื่อของ "ฮัน" หายไปจากแผนที่การเมืองยุโรปในที่สุด
Roma (จักรวรรดิโรมันตะวันออก/ไบแซนไทน์ - สีชมพูขวา): ยืนหยัดเป็นจักรวรรดิโรมันเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ คุมพื้นที่ตั้งแต่คาบสมุทรบอลข่านไปจนถึงอียิปต์